จะสร้างจริยธรรมที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไร?
นับว่าเป็นการรอคอย..คอยรอ..ในการจะดำเนินการ..กระบวนการเรียนรู้..จะสร้างจริยธรรมที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไร? หลังจากได้.เขียนไว้ในคราวที่แล้ว...
ขอบคุณอาจารย์มากๆ..ที่ให้ความจริงที่อยู่ในใจ...ออกมาเป็นสื่อภาษา สื่อความดีที่ตั้งใจทำให้โรงพยาบาลหล่มสัก...
วันนี้อาจารย์เขียนบทความส่งมาให้ทาง E-mail.. เกี่ยวกับเรื่องจะสร้างจริยธรรมที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไร?....วันนี้อาจารย์เสริมปัญญาให้ต่อว่า...จริยธรรมทำไมต้องแท้จริง
ไม่อยากตัดบทความอาจารย์...จึงบันทึกไว้ทั้งหมด...
“จริยธรรม....ทำไมต้องแท้จริง”
เรียน...คุณโต๋ว
ช่วงหลัง..คำจริยธรรมนี่ดูว่ามีคนพูดกันมาก ท่านอาจารย์ประยุทธ ปยุตโต ท่านสรุปว่า คำนี้มาจาก 3 คำ ได้แก่ จร ที่หมายถึงการดำเนินชีวิต ความเป็นไป อิย หมายถึงดีขึ้น ประเสริฐขึ้น ไกลจากการบีบคั้น ผูกมัดของกิเลส ธรรม คำนี้ความหมายมากแต่ก็สรุปว่าเป็นสภาพธรรม อันหมายถึงการปฏิบัติ หรือสภาวะที่ปรากฏ รวม ๆ ก็คือ การปฏิบัติที่ให้ดำเนินไปเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ประเสริฐขึ้น สูงขึ้น จากทุกข์ จากภัย จากสิ่งผูกมัดทั้งปวง
ถ้าเป็นเช่นนี้...จริยธรรมกับพฤติกรรมก็คืออนุพันธ์เดียวกันคือเป็นการประกอบกรรมของคนแต่มีเงื่อนไขว่า กรรมที่ทำขึ้นอย่างหลังนี่ เป็นกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา คือเดินทางที่ไม่เป็นไปเพื่อการสร้างทุกข์ เป็นไปเพื่อความเป็นอิสระปลอดจากทุกข์นั่นเอง อาจเรียกว่าพฤติกรรมด้านจริยธรรมเสียก็ได้ ดังที่มีผู้คนใช้คำ ๆ นี้ในรายวิชาการพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรม ซึ่งก็ไม่น่าจะเหมาะสมนักเพราะเป็นคำซ้ำ
จริยธรรม ที่ผู้คนนึกคิดกัน มักเป็นการประพฤติที่ทำ ๆ สืบต่อกันมา โดยไม่เกื้อกูลหรือเป็นเพื่อการหนุนเสริมต่อเติมปัญญาหรือไม่ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้เกิดจากตัวรู้ชัดเสียก่อน องค์กรบางองค์กรก็ใส่บาตรกันเสมอต้นเสมอปลาย แต่ใจของคนใส่ก็ไม่รู้ว่าใส่แล้วสภาพธรรมตามความเป็นจริงที่ปรากฏคืออะไร ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตน ทำไปด้วยเหตุใดก็ไม่รู้ สภาพเช่นนี้แหละคือจริยธรรมไม่จริง เมื่อเป็นจริยธรรมที่ไม่จริงก็เป็นพฤติกรรมธรรมดาที่ทำด้วยการสืบต่อกันมา ทำโดยคำสั่ง ทำโดยเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านแนะนำว่า ชีวิตจะดำเนินไป เกื้อกูลต่อการพัฒนาจิตใจที่สูงขึ้น ดีขึ้น จำเป็นต้องเดินทางตามหลักสัจธรรม คือสอดคล้องกับธรรมชาติอย่างแท้จริง จึงจะไม่ก่อทุกข์แต่กลับจะพัฒนาจนสู่การพ้นทุกข์ในที่สุด
อย่างไรเรียกว่าตรงตามหลักสัจธรรม
เมื่อร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการยังชีพ สัจธรรมก็คือเกิดความบกพร่องไม่สมบูรณ์ ความไม่สมดุลเกิดแน่ หากค้นพบว่าร่างกายเป็นเช่นนี้ก็จัดการกินอาหารหรือเสริมสิ่งที่ขาดไปเสีย ความเป็นปรกติก็เกิดขึ้น
อะไรคือ ตัวการทำให้รู้ว่าเป็นสภาพการขาด(ปัญหา) คำตอบก็คือจิตใจที่สั่งไปที่สมอง ให้รับรู้เพื่อดำเนินการต่อไปนั่นเอง
สภาพการรู้ชัดที่เกิดขึ้น...เป็นตัวกลางที่ทำให้ดำเนินชีวิตถูก
ท่านเรียกสภาพการรู้ชัดและดำเนินตามครรลองที่เหมาะสม ว่า ปัญญา หรือการจัดการความรู้ ที่เราเรียกเป็นภาษาในปัจจุบัน
นั่นก็หมายความว่าการสร้างให้องค์กรมีปัญญาจนรู้ว่าอะไรคือความจริง องค์กรก็ย่อมจะจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องแน่นอน
ที่โรงพยาบาลหล่มสัก....มีอะไรเป็นความจริงแท้บ้าง มีอะไรเป็นสิ่งที่ไม่จริงบ้าง
อะไรเป็นปรมัตถ์ อะไรเป็นสิ่งสมมติ
หากคนที่หล่มสักจำแนกไม่ออก บอกไม่ได้
แล้วจะดำเนินชีวิตให้เหนือจากกองทุกข์กองปัญหาที่หมุนวน ทับซ้อนซ้ำแล้วซ้ำอีกกันได้อย่างไร
ผมจึงตั้งชื่อว่า...การจะทำให้องค์กรเกิดจริยธรรมที่แท้จริงได้นั้น ทำได้อย่างไร (เป็นคำถามวิจัยกลาย ๆ)
มีธงคำตอบ..ตามหลักคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ ว่า มนุษย์ต้องรู้จักทุกข์ สาเหตุของทุกข์
เห็นโทษภัยของทุกข์ สภาพทุกข์เสียก่อน ซึ่งว่าที่จริงคนในกระทรวงสาธารณสุขก็กำลังทำอยู่แล้ว คือหาว่าสภาพของทุกข์ที่เกิดกับกายนั้นสาเหตุอยู่ที่ใด เราเรียนรู้ว่าเกิดจากพยาธิสภาพเนื่องจากกาย สภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงยีนต้นเหตุ แต่ขาดหรือละเลยต่อสาเหตุที่เกิดจากความรู้สึกหรือการปรุงแต่งจากใจ ในโรงพยาบาลหรือหน่วยงานทางสาธารณสุข ส่วนมากจึงเป็นหน่วยงานที่กอดคอกันสงเคราะห์ลำพังเพียงกาย ไม่สามารถส่งให้คนพ้นทุกข์จากใจได้เพราะบุคลากรเองก็เต็มไปด้วยความสับสน อลหม่านสาละวนกับกองทุกข์จากกิเลส มองไม่เห็น ซ้ำร้ายกลับเรียนต่อศึกษาต่อที่ทับถมก่อให้เกิดมิจฉาทิฐิ ยึดตัวถือตน อีกต่างหาก ทั้งที่หลักการทฤษฎีในพระพุทธศาสนาก็ตอกย้ำว่าปัญญานั้นย่อมเกิดจากการเรียนที่ชีวิต ที่กาย ที่จิต ที่ความรู้สึก ที่สภาพธรรมอันปรากฏต่อความเป็นไปในปัจจุบันขณะ
น่ายินดีที่..หน่วยงานบางแห่งกำลังใช้ศาสตร์ที่เรียกว่าเวชศาสตร์ครอบครัว ว่ากันว่าต้องเข้าใจเรื่อง หัวใจของความเป็นมนุษย์ เสียก่อน แต่เมื่อสาวไปถึงกระบวนการเรียนรู้ ที่จะนำพาให้ผู้คนที่ลงมือทำ.จิตใจของผู้คนเหล่านี้ก็กลับไม่เห็นคุณค่าแห่งการเรียนรู้ในทุกขณะจิตได้ชัดเจน
การจัดกิจกรรมที่หล่มสัก...ครั้งนี้ ผมเตรียมตนเอง ใส่ใจทั้งกลางวัน กลางคืน มิใช่ว่าเพราะเป็นคนหล่มสักหรือใคร แต่น่าสนใจและเป็นบทพิสูจน์บางอย่างว่า.....ถ้าใช้การจัดการความรู้ที่ทุกคนมีพื้นฐาน ใส่เสริมเติมสีสันตามหลักการของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นทฤษฎีอันพิสูจน์จารึกเผยแผ่ไปในทุกโลก ไม่ใช่แค่เวทีระดับชาติ ผลก็น่าจะเกิดจนทำให้เราเป็นปลื้มไม่น้อย
ต้นกล้วยนี่...ดินก็มีแล้ว น้ำก็มีแล้ว อากาศก็แสนดี ถ้าใส่ปุ๋ยที่เป็นธรรมชาติล้วน ๆ ไม่โต ก็ให้มันรู้ไปเนาะ
หรือ คุณลำพาส...ว่าไง
สอบได้ตก...ก็อย่าว่ากัน
ลือธวุฒิ บานเย็น
สวัสดีคะ คุณ ฮูโต๋
เมื่ออ่านจากของอาจารย์ แสดงว่าการจัดการความรู้ นั้น ใจเราต้องรู้เท่าทันการกระทำ
ยิ้มๆ พิมพ์ยังไม่เสร็จ มือไปโดน บันทึก
จะถามต่อ ว่า แสดงว่าการจัดการความรู้ นั้น ใจเราต้องรู้เท่าทันการกระทำ ใช่ไหมคะ