แบบของเขา...บางทีก็มาซ้อนกับแบบของเรา...บางทีก็ไม่

คำที่ขึ้นด้วย C อีกสองคำถัดมา ว่าด้วยเรื่องของความสมานสอดคล้องของกิจกรรมทางสาธารณสุข กับบริบทของชุมชน ครูที่สอนผมเรื่องนี้คือ พี่ยงยุทธ ตรีนุชกร หรือ หมอยุทธของพี่น้องชาวอินแปง

สิ่งที่พี่ยุทธสอนและทำให้ดูคือ การไม่ด่วนสรุปว่าปรากฎการณ์ในชุมชนนั้นผิด หรือถูก, เป็นปัญหา หรือไม่เป็นปัญหา ประโยคทองที่พี่ยุทธสอนผมคือ "เขาอยู่เขาเป็น ในแบบของเขา, เขาตีความต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ในแบบของเขา" ไม่ใช่แบบของเรา อย่างเอาแบบของเราไปตัดสินแบบของเขา

ประโยคที่ง่าย แต่ลึกซึ้งเหลือเกิน

ผมนึกโยงไปถึงชั้นเรียนของโปรเพสเซอร์ กุนเนล จาก Malmo, Sweden ที่มาสอนเรื่อง Problem Based Learning ให้กับชาวคณะทันตแพทยศาสตร์ ธรรมศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน ท่านสอนว่า "พวกเรา (หมายถึงบุคลากรทางการแพทย์) มีวิธีคิดแบบ pattern matched" กล่าวคือ เราถูกสั่งสอนอบรมให้เรามี "แบบ" อันเป็นมาตรฐานอยู่ในใจสำหรับ "ความเป็นปกติ" หรือ "ความมีสุขภาพดี" หากเราสังเกตพบอะไรที่ผิดเพี้ยน หรือเบี่ยงเบนไปจากแบบอันนี้ เราก็จะตีขลุมสรุปเอาว่า นั้นคือ อาการ, อาการแสดง,โรค หรือความผิดปกติ ส่วนพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจาก pattern ในใจเรา ก็ถูกตีตราว่าเป็น "ความเสี่ยง" เราจึงมีอะไรๆ ที่เป็นมาตรฐาน เช่น น้ำหนักมาตรฐาน, ส่วนสูงมาตรฐาน, ความดันโลหิตมาตรฐานปริมาณน้ำตาลในเลือดมาตรฐานการเรียงตัวของซี่ฟันแบบมาตรฐาน, อาหารหลักห้าหมู่, พฤติกรรมมาตรฐาน (เช่นไม่กินมัน ไม่กินเค็ม ไม่กินหวาน ใส่หมวกนิรภัย ไม่สูบบุหรี่ ฯลฯ) ไม่เว้นแต่อายุขัยมาตรฐาน (ราวกับว่าหากตายก่อนถือว่าตกเกณฑ์) ซึ่เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ เราก็ไม่ได้กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ แต่ได้รับการหนุนหลังด้วยผลงานวิจัยมากมาย พร้อมที่จะลงไปตัดสินว่าใครปกติ หรือไม่ปกติ อาจารย์กุนเนลบอกว่า การติดกับ pattern ทำให้เราบางทีก็คับแคบและมองไม่เห็นความหลากหลายซึ่งเป็นกฏของธรรมชาติ

พี่ยุทธกระตุกความคิดแบบ pattern matched โดยทำให้ผมเห็นว่า ในชนบทไทยภาคอิสานนั้น "ธรรมชาติ" ต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดมาตรฐาน ไม่ใช่หมอ

เกษตรกร มีพฤติกรรมผันแปรไปตามฤดูกาล จะให้มี มาตรฐานแบบเดียวกันได้อย่างไร หน้านาก็ทำนา หน้าแล้งก็เข้าป่าหาของกิน อดอยากมากเข้าก็ออกไปรับจ้างในเมืองใหญ่ หน้าฝนก็มีหน่อไม้ มีเห็ดให้เก็บกิน, เปรี้ยวปากก็ขึ้นสอยไข่มดแดงมาแกง มีงานบุญก็ได้เนื้อหมูเนื้อวัวมาลาบกินกัน ขายข้าวได้กำไรก็ซื้อวัวควายมาเลี้ยงเป็นทรัพย์สินสำรอง กำไรก็คือลูกวัว ลูกควายที่ตกออกมาทุกปีๆ, เจ็บป่วยก็หายาสมุนไพร รากไม้มาต้มกิน สลับกับขอยาอนามัยมากินบ้าง หาพระบ้าง ทำบุญสะเดาะเคราห์บ้าง ไม่หายก็ดั้นด้นมาหาหมอผู้เชี่ยวชาญในเมืองใหญ่บ้าง ดั้นด้นไม่ไหวก็ใช้วิธี "อดเอา" (อดทนเอา ไม่ต้องทำอะไร) สุดท้าย ตายก็เอาไปเผา ลูกหลานเก็บกระดูกใส่เจดีย์แล้วก็เอาไปไว้ที่ปลายนา

วิถีชีวิตที่เป็นอยู่ของคนชนบทอิสาน เลย "ไม่เข้ากัน" (incompatible) กับมาตรฐานทางสาธารณสุขที่มีการพัฒนามาจากฐานการวิจัยที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นคนเมือง

ความไม่เข้ากันนี้เอง จึงจำเป็นที่นักสาธารณสุขต้องใช้ความยืดหยุ่นและการผ่อนสั้นผ่อนยาว ด้วยการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินกิจกรรม โครงการสาธารณสุขใดๆ

ไม่มีใครเถียงหรอกครับว่า การมีน้ำสะอาดไว้ดื่มนั้นดีแน่ การออกกำลังกาย การไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา การใส่หมวกนิรภัยนั้น ช่วยให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น

และก็ไม่ควรลืมว่า วิถีชีวิต ความคิด ความเป็นอยู่ และการตีความต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ของคนในชุมชนที่เรารับผิดชอบนั้น ก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาเหมือนกัน เทียบกับเมื่อหลายทศวรรษก่อน ปัจจุบันนี้ เรื่องส้วม, การสวมรองเท้า, การพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีน, การคลอดที่โรงพยาบาล หรือแม้แต่การมีแปรงสีฟันใช้ ประเด็นเหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยความพยายามของบุคลากรสาธารณสุข หรือเป็นธรรมชาติของการพัฒนาสังคมก็ตาม มันก็ได้กลายเป็น "มาตรฐาน" ในแบบของชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

ลงท้ายบันทึกด้วยเพลงที่ผมเห็นว่า หากมองด้วยมุมสาธารณสุขนั้นมันไม่ไหวเอาเสียเลย แต่มันโดนใจคอเหล้าดีเหลือเกิน ชื่อเพลงเมาไม่ขับ ของคาราบาวครับ

เราพยายามจะบอกว่า ดื่มเหล้าเมาแล้วขับนั้นมันแย่อย่างโง้นอย่างงี้ เอาภาพสยดสยองมาออกโทรทัศน์ให้คนไม่อยากเมาแล้วขับ

แอ๊ด ทิ้งหมัดเข้ามุมด้วยประโยคสุดท้ายของเพลงที่โดนใจเหลือเกิน

"เมาไม่ขับแล้วค่อยกลับมาเมาใหม่"

อันนี้แหละครับ ผมว่ามันคือการรณรงค์เมาไม่ขับที่ compatible จริงๆ