. . ในตอนนั้น วิทยาศาตร์ก็คือศาสนา และศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์ เพราะเรากำลังเข้าถึงกฎแห่งธรรมชาติอันเดียวกัน !!
ผมไม่ได้มีเจตนาจะเปรียบเทียบเรื่องที่สำคัญสองเรื่องนี้เพื่อจะชี้บ่งลงไปว่าอะไรยิ่งใหญ่กว่ากัน หากแต่ว่าต้องการสื่อสารความคิดที่ผุดขึ้นมา เผื่อว่าจะได้มีการต่อยอดความคิดจากกัลยาณมิตรที่สนใจในประเด็นนี้
ผมเข้าใจ (ไปเอง) ว่าวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งความเข้าใจในกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นความพยายามที่จะหาคำตอบหรือพิสูจน์ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ เช่น ทำไมผลแอปเปิลจึงตกลงดินทุกครั้ง ทำไมบาดแผลจึงเน่า ฯลฯ โดยอาศัยการทดลอง การสังเกต การพิสูจน์ จนได้ข้อสรุปออกมาเป็นทฤษฎี บางทฤษฎีที่ยังเข้าไม่ถึงกฎแห่งธรรมชาติที่แท้จริง ก็เป็นสิ่งที่ถูกหักล้างโดยนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังที่ค้นพบทฤษฎีใหม่ที่ไปได้ไกลหรือไปได้ลึกกว่าทฤษฎีเดิม
แล้วศาสนาล่ะ . . . มีจุดมุ่งหมายอะไร? โดยเฉพาะศาสนาที่อ้างถึงเรื่องการใช้ปัญญา นั้นมิใช่ว่าเพราะต้องการเข้าใจกฎของธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า “ธรรมะ” นี้หรอกหรือ? แน่นอนล่ะ ศาสนาแต่ละศาสนาอาจจะมีวิถีที่ให้เราเข้าใจธรรมชาตินี้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน และแม้แต่ตัวเป้าหมายเองก็ยังมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเรียกว่า พระเจ้า เต๋า หรือ นิพพาน ก็ตาม
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้แบ่งศาสนาออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกอาศัยปัญญา กลุ่มที่สองอาศัยศรัทธา และกลุ่มที่สามอาศัยวิริยะ ซึ่งท่านเน้นย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน หากปฏิบัติได้ถูกทางก็ย่อมนำไปยังเป้าหมายได้ทั้งสิ้น ซึ่งผมก็เติมต่อเอาเองว่า ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นศาสนาที่อาศัยปัญญา แต่ถ้าทำไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำไปอย่างผิดๆ ก็คงจะหลงทิศพาเข้ารกเข้าพงได้เหมือนกัน
แล้วความเหมือนหรือความต่างระหว่างสองสิ่งนี้ อยู่ที่ตรงไหน? ผมเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์และศาสนานั้นค่อนข้างจะเหมือนกัน คือเป็นความ “ต้องการที่จะเข้าใจในกฎธรรมชาติ” ความต่างน่าจะอยู่ตรงที่วิทยาศาสตร์ (แบบเก่า) นั้นจำกัดตัวเองอยู่กับการพิสูจน์ที่อิงการตรวจวัดเชิงวัตถุเป็นหลัก วัดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น ในขณะที่ศาสนาสนใจในสิ่งที่เป็นนามธรรมด้วย โดยเฉพาะเรื่องใจ เรื่องอารมณ์ความรู้สึก เช่นเรื่องความสุข
แต่นับวันผมว่าความแตกต่างที่ว่านี้น่าจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะวิทยาศาสตร์ใหม่ (ตามแนวทางของควอนตัมฟิสิกส์) เริ่มสนใจและหาข้อพิสูจน์ในเรื่องที่เป็นนามธรรมมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้านี้ บางทีประเด็นที่ว่าวิทยาศาสตร์แตกต่างกับศาสนาคงจะไม่เป็นประเด็นอีกต่อไป เพราะในตอนนั้น วิทยาศาสตร์ก็คือศาสนา และศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์ เพราะเรากำลังเข้าถึงกฎแห่งธรรมชาติอันเดียวกัน !!
ศาสนา...ส่วนมากจะสอนให้เรามีสติ ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด
คนเรานั้น "ทุกข์...เพราะความคิด" ยิ่งกว่าอะไรอื่น
ในหลายๆ ครั้งเรามักจะคิดไปเอง จิตใจไม่อยู่ในที่ที่มันควรอยู่ ล่องลอย ฟุ้งซ่าน
บ้างก็ถึงขั้นเป็นบ้าไปเลยก็มี นั่นเพราะความคิดในแบบที่ว่านี้ไม่มีสติกำกับ ใจแกว่งไกวไปแกว่งมาตามสิ่งที่กระทบนั่นเอง
วิทยาศาสตร์ก็คือศาสนา และศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์ เพราะเรากำลังเข้าถึงกฎแห่งธรรมชาติอันเดียวกัน !!
เห็นด้วยค่ะ เพราะทั้งสองเป็นความจริงเสมอ
แวะมาอ่านครับอาจารย์
สวัสดีครับอาจารย์
ขอเอาบทสรุปนี้มาตรึกตรอง ต่อนะครับ..
วิทยาศาสตร์ก็คือศาสนา และศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์ เพราะเรากำลังเข้าถึงกฎแห่งธรรมชาติอันเดียวกัน !!
เพราะแว๊ปแรกที่สัมผัสก็โน้มเอียงที่จะเชื่อและรู้สึกเช่นนั้น
ขอบคุณครับ..^_^