Sense & Sensibility (2)

ภูมิทัศน์สถาปัตย์กับผัสสะ

เราจะสร้างส่ิงแวดล้อมอย่างไร จึงจะมีการหล่อเลี้ยง?

สิ่งแวดล้อมที่เยียวยา (Healing environment) Sense of Healing Place สถานที่แบบใดที่คนไข้เชื่อมโยงการเยียวยากับที่ที่นี้ได้ จะสร้างสถานที่นี้ ต้องมี “ภูมิทัศน์สถาปัตย์กับผัสสะ” ให้ได้ อันที่จริง "สุขภาวะ" ของเรานั้นแปรเปลี่ยนไปตามนิเวศแน่นอน ในสมดุลสามประการของเต๋า จะมี ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และข้อตกลงของตัวบุคคล ทั้งสามประการ ก่อให้เกิดสมดุลลบ บวก มีผลต่อยุทธศาสตร์ สัมฤทธิผล การวางแผนต่่างๆอย่างยิ่งยวด

Space into Place

Spatial intelligence เป็นหนึ่งใน multiple intelligences ของ Howard Gardner ที่ได้ defined ไว้ มนุษย์เราได้ dedicate พื้นที่สมองส่วนหนึ่งเลยทีเดียว ที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ "พื้นที่ว่าง" เพราะจะว่าไปแล้ว ที่จริง ที่ที่เรา "ทำงาน" และ "ใช่้ชีวิต" ทั้งหมด ต้องทำใน "พื้นที่ว่างเท่านั้น"

โต๊ะจะสวยงามเพียงใด ทนน้ำ ทนไฟ แกะสลัก แต่ที่ที่สำคัญที่สุด ก็คือพื้นที่ผิวโต๊ะ ที่เราจะวางของ วางหนังสือ วางคอมพิวเตอร์ลงไป เหมือนๆกับเก้าอี้ เตียง บ้าน ฯลฯ ที่ space เป็นบริเวณสำคัญที่เราจะทำให้ space เกิดความหมายขึ้นมา place ที่ดี จะต้องประกอบด้วย space ที่มีความหมาย มีประโยชน์

เมื่อหันหลับมาดู landscape ของ รพ.ทั่วไป เราจะเริ่มมองเห็นอะไรขวางหูขวางตา บางอย่างอยู่ตรงนั้นเพราะจำเป็นต้องมีก็แล้วไป (และมีเยอะอยู่แล้วด้วย) แต่อะไรบางอย่างที่ไม่น่าอยู่ตรงนั้น ก็ควรจะทำให้มันดูดีขึ้น หรือทำให้มี room of vision มากขึ้น

พี่โกมาตรเล่าถึงบาง รพ. ที่มีการตกแต่งฝ้าเพดานด้วยรุปภาพที่จำลองธรรมชาติ บ้างก็เป็นเมฆลอย บ้างก็เป็นต้นไม้สูงชะลูดเสียดฟ้า ติดไว้เหนือเตียงคนไข้ ดูแล้วเหมือนกำลังนอนทอดหุ่ยอยู่กลางสวน กลางป่าละเมาะ อาจจะดูดีกว่าเห็นแต่ฝ้าเพดานขาวจั๊ว มีจิ้งจกวิ่งกัดกันสองสามตัว ในบรรดาการตกแต่ง landscape เพื่อที่มีที่ทางให้สายตาหาแหล่งวางพักลงได้ ก็มีผลงานการวิจัยน่าสนใจหลายอย่าง อาทิ รุปที่มีคนไข้จิตเวชทำลายบ่อยๆกว่ารุปอื่นๆได้แก่ รุป abstract (สงสัยจะเกิดจินตนาการมากเกินไป ไม่ดีในพวก schizophrenia) และบรรดารูปที่เยียวยามากที่สดได้แก่ 1) รูปคนหน้ายิ้ม 2) รูปสัตว์เลี้ยง และ 3) รูปภาพธรรมชาติ (คิดๆดู ไม่แนะนำรูปเมฆ ที่มีนางฟ้า เทวดา บินโผล่ตรงโน้นที ตรงนี้ที หรือต้นไม้เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ต้นงิ้ว ไม่มีอีกาปากเหล็กบินไปมาให้หวาดเสียว)

Soundscape and Sense

จะทำอย่างไรกับ Soundscape?

เสียงของสิ่งแวดล้อม ภูมิลำเนา ก็มีอิทธิพลในการเยียวยาได้เช่นกัน ที่ญี่ปุ่นเคยมีคนทำการทดลอง บันทึกเสียงของสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น ตอนเช้าตื่นมาก็จะมีเสียงเดินไปเดินมา เสียงคนเปิดประตู เปิดก๊อกน้ำ เข้าห้องน้ำ เสียงในห้องน้ำ (จินตนาการเอาเองนะครับ) พออัดมาให้คนไข้ที่นอนติดเตียงฟัง จะเหมือนกับว่าได้ตื่นมาที่บ้านตัวเองเลย พบว่ามี healing effects เหมือนกัน

ส่วนเสียงนโรงพยาบาลจะไม่่ค่อยสุนทรีย์เท่าไหร่ วัสดุต่างๆที่ใช้ใน รพ.ก็ไม่เอื้อด้วย ถ้าในที่ที่มีผ้า มีสิ่งดูดซับเสียง เสียงแต่ละเสียงก็จะหายไปในอากาศ ฟังไม่ได้ยิน ภายในเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่ในโรงพยาบาล พื้นขัดเงา เต็มไปด้วยโลหะ ไม่มีผ้าขนๆที่จะเป็นแหล่งเชื้อโรค กว่าเสียงป๊องแป๊งเสียงนึงจะหายไปจากโสตประสาท จะใช้เวลานานถึง 3 วินาทีต่อหนึ่งเสียง!!!!

มี case หนึ่ง ลูกชายไปนอนหลับบนทางรถไฟ รถไฟทับ ตัวขาดครึ่ง ไม่ตาย หลังจากนั้นก็นอนอยู่บ้านคนเดียว เกิด sensory deprivation คือ แยกผัสสะออกจากสิ่งแวดล้อม ปรากฏว่าแม่เป็นคนดูแลอยู่คนเดียว และแม่ทำงานรับจ้างต้องออกจากบ้านไปทุกวัน พอกลับมาปุ๊บ คนไข้ก็จะโยนตัวโดยใช้แขน กอด ทึ้ง ดึงผม แม่ทุกครั้งที่กลับมาถึงบ้าน เป็นความเจ็บป่วยที่เกิดจาก sensory deprivation ความเคียดแค้น หรือ sickness ก็จะแสดงออกมาต่อส่ิงมีชีวิตเดียวที่มี คือ มารดา

ที่ โรงพยาบาลเรา ก็จะมี “การรักษาแบบญาติออก” "เอ้า หมอจะรักษา ญาติิออกไปก่อน" เรียกว่าจู่โจมให้คนไข้อ่อนแอก่อนเลย ยังไม่ทันได้ทำอะไร เพราะหมอไม่ชอบคนมามุงเยอะๆ บางโรงพยาบาลทำให้คนหลงทาง สูญเสียเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล หรือแม้กระทั่งการจัดวางเก้าอี้คอย การจัดเป็นแถว หรือการจัดเป็นหมู่ ก็จะมีผลต่อการเกิด social support ได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่ผมเคยไปดูงาน Cancer Centre ที่ฮ่องกง เขาจัดที่นั่งรอเป็นโซฟาหมู่หันหน้าเข้าหากันเป็นกลุ่มๆจริงๆ บางกลุ่มก็ไม่ได้คยกัน แต่ก็มีบางกลุ่มที่มองหน้าไป มองหน้ามา ก็คุยกันดีกว่านิ

มีงานวิจัยอีกเช่นกันที่ว่่า รพ.ที่มีสวน พบว่าเจ้าหน้าที่ของ รพ. จะรู้สึกมี burn-out perception น้อยกว่าอีก รพ. หนึ่งที่ไม่มี ไม่ใช่งานหนักเบานะ แต่เป็นการ "รู้สึก" ว่าหมดเรี่ยวแรง หมดพลัง เหมือนกับไม่มีภูมิทัศน์ที่จะ recharge battery ที่ drained หมดยังไงยังงั้น ฉะนั้น sense ในองค์กร เรามีความละเอียดอ่อนขนาดไหน

แสง: Sight & Visual Experience

สิ่งที่มองเห็น/ไม่เห็น แสงธรรมชาติทำให้ healing ดีขึ้น discharge ได้เร็วกว่า ขอยาแก้ปวดน้อยกว่า ป้ายประกาศ ภาพศิลป โทรทัศน์ ก็มีผลต่อความรู้สึกของคนไข้ได้เหมือนกัน มีการศึกษาวันเปิด/ปิดทีวี ณ หน้าห้องบริจาคโลหิต ปรากฏว่า วันที่เปิดทีวี ความดันจะสูงกว่าวันที่ปิดทีวี 10-20% ทีเดียว (เป็นที่น่าสงสัยว่าโปรแกรมทีวีที่ฉายคงมีส่วนด้วย อาจจะเป็นประกาศนโยบายรัฐบาล หรืออะไร) สิ่งแวดล้อมใน รพ. ช่วย/ไม่ช่วยการเยียวยา มากน้อยเพียงไร?

ICU ไม่มีสักแห่ง ที่มีหน้าต่างออกไปเห็นสวน มีรูปที่ออกแบบไว้ติดเพดาน สวยงาม ลดความดันได้ภายในสามนาที ก็เป็นผลงานวิจัยมาแล้ว รูป abstract อาจจะไม่ดีเท่าไร ส่วนรูปหน้าคนย้ิม รูปสัตว์เลี้ยง และรูปธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำ จะเป็นสามรูปที่มีผลบวกมากที่สุด

เสียงและโสตสัญญะ Soundscape, Healing, and Acoustic Experience

ความดัง จังหวะ เวลา ความไพเราะ ความคุ้นเคย การควบคุมได้ และความหมาย

มีคนไข้คนหนึ่ง ฝังจิตฝังใจคิดว่ามดลูกหย่อน เพราะเหตุการณ์ตอนนั้นคือหมอเคี่ยวเข็ญให้ทำหมัน ป้ารู้สึกว่ามีหมอสองคนทำผ่าตัดอยู่ ป้ามองไม่เห็นหรอก แต่ป้าได้ยินเสียง มีหมอใหญ่ กับ หมอน้อย หมอใหญ่ไม่ได้ทำ แต่เป็นคนบอก สักประเดี๋ยวหมอน้อยบอกว่า “อุ๊ย มันหลุด” มีเสียงก็อกแก๊ก แล้วก็ไม่ได้มีการอธิบายอะไรเพิ่มเติมต่อจากนั้นว่า "อะไรหลุด" และ "อะไรที่หลุดนั้น กลับเข้าที่แล้วรึยัง" ตั้งแต่นั้นมาป้าแก้ก็รู้สึกว่าข้างในของแกมีอะไรหลุดอยู่อย่างนึง

ระดับความดังของเสียงที่ recommended ไว้ คือเวลากลางวันไม่เกิน 35 decibel กลางคืนไม่เกิน 40 decibel ตามมาตรฐาน แต่ความจริงคือ 82/70 กลางวัน/กลางคืน นั่นคือประมาณ 2 เท่าของที่ควร ใน incubator เด็กเสียงดังถึง 95 เสียงที่ดังใน รพ. เพราะ 1. มีแหล่งของเสียงเยอะมาก หลากหลาย เครื่องมือ เสียงประกาศ ฯลฯ และ2. ไม่มีอุปกรณ์ดูดซับเสียงเลย ปกติเราใช้พรมซับเสียง แต่ใน รพ.ใช้พรมไม่ได้ ใน รพ.ที่ไม่มีอุปกรณ์ซับเสียง เสียงๆหนึ่งอาจจะดังนานถึง 3 วินาที กว่าจะจางหายไป พยาบาลที่ทำงานในที่ที่มีเสียงน้อย จะสามารถลด perceived workload ลงได้ (การรับรู้ว่างานเยอะ) ซึ่งทำให้ burn-out ลดลง เสียงเปลี่ยนหัว Oxygen ดังฝุบแต่ละครั้งนี่ก็ประมาณ 105 db เสียงยกที่กั้นขอบเตียงก็ดังมาก เพราะมันใกล้หัวคนไข้

เสียงมีทั้ง positive and negative มีการเปรียบเทียบ music therapy ในแม่คลอดว่ามีผลช่วย เด็กใน ICU ที่อยู่ใน incubator ลด admission rate ลงได้เยอะ เมื่อมีการสอดเสียงใส่ลงไปใน incubator ด้วย เกิด เยียวยา  healing effects

ผัสสะอื่นๆ

Transforming space กลิ่น / รสชาติ ของอาหาร เวลาอาหาร ความหนาวร้อน สัมผัส สายลม ที่นอน หมอน ผ้ารองนอน (ผ้ายาง ซึ่งร้อนสุดๆ) ชุดคนไข้

Healing Place จะต้องมี healing sense อยู่ในความละเอียดอ่อน ขึ้นกับพวกเราใน รพ.

The 6th Sense ธรรมารมณ์ เป็น sense of trust สำคัญมากๆ มนุษย์มีเครื่องมือที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ และปัจจัยหนึ่งก็คือ การสามารถอยู่ร่วม ออมชอม และเสียสละความต้องการส่วนตัวเพื่อส่วนรวมได้ ไม่เพียงแค่นั้น ยัง "รู้สึกดี" กับการเสียสละเช่นนั้นเสียอีก ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย หรือขาดหายอะไรไป ความละเอียดอ่อนในการมองเห็น "ความต้องการ" ของผู้อื่น และอยู่เหนือลำดับความต้องการของตนเองได้นี้เอง ทำให้มนุษย์สามารถ empathy และเกิด "เสียสละ" ได้

Sense of humor อารมณ์ขัน ของเด็กๆ วันหนึ่งๆที่มีชีวิต หัวเราะวันละ 400 ครั้ง ผู้ใหญ่เหลือ 15 ครั้งต่อวัน ผู้บริหารอาจจะเหลือ 7 ครั้งต่อวัน การหัวเราะเป็นการเยียวยา และรักษาสมดุลของสมองได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เด็กๆจะสามารถหัวเราะอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายดาย แม้กระทั่งหัวเราะตัวเอง แต่อะไรที่ทำให้ความสามารถแบบนี้ในผู้ใหญ่ ค่อยๆเลือนหายไป? การ approach แก้ปัญหาเรื่องราว อย่างเคร่งเครียดจริงจังนั้น ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะทรงประสิทธิภาพสูงเสมอไป และอาจจะยิ่งแย่ ถ้าเดินไปถึงทางตัน ไม่มีทางออก  sense of homor เป็นทางออกที่แฝงเร้น น่าฉงนฉงาย และมองเรื่องราวต่างๆจากมุมมองที่แปลกแตกต่างออกไป เกิดทางออกในจุดอับ

โจเซฟ ชิลตัน เพียซ เขียนหนังสือเรื่อง Biology of Transcendence ว่าถึง electromagnetic field ที่ถ่ายทอดออกมาจากหัวใจคน และพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ เมื่อเราเอื้อมมือเราไปจับต้องตัวคนอีกคนหนึ่ง ปรากฏว่าคลื่นสมองของคนที่เราจับตัว จะมีการปรับสภาพ และจูนให้เข้ากับชีพจรของเรา EMF นี้มี optimal range อยู่ที่ประมาณ 3-5 feet ซึ่งพบว่าเป็นความห่างที่ผู้คนมักจะรู้สึกว่าพอดีในการสนทนาพาทีกันอย่างสนิทสนมด้วย รวมทั้งอาจจะเป็นความห่างที่เหมาะสมเวลาหมอ พยาบาล ไปยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ด้วย

สัญญารมย์ การให้ความหมายต่อความรู้สึกได้ hearing and healing การแพทย์กับการเล่าเรื่อง (Narrative Medicine) Rita Sharon ถ้าคนไข้สามารถปะติดปะต่อเรื่องราว ก็เกิดการเยียวยาเกิดขึ้นได้ เพราะบางครั้งความเจ็บป่วยทำให้ชีวิตมันแตกกระจาย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ในคนไข้ terminally-ill หรือคนไข้ที่ประสบอุบัติภัยใหญ่ๆ อย่างเช่นสึนามิ ชีวิตมันกลายเป็นเศษเล็ก เศษน้อย ไม่เหลืออะไรที่จะคงเป็นตัวตนของคนไข้่เลย วิธีการเยียวยา ต้องให้เขาได้สามารถนำเอาเศษเล็ก เศษน้อย อะไรที่เหลืออยู่ มาประติดกระต่อกันให้ได้ โดยหมอ พยาบาล ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร คอยให้กำลังใจ เสริมพลัง ชมเชย หรือปลอบใจอยู่ตลอดเวลา ใน BMJ มี section นึง ที่จะให้หมอเล่าเรื่องราว บางทีก็มีเรื่อง Patient who changes my life. My most memorable patient. etc มาลงเป็นระยะๆ แค่คนไข้เริ่มเล่า และเราฟัง เสมือนเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตของเรา เมื่อนั้น ความไว้วางใจจะเรีิมงอกงาม ฟังเสมือนเรื่องราวเป็นเครื่องประดับชีวิต If you know the why and what of your life, then we can live.

Spirituality & Humanistic Sensibility ความละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์ Art Aesthetics and Medicine. Healing is a creative starting from inside. ความงามมีสรรพคุณเยียวยาความทุกข์ได้