หนังสือ 2001: A Space Odyssey

 ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือ และภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะส่วนหนึ่ง คือ ชอบ และตื่นเต้นไปกับจินตนาการของผู้สร้าง  ช่วงเป็นวัยรุ่นไปซื้อหนังสือ 2001: A Space Odyssey ของ

อาร์เธอร์  ซี.คลาร์คอ่านที่ร้านหนังสือดวงกมล ที่สยามสแควร์ สมัยนั้น พอเปิดทีวีฟังข่าวต่างประเทศ  คนอ่านข่าวพูดถึงการจากไปของอาร์เธอร์  ซี.คลาร์ค นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แห่งจินตนาการ ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เศร้า เศร้า ครับ  นอกจากนี้ผมยังไปซื้อ  dvd9 2001: A Space Odyssey แถวคลองถมไปดู  ดูหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเดินเรื่องไปเรื่อยๆ ครับ ถ้าวัยรุ่นสมัยนี่ยังอยากจะดู  คงจะไม่ชอบครับ เพราะมันไม่ actions ตื่นเต้นตามยุคสมัยครับ หรือออกไปทางแนวตลาดครับ ดูแล้วต้องใช้ความคิดบวกกับจินตนาการไปด้วย  ประกอบได้อ่านหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 21มีนาคม 2551หน้าบันเทิง  (ข้อมูลประกอบการเขียนจากบล๊อกคุณพรทิพย์ชีวิตนอกโลก)  นันทขว้าง สิรสุนทร (ผมชอบอ่านงานวิจารณหนังของนันทขว้าง สิรสุนทร)

 

2001: A Space Odyssey

มาสเตอร์พีซของอาร์เธอร์  ซี.คลาร์ค

ทุกๆปี  สัจธรรมอย่างหนึ่งยังคงทำหน้าที่เที่ยงตรงเสมอ  นั่นคือ  ความตายที่มนุษย์ถือบัตรคิวรอ....คิวล่าสุดคืออาร์เธอร์  ซี.คลาร์ค  ไม้ยืนต้นที่ล้มไปอีกรายหนึ่ง  คนรุ่นใหม่อาจไม่ค้นชื่อของเขานัก   แต่คนที่ดูหนังจริงจัง  และเคยหมกมุ่นกับงานวิทยาศาสตร์  ต้องเคยอ่านงานและดูหนังสุดยอดเรื่องหนึ่งของโลกภาพยนตร์อย่าง  2001: A Space Odyssey ของ   สแตนลีย์  คูบริค

เจ้าสำนักคนเซอร์อีกหนึ่งอาร์เธอร์นั้น  ดังขึ้นมาอย่างมากกับงานเขียนวิทยาศาสตร์กับโลกแห่งอนาคต  และยิ่งดังขึ้นไปอีกเมื่อหนังที่เขาร่วมเขียนกับ  คูบริค  กับ 2001  ซึ่งออกฉายในปี  1968  หรือล่วงหน้าปีจริงๆ  ตั้ง  30  ปี  เศษๆ  ผมจำได้ว่าตอนไปอบรมพื้นฐานภาพยนตร์  พวกแกรมม่าต่างๆ  เกี่ยวกับกลวิธีนั้น  อ.กิตติศักดิ์  สวรรณโภคิน  ฉายหนังเรื่องนี้ให้ดูยาวเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ  และ  อ.แดง  พี่แดง  หรือคุณแดงของนักวิจารณ์หนังทุกรุ่น  ฏ็สอนพวกเราลูกศิษย์ว่า  มีอะไรบ้างที่มีนัยสำคัญในหนังเรื่องนี้  ถามว่า 2001 เรื่องนี้  ดีระดับใดของหนังตระกูลวิทยาศาสตร์ ตอบได้ว่า  ไม่มีเรื่องไหนดีกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว  เพราะ  2001  คืองานที่ดีที่สุด.... ทั้ง  คูบริค  และอาร์เธอร์  ซี.คลาร์ค  ร่วมกันเขียนบทหนังที่ว่าด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์เทคโนโลยี  สมองกลอัจฉริยะ  และการใช้ชีวิตนอกโลก  มีการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป   โดยมีช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์   เมื่อครั้งที่มนุษย์ยังเป็นเพียงลิง  แบ่งเป็นฝูงแย่งชิงแหล่งน้ำ   แสวงหาอาหารและหาตัวรอดไปวันๆ  แต่วันหนึ่งพวกมันก็ตื่นขึ้นมาพบว่ามีแท่งสีดำใหญ่ปักอยู่ใกล้ที่อยู่  จากนั้นไม่นานฝูงลิงก็พบว่า กระดูกสามารถนำมาทำเป็นอาวุธได้  พวกมันใช้เป็นอาวุธนั้นต่อสู้กับฝูงลิงอีกฝูงหนึ่งเพื่อปกป้องแห่ลงน้ำ  จากชัยชนะที่ได้พวกมันโยนกระดูกนั้นขึ้นบนท้องฟ้าภาพต่อมาที่เราเห็นคือห้วงอวกาศอันดำมืดมีมียานอวกวศลอยเคว้าคว้างอยู่  ฉากนี้คือซีนที่คลาสสิกซิ้นหนึ่ง  คนที่ดูคงจะจำฉากนี้ได้แถมขำที่ลิงเอากระดูกมาต่อสู้กัน  ช่วงต่อมา  หนังให้เราเห็นว่า  ดร.เฮย์วู้ด  ฟลอยด์   เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวของยานลำนั้นเขากำลังเดินทางไปยังสถานีอวกาศเพื่อเดินทานต่อไปยังฐานเครเวียสบนดวงจันทร์ ระหว่างทางเขาพบกับเพือนนักวิทยาศาสตร์ที่ตั่งคำถามกันเขาว่าทำไมไม่มีใครสามารถติดต่อฐานเครเวียสได้ หรื่อที่ฐานนั้นกำลังเกิดโรคระบาดซึ่งหนังเฉลยให้เราดูต่อมาว่าข่าวเรื่องโรคระบาดนั้นเป็นเพียงข่าวลื่อเพื่อปกป้องเรื่องราวของแท่งหินสีดำที่พึ่งถูกค้นพบ ซึ่งเชื่นกันว่ามันมีพลังมหาศาลและระหว่างทีมสำรวจที่มี ดร.ฟลอยด์ รวมอยู่ด้วยกำลังจะถ่ายภาพหน้าแท่งหินนั้นก็มีครื่นวิทยุ รบกวนอย่างรุนแรง 18 เดือนต่อมา ยามดิสคัฟเวอรี่ วัน ที่มีนักบินอวกาศสอนคน เดฟ โบว์แมน และ แฟรวงค์ พลู ทำหน้าที่ควบคุมยาม พานักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่อยู่ในสภาวะจำศีล เพื่อเดินทางไปดาวพฤหัสโดยมีลูกเรือคนที่ 6 เป็นสมองกลอัจฉริยะ ที่ชื่อว่า ฮัล 9000 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมทุกอย่างของยานระหว่างปฏิบัติงานฮัลเกิดความสงสัยถึงวัตถุลึกลับบนดวงจันทร์ จากนั้นมันก็รายงานข้อมูลผิดพลาดทำให้โบว์แมนและแฟรงค์ตัดสินใจที่จะปิดการทำงานของฮัล แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็รู้ทัน  การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับจักรกลก็เริ่มขึ้น  และเมือยามไปถึงดาวพฤหัสเรื่องราวที่ตามมาก็พาคนดูไปพบกับบางสิ่งที่เกินคาดเดา สิ่งที่ 2001 โดดเด่นมากคือนอกจากงานด้านเทคนิคพิเศษแล้ว(ซึ่งได้ออสการ์ด้วย)  เนื้อหายังเต็มไปด้วยความลุ่มลึกและตีความได้หลายทาง ที่หลายคนชอบคือ สิ่งที่คนเขียนบทคิดคือมันเป็นการมองโลกอนาคตไปล่วงหน้า แถมยังแม่นยำในหลายเรื่องแน่นอนว่าคนที่ได้รับคำชมมากที่สุดก็คือ อาร์เธอร์ ซี.คลาร์ค คนเขียนเรื่องราวของหนัง คืนวันอังคารที่ผ่านมา เขาได้จากโลกของปี 2008 ไป...และทิ้งให้โลกปี 2001ที่เขามองผ่านงานเขียน กำลังค้นหาความจริงของมัน