ติลักขณาทิคาถา

ต่อจากกึ่งคาถาก่อนก็มาถึงวรรคต่อมา กล่าวคือ

  • โอกา อะโนกะมาคัมมะ
  • จากที่มีน้ำ มาถึงซึ่งที่มีน้ำ

เฉพาะวรรคนี้ มีนัยที่่ควรเล่าเพิ่มเติมนิดหน่อย...

 

ประการแรก วรรคนี้ไม่ได้เป็นประโยค แต่เป็นเพียงวลีเท่านั้น (ซึ่งนักเรียนบาลีเรียก ประโยค (sentence) ว่า พากย์ และเรียก วลี (phrase) ซึ่งเป็นกลุ่มคำว่า พากยางค์ ) ... เฉพาะวลีวรรคนี้ บางมติก็บอกว่าแปลร่วมกับประโยคข้างหน้า ส่วนบางมติก็บอกว่าแปลร่วมกับประโยคข้างหลัง...

และในมติที่บอกว่าแปลร่วมกับประโยคข้างหน้าก็มีนัย ๒ กล่าวคือ แปลก่อน... หรือ แปลหลัง... กิริยาคุมพากย์... ซึ่งเมื่อถือตามนัยว่าแปลก่อนกิริยาคุมพากย์ก็จะได้ว่า

  • บัณฑิตละแล้วซึ่งธรรมดำ มาถึงแล้วซึ่งที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ พึงเจริญธรรมขาว

 

สำหรับที่ 84000.org แปลไว้ใช้นัยนี้ (ดู นัยแปลก่อน)... แต่คำว่า โอกะ ท่านไม่ได้แปลว่า น้ำ แปลเอาความว่า อาลัย ตามนัยแห่งอรรถกถาที่อธิบายไว้้ว่า  ธรรมเป็นเหตุให้อาลัยท่านเรียกว่า โอกะ ... แต่สำนวนแปลโดยมาก (เช่น บทสวดมนต์แปลของสวนโมกข์) ก็แปลตรงตัวว่า น้ำ โดยเพ่งถึงอรรถรสแห่งภาษา...

อนึ่ง สำหรับผู้คุ้นเคยกับการศึกษาหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา โดยมากมักจะรู้ว่า คำว่า โอกะ (น้ำ) ก็เป็นชื่อของกิเลสดยอรรถว่าหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มอยู่ ... ส่วน อาลัย (ซึ่งอาจแปลตามตัวว่า ที่อยู่) ก็เป็นชื่อของกิเลส โดยอรรถว่าเป็นที่ผูกใจให้คนเราติดอยู่... และยังมีคำอื่นๆ อีกนับสิบที่เป็นชื่อของกิเลส เช่น สังโยชน์ อุปธิ โอฆะ อาสวะ อังคณา ฯลฯ

ส่วนแปลหลังกิริยาคุมพากย์ได้ว่า...

  • บันฑิตละแล้วซึ่งธรรมดำ พึงเจริญธรรมขาว เพราะมาถึงซึ่งที่ไม่มีน้ำจากที่มีน้ำ

ตามหลักสัมพันธ์บาลี จะแปลก่อนแปลหลัง ก็ไม่ถือว่าผิด ส่วนความไพเราะหรือความลุ่มลึกของอรรถรสนั้น ผู้อวดรู้มักจะมานั่งเถียงกันยามว่าง...

............

ขยายความลึกเข้าไปอีกนิด บาลีว่า อาคัมมะ ตรงตัวแปลว่า มาแล้ว มาถึงแล้ว และบางครั้งก็แปลหักเนื้อความว่า อาศัย เพ่งถึง หรือ เจาะจง ก็พอได้....

ส่วนความเห็นของผู้เขียนเอง คำว่า มาถึงแล้วซึ่งที่ไม่มีน้ำจากที่ไม่ีมีน้ำ น่าจะแปลหักความใ้ห้เข้าใจได้ง่ายที่สุดว่า

  • เพราะอาศัยธรรมที่ไร้กิเลสประดุจน้ำ จากธรรมที่มีกิเลสประดุจน้ำ

 

นั่นคือ การที่คนเราต้องละธรรมดำ แล้วเจริญธรรมขาว เพราะเหตุอะไร  ? เพราะว่าเราเพ่งถึงธรรมที่ไม่มีกิเลสนั่นเอง กล่าวคือ เราต้องการไปจากธรรมที่มีกิเลส แล้วเข้าถึงธรรมที่ไม่มีกิเลส ....และการจะไปถึงธรรมที่ไม่มีกิเลสได้นั้น ก็จะต้องถือหลักการเบื้องต้นว่า ละธรรมดำ เจริญธรรมขาว

ลองนึกถึงความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตประจำวัน วันแล้ววันเล่าที่ผ่านๆ มา... เราต้องการโน้นต้องการนี้ ต้องพลอยยินดียินร้ายกับคนนี้คนนั้น... การที่เราต้องประสบสิ่งทำนองนี้อยู่ตลอด ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยหน่ายต่อชีวิต (มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน)... ดังนั้น เราจึงใคร่ที่จะพ้นไปจากความเป็นอยู่ทำนองนี้ นั่นคือ ถ้าเปรียบไปก็เหมือนต้องการไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง มิใช่สถานที่ซึ่งเราเป็นอยู่ขณะนี้.... อีกนัยหนึ่ง สถานที่นั้นก็คือ สถานที่่ใจของเราไม่มีกิเลส คล้ายๆ กับที่เรียกว่า ฝั่งโน้น

การที่เราจะดำเนินไปสู่ฝั่งโน้นได้ เรา้ต้องมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่คนทั้งหลายทำได้น้อย ผู้ที่ทำตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเท่่านั้นจึงจะทำได้.... และอาศัยว่าเราต้องการจะไปจากความเป็นอยู่ทำนองนี้ ไปให้ถึงความเป็นอยู่แบบอื่น (แบบไม่มีกิเลส) ก็ต้องตั้งหลักในการดำเนินชีวิตเบื้องต้นว่า ละธรรมดำ เจริญทำขาว (ละชั่ว ทำดี)....

  • นั่นคือ เนื้อหาโดยย่อ ส่วนเรื่องราวต่อจากนี้ ผู้เขียนค่อยนำมาเล่าในตอนต่อไป...