สถานะไทย มุมมอง ความยุติธรรมในโลกความเป็นจริง

 

 

เสียงเรียกจากจิตวิญญาณไทย

                เสาร์ อาทิตย์ของสัปดาห์นี้ ผมได้รับสัญญาณของอะไรบางอย่าง..จนตระหนักถึงหน้าที่ผู้ถ่ายทอดถึงเพื่อนพี่น้องไทย..เผื่อว่า..บางคนที่รับรู้จะเกิดประกายความคิดที่จะทำอะไรสักอย่างที่อาจจะเกิดเป็นคุณประโยชน์ได้บ้าง

                บ่ายวันเสาร์ ซึ่งทีมฟุตบอลไทยได้รับเชิญไปแข่งขันอุ่นเรื่องกับทีมชาติจีน หลายคนคงได้เห็นแล้วว่า ทีมไทย ของเรา มิได้ดูอ่อนด้อยกว่าทีมจีนเลย มิหนำซ้ำดูจะเหนือกว่าด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น..แม้สภาพโดยรวมจะเป็นรองในอันดับทีม สภาพพื้นฐานทางร่างกาย และสภาพแวดล้อมของสนามและกองเชียร์เจ้าถิ่น ทีมชาติจีนเกือบจะได้รับผลพ่ายแพ้ต่อทีมไทยเมื่อเวลาใกล้หมดลงด้วยสกอร์ที่เรานำอยู่สามต่อสอง..แต่สุดท้ายกรรมการผู้ตัดสินชาวจีนได้ปล่อยเวลาให้เกินจากการทดเวลาไปจนทีมจีนสามารถยิงประตูตีเสมอในที่สุด..ผลการแข่งขันนี้อาจจะพอกู้หน้าทีมชาติจีนและสร้างความพึงพอใจต่อกองเชียร์จีนบางส่วน..แต่ในสภาพที่จีนกำลังจะเป็นเจ้าภาพีฬาโอลิมปิคในเดือนสิงหาคมที่จะถึง ประกอบกับการโหมโฆษณาความพร้อมและศักยภาพของนักกีฬาจำนวนมหาศาลที่จีนได้แสดงให้เห็นความต้องการเป็นมหาอำนาจทางโลกกีฬา..เมื่อเทียบกับ..ประเทศไทย..ที่วินาทีนี้..ยังเล็กกระจ้อยร่อยเกินไปที่จะเผยอหน้าเทียบชั้นกับชาติอื่น..ยกเว้นในระดับอาเซียน..มิหนำซ้ำยังประสบปัญหาที่น่าขบขันในทางการเมืองอย่างที่ส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องเช่นทุกวันนี้..จึงยิ่งดูเหมือนจะสร้างแรงกดดันต่อประชากรในประเทศยักษ์ใหญ่เช่นจีนไม่น้อยเลย..สำหรับทีมฟุตบอลไทยของเรา..ความร้อนรนและโหยหาเสียงนกหวีดของโค๊ชและนักเตะในขณะใกล้จบการแข่งขันจนขาดสมาธิในเกมรับ..ทำให้นึกขำว่า..ทุกคนคงต้องการชัยชนะที่เหนือความคาดหมายจากเกมอุ่นเครื่องคราวนี้เสียจริงๆ..

                และเมื่อเช้าวันอาทิตย์กับการชกชิงแชมป์โลกของนักชกไทย..เทอดศักดิ์ ปูนอินทรียิมส์ ซึ่งถ่ายทอดสดจากลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เช่นเดิม เมื่อการชกสิบสองยกสิ้นสุดลง โดยนักชกไทยที่เดินตะลุยแลกหมัดด้วยหัวจิตหัวใจที่ทรหด ในสภาพแวดล้อมที่เป็นรองเกือบทุกด้าน(ผู้ประกาศบอกราคาต่อรองถึงสามต่อหนึ่ง)สามารถต่อยจนแชมเปี้ยนลงไปนับแปดในยกที่สี่และต่อยได้ดุดันจะแจ้งในสองยกสุดท้ายโดยไม่ได้แสดงความเพลี้ยงพล้ำนอกจากการขว้างหมัดเหวี่ยงวืดบ่อยกับการถูกกระแทกด้วยหมัดแย็บที่หน้าเพราะไม่ค่อยป้องกัน..ในสายตาของผมที่มีประสบการณ์และศึกษาเล่าเรียนมาทางนี้ คาดว่า ผลการชกครั้งจะเป็นการชนะอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ของนักชกเจ้าถิ่น หรือหากจะแพ้เอกฉันท์คะแนนที่ออกมาก็คงสูสีเพราะการชกอาชีพจะเน้นที่การรุกและความหนักของอาการที่ถูกกระทำเป็นสำคัญมิใช่การวาดลวดลายหลบหลีกและการแย็บรบกวนซึ่งเป็นลักษณะของมวยสมัครเล่น..แต่การณ์กลับปรากฏว่า..กรรมการผู้ตัดสินให้นักชกเจ้าถิ่นชนะคะแนนเราขาดลอยทุกคน..และหากสังเกตให้ดีๆจะพบว่าในขณะที่นักชกเราได้เปรียบจะต้องถูกกรรมการชี้ขาดปิดโอกาสและทำลายจังหวะการชกอยู่เสมอ...

                ทั้งสองเรื่องในสองวันหยุดนี้ อาจจะสะท้อนให้ชาวไทยได้ตระหนักว่า..เวทีการแข่งขันกีฬานี้อาจจำลองเวทีการแข่งขันในสังคมโลกของไทยว่า..เราจะสามารถยืนหยัดต่อแรงเสียดทานอันเพิ่มความหนักหน่วงขึ้นได้อย่างไร..เราหลายคนอาจได้เคยกระทำ..หรือละเว้นการกระทำอะไรที่ทำให้ประเทศของเราถูกกำหนดไว้ในตำแหน่งที่ใครจะทำอะไรกับเราโดยไม่สนใจต่อความรู้สึกได้โดยง่ายดายยิ่งขึ้น..เราคงไม่ต้องไปร้องแรกแหกกระเชอเพื่อให้ใครๆเขายิ่งขบขันและกระหยิ่มยิ้มเยาะลับหลังอีก..นอกจากว่า..ทุกคนจะต้องร่วมกัน ก้มหน้าเจียมเนื้อเจียมตัวที่จะพยายามลุกขึ้นยืนด้วยศักดิ์ศรีของจิตวิญาณไทยที่บรรพบุรุษของเราเคยได้ปลูกฝังสั่งสมไว้..และไม่จำเป็นที่จะทำไปเพื่อให้ชนเหล่าเผ่าใดมายกย่องยอมรับนับถือเราหรอก..ขอให้หวังเพียงลูกหลานเล็กๆชาวไทยเรานี่แหละ ไม่เกิดความรู้สึก ดูหมิ่นดูแคลน รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นไทยของเขาและของเรา..เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว..............๑๕ มีค.๕๑...