จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) มีความหมายว่า การรู้จิตของตัวเองแล้วเกิดปัญญา

     ระหว่างวันที่ 20 – 22 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และ พนักงานจ้างตามภารกิจ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 116 คน ได้เดินทางไปร่วมประชุมสัมมนา โครงการเสริมสร้างองค์ความรู้ในการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไป ครั้งที่ 4” ณ พัทยา จ. ชลบุรี โดยรถยนต์ของมหาวิทยาลัย จำนวน 4 คัน

      เรานัดหมายจะออกเดินทางจากตึกบรมฯ หรือ ตึกสำนักงานอธิการบดี ที่มอใหม่เวลา 8.30 น. ในเช้าวันที่ 20 แต่ด้วยจำนวนผู้ที่จะร่วมเดินไปจำนวนมาก ประกอบกับต้องมีรถอีกหนึ่งคัน ต้องเดินทางไปรับที่มอเก่า จึงทำให้การออกเดินทางช้ากว่าที่กำหนดบ้าง เราเดินทางกันอย่างสบาย ๆ ตามสไตล์ มมส.  มีอาหารเช้าแจกบนรถคนละหนึ่งถุง  แวะลดน้ำหนักพร้อมเติมพลังตามอัธยาศัยครั้งที่ 1 บริเวณปั้มน้ำมัน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปพักรับประทานอาหารกลางวัน ที่บริเวณจุดแวะพักรถ ก่อนถึงทางแยกต่างระดับจังหวันครราชสีมา (สามแยกปักธงชัย)  แทนการไปแวะที่ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ โคราช ตามที่ได้แจ้งไว้ เนื่องจากพนักงานขับรถแจ้งว่าจะจอดรถได้ยาก

       ประมาณบ่ายโมงพวกเราก็ออกเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งสู่ อำเภอปักธงชัย อำเภอวังน้ำเขียว ขึ้นเขาผ่านภูมิประเทศสวยงานของวังน้ำเขียว สู่อำเภอกบินบุรี  หลังจากลงเขามาถึงพื้นที่ราบบริเวณนิคมอุตสาหกรรม เราก็จอดแวะพักอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินทางต่อมุ่งสู่ พัทยา จังหวัดชลบุรี เข้าสู่โรงแรมที่พักบริเวณพัทยากลาง ในเวลาประมาณ 18.30 น.  และร่วมรับประทานอาหารเย็นที่ชั้น 12 ของโรงแรม โดยมีทีมวิทยากรให้เกียรติมาร่วมด้วย  ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย เพื่อเตรียมตัวมาประชุมสัมมนาในวันรุ่งขึ้น

          เช้าวันศุกร์ที่ 21 หลังจากทะยอยกันมาลงทะเบียนรับเอกสารกันแล้ว ก็ถึงเวลาเปิดการสัมมนาในเวลาประมาณ 8.45 น.  โดยรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  รองศาสตราจารย์ ดร. พิศมัย ศรีอำไพ  และต่อด้วยการบรรยายพิเศษสั้น ๆ ซึ่งทำให้ผมได้ทราบว่า  จิตตปัญญาศึกษา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Contemplative Education  มีความหมายสั้น ๆว่า  การรู้จิตของตัวเองแล้วเกิดปัญญา  ตามเอกสารประกอบการประชุม ที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ นพ. ประเวศ วะสี  ที่แจกให้ทุกท่านแล้ว 

           ปัญญา หมายถึง การเข้าถึงความจริงสูงสุด  สิ่งสำคัญคือจะมีเทคนิคอย่างไร ? จึงจะทำให้สามารถเข้าถึงความจริงสูงสุด  ท่านแนะนำว่าต้องเริ่มด้วยการเปิดใจให้กว้าง  อย่ายึดตัวเองเป็นหลัก เรียนรู้ร่วมกัน แล้วเน้นความสัมพันธ์แบบราบ

          จิตสงบ การเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม สามองค์ประกอบนี้สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้ยพื้นฐานในตน (Personal Transformation) ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในองค์กร (Organizational Transformation) ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทางสังคม (Social Transformation) รวมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตรภาค (Trilogy of Transformation) ที่จะสร้างศานติสุขบนพื้นพิภพได้ 

          มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมีศูนย์จิตตปัญญาศึกษา เพื่อให้จิตตปัญญาศึกษาเข้าไปอยู่ในการศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัย ตามข้อเสนอของท่านศาสตราจารย์ นพ. ประเวศ วะสี   นั้นท่านรองอธิการบดี เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและจะดำเนินการให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมหาสารคามต่อไป  การสัมมนาครั้งนี้โดยมีทีมวิทยากรที่มีประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงมานาน  จึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดสุขกันทั่วหน้า  โดยย้ำว่า  ความสุขไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง  พร้อมแนะนำหนังสือให้อ่านเพิ่มเติมนอกเหนือจากเอกสารที่แจกประกอบการสัมมนา

           ต่อจากนั้นเป็นการบรรยายเรื่อง กระบวนทัศน์จิตตปัญญาศึกษา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จุมพล พูลภัทรชีวิน และ การบรรยายเรื่อง อุดมศึกษากับการพัฒนาวิชาการบนฐานการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง โดย ดร. จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร

          ในช่วงบ่ายเป็นการบรรยายประกอบการฝึกปฏิบัติ โดยวิทยากรทั้งสองท่าน เรื่อง การนำแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาสู่การปฏิบัติ  โดยเริ่มด้วยการฝึกทำสมาธิ  ฝึกดูความคิดของตนเอง  ฝึกการทำสุทรียสนทนา ซึ่งประกอบด้วยการฟังอย่างตั้งใจ  ห้อยแขวนไว้ก่อนอย่าเพิ่งตัดสิน  พิจารณาด้วยความสงบ เคารพในความเท่าเทียม  จนมีความคิดผุดบังเกิดขึ้นจึงตอบสนองด้วยปัญญาอย่างมีสติ  หลังจากปิดการสัมมนาแล้ว ทีมวิทยากรได้ให้ความกรุณาอยู่ต่อ เพื่อแลกเปลี่ยนกับกลุ่มผู้สนใจจำนวนหนึ่งต่ออีกเป็นเวลาพอสมควร ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น นับว่าเป็นความกรุณาของทีมวิทยากรอย่างสูง