ชุมชน, ไม่ว่าชุมชนเชิงพื้นที่ หรือชุมชนในรูปแบบอื่นๆ ก็ตาม ล้วนเป็นระบบที่ซับซ้อน
ในเมื่อเรายอมรับแล้วว่า ไม่มีบุคคลใดๆ ที่เหมือนกันทุกประการ แล้วเหตุใดเราจึงคิดว่าชุมชน (ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่หลากหลาย) แต่ละแห่งจะเหมือนกัน
นอกจากไม่เหมือนกันแล้ว ชุมชนยังเป็น ระบบ ที่ซับซ้อนอีกด้วย กล่าวคือ ชุมชนประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่หลากหลาย มีองค์ประกอบมากมายมาประชุมกัน แต่ละองค์ประกอบต่างทำหน้าที่ของตนเอง แต่ละองค์ประกอบ ต่างมีปฏิสัมพันธ์กัน
คน กับ คน, คน กับ กลุ่มคนหรือองค์กร, คน กับ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า อากาศ ต้นไม้ ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือ ปฏิสัมพันธ์นี้ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา, อาจจะเปลี่ยนตามฤดูกาลธรรมชาติ, เปลี่ยนตามฤดูกาลทางการเมือง หรือเปลี่ยนเพราะคนรุ่นหลังมีวิธีการมองโลกที่ต่างไปจากคนรุ่นก่อน
โครงการนำร่อง, โปรเจคต้นแบบ ในชุมชนหนึ่ง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ เป็นแนวคิดที่ดี ถ้าได้ผนวกเอาความยืดหยุ่นให้มีพื้นที่ที่รองรับความซับซ้อนและความแตกต่างเฉพาะของชุมชนไว้ด้วย
ผมคิดว่ามันเป็นความคิดที่น่าสนใจหากมองให้เห็นถึง ปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนขององค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่าชุมชน ควบคู่ไปกับข้อมูลสุขภาพ แผนที่เดินดิน และเครื่องมือเจ็ดชิ้น ในหนังสือวิถีชุมชน ของ อาจารย์หมอโกมาตรและคณะ เป็นตัวอย่างของการมองในลักษณะนี้
มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า เพียงเดินข้ามฟากถนน สิ่งที่ได้พูดจาและตกลงเป็นมั่นเหมาะ ไปธุระถนนฟากโน้นไม่นาน เดินกลับมาไม่ใช่สิ่งที่พูดจา ตกลงกันมันทำให้คนที่เล่า ๆ ต่อประหลาดใจ
อันที่จริงเรื่องเล่า เราฟังไว้อาจไม่เป็นจริงทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับในความสลับซับซ้อน ความรวดเร็วหรือว่องไว ในการแข่งขันดูเหมือนทุกคนชอบ สำหรับชุมชนนั้นอาจไม่ใช่ ผู้หวังดี พยายามพาชุมชนวิ่งไปสู่เป้าหมายก่อนได้รับโครงการ
กว่าจะได้รับสนับสนุนโครงการ เป็นเวลานานกว่าเดินข้ามถนนเสียอีก ปัจจัยที่เป็นตัวแปรมาโลมเร้า แปรเปลี่ยนใจให้พันธมิตรโครงการฯ เปลี๋ยนไป๋ เลยทำให้นักพัฒนาภาคสนามงุนงง วิธีคิดของชาวบ้านจะว่าไม่ดีก็ไม่ได้ ผมมองว่า อยู่ที่พื้นฐานการศึกษา และการบ่มเพาะนิสัย จะให้เป็นผู้รับ หรือผู้ให้
ขอร่วมแลกเปลี่ยนเพียงเท่านี้ โอกาสหน้าจะมาเยือนและร่วมแลกเปลี่ยนอีกครับ
ขอบพระคุณ Mr.Tanu ที่กรุณาแวะเข้ามาทักทายครับ
ปีก่อนมีโอกาสได้ไปดูงานของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่เมืองน่าน
ประทับใจการทำงานของพี่น้องที่นั้นมากครับ
สวัสดีครับ
ไม่ได้พบคุณหมอโกมาตรนานมากแล้ว ตั้งแต่ชุมพวงโน้นนน
เป็นคุณหมอหนึ่งในจำนวนไม่มากนักที่เข้าใจชุมชน ชนบท ในมิติของวิถีชีวิต จนนำฐานนี้ไปขยายต่อในการผสมผสานกับหลักการรักษาพยาบาลคนป่วย และน่าสนใจมาก
มุมมองความซับซ้อนของสังคมนั้นไม่ว่าในชนบทหรือในเมืองมันซับซ้อนทั้งนั้น เพียงแต่องค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลในวิถีชีวิตต่างกัน เมื่อคนจมอยู่ในสาระนั้นๆก็แยกไม่ออก หากจัดระบบองค์ประกอบออกมา แยกแยะออกมา ยกความคิด สำนึกอยู่เหนือสิ่งที่เราอิงอาศัยอยู่ ก็จะเห็นความซับซ้อนนั้น เข้าใจ
มิติหนึ่งที่สำคัญคือ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติครับ
ยกตัวอย่าง
การที่ชาวบ้านในชนบทไปทำบุญที่วัดทุกวันพระ คนสมัยใหม่อาจมองเห็นแค่ ก็ไปเอาอาหารถวายพระตามความเชื่อ ทำแล้วสบายใจ
แต่ในมิติของคุณค่าทางการอยู่ร่วมกันนั้น พิธีกรรมตามประเพณี ความเชื่อโดยมีศาสนาเป็นแกนกลางนี้คือแหล่งบ่มเพาะทุนทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ โบราณมีวันหยุดการทำงานในวันศีล สักหนึ่งวัน แล้วมาทำใจให้ผ่องใส มาพบปะกันที่วัด ประกอบอาหารอย่างดีมาถวายพระ
เมื่ออาหาร ขนม เหลือจากถวายพระก็เอามาแลกกัน
ผู้ใหญ่มาพบปะพูดคุยกัน ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ถามถึงคนนั้นคนนี้ที่ไม่ได้มาร่วมทำบุญ เขาเจ็บป่วยประการใด
และข่าวสารต่างๆของบ้านเมืองมา update กันที่วัดนั้น
ผู้ใหญ่พาลูกหลานมาวัดด้วย มาแนะนำให้รู้จัก พี่ ป้า น้า อา ลุง ทวด ทั้งสายสกุลและคนร่วมหมู่บ้าน นี่คือการเชื่อมต่อที่ผู้ใหญ่ทำให้แก่เด็ก แนะนำให้ไปกราบไปไหว้ ผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้
คนนั้นเป็นหมอตำแยทำคลอดเองมา คนนั้นเป็นหมอยา รักษาเองตอนป่วยหนัก ฯลฯ
ชั่วเวลา 2-3 ชั่วโมงที่วัดในวันพระนั้น พิธีกรรมนี้ ประเพณีนี้ได้เสริมสร้างทุนทางสังคมเรามหาศาล ได้ส่งไม้ต่อจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน
นี่คือเนื้อในที่เป็นสาระของการทำบุญ แล้วพิธีกรรมอื่นๆในชุมชนก็คือการผสมผสานสาระที่เป็นการเติมทุนทางสังคมทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านี้คือเบ้าหล่อหลอมจิตใจคนชนบทให้มีการเอื้ออาทรกันสูงกว่า
ตรงข้ามในสังคมเมืองนั้นวิถีเปลี่ยนไป จะไปเข้าวัดก็เมื่อทำบุญวันเกิด ไปงานศพ เท่านั้น ปกติวันพระก็อยู่แถวห้างสรรพสินค้า มุ่งหน้าหาเงินและใช้เงิน ห่างเหินวิถีที่เพิ่มทุนซึ่งกันและกัน ตางข้ามทุนทางสังคมหดหายไปสิ้นเหลือเพียงผลประโยชน์
เมื่อสังคมเปลี่ยนไปก็ควรคิดอ่านการเสริมสร้างทุนทางสังคมที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆด้วย แต่สมาชิกในสังคมเมืองไม่ได้มีสิ่งนี้เป็นตัวตั้งนะครับ น้อยมากๆ ปล่อยให้กิเลสเรื่องผลประโยชน์เข้ามาท่วมหัวคนที่ไม่มีทางออกจึงคิดทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย จึงก่อปัญหาทางสังคมมากมาย
แลกเปลี่ยนซะยาวเลยครับ
ขอบพระคุณพี่ไพศาลครับ
ตอนนี้ผมอยู่ใกล้ๆ ดงหลวงเหมือนกัน
มีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมยามเด้อครับ
พี่อ่านเล่มนี้ยัง?
Solving tough problems
Problems are tough because they are complex in three ways.
1) They are dynamically complex, which means that cause and effect are far apart in space and time, and so are hard to grasp from firsthand experience;
2) they are generatively complex, which means that they are unfolding in unfamiliar and unpredictable ways; and
3) they are socially complex, which means that the people involved see things very differently, and so the problems become polarized and stuck.
จาก http://www.worldchanging.com/archives/001070.html
เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาซับซ้อนของระบบซับซ้อนต้อง
1) systemic
2) emergent
3) participatory
ขอบพระคุณ อ.มัทนาครับ
นึกถึงคำหนึ่งขึ้นมาได้
Systematically Chaotic
ความยุ่งเหยิง อย่างเป็นระบบ
น่าจะเหมาะเจาะกับสภาพบ้านเมืองเราตอนนี้นะครับ