ความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐ

การใช้กฎหมายระหว่างประเทศ 

                1.  ความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐ  

-  รัฐทุกรัฐมีสิทธิที่จะออกกฎหมาย  กำหนดวิธีการบริหารประเทศและการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามที่ตนเห็นสมควร  แต่ถ้ากฎหมายใดขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอื่น  ก็ย่อมก่อให้เกิดความรับผิดชอบระหว่างประเทศ หรือถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการบริหารประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และทำให้รัฐอื่นเสียหาย ก็จะมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศ

                หลักความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐ  เป็นหลักกฎหมายที่เก่าแก่ รัฐอธิปไตยมีฐานะเท่าเทียมกัน เมื่อมีสิทธิที่จะกระทำการใดๆ ก็ได้ ก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบควบคู่กันไป เพื่อสังคมนานาชาติจะอยู่อย่างมีระเบียบ

1.1  มูลเหตุของความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐ

                การกระทำหรือการละเว้นที่จะก่อให้เกิดความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐนั้น จะต้องเป็นความผิดระหว่างประเทศที่รัฐจะต้องรับผิด และการกระทำและการละเว้นนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นด้วย

                1.1.1  ความผิดระหว่างประเทศที่รัฐต้องรับผิด

-  ความผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่   ความผิดระหว่างประเทศที่รัฐจะต้องรับผิดนั้น จะต้องเป็นความผิดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ  หรือหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้ก่อขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นับตั้งแต่ประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีต่างประเทศ

-  ความผิดของเอกชน   สำหรับความผิดระหว่างประเทศที่เอกชนก่อขึ้นนั้น  รัฐจะต้องรับผิดในกรณีที่รัฐได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  หรือในกรณีที่รัฐอยู่เบื้องหลังการกระทำของเอกชนนั้น

-  ความผิดของฝ่ายกบฏ  ในกรณีที่เกิดสงครามกลางเมือง  การกระทำของฝ่ายกบฏที่แพ้รัฐบาลไม่ต้องรับผิดแทนฝ่ายกบฏ  แต่ถ้าฝ่ายกบฏชนะ  การกระทำของฝ่ายกบฏที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ  ในขณะที่ยังเป็นฝ่ายกบฏนั้น เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะต้องรับผิดต่อการกระทำของตนเอง

                1.1.2  ความเสียหาย

-   ความเสียหายทางวัตถุและจิตใจ   ความเสียหายอาจจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือความเสียหายทางจิตใจ  ความเสียหายทางวัตถุ  อย่างเช่น  เรือรบ หรือเครื่องบินถูกโจมตีเสียหาย สถานทูตถูกทำลาย ผู้แทนทางการทูตถูกทำลาย  การทำลายหรือเผาธงชาติ เป็นการแสดงการลบลู่ดูหมิ่น ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนทางจิตใจ  ถือว่าเป็นความเสียหายทางจิตใจ

-   ความเสียหายโดยตรง  ความเสียหายที่รัฐต้องรับผิดชอบนั้น จะเป็นความเสียหายโดยตรง ไม่รวมความเสียหายทางอ้อม  ความเสียหายโดยตรง ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยตรง ตัวอย่างเช่น คดีAlabama ค.ศ. 1827 อังกฤษได้ส่งเรือรบให้แก่ฝ่ายใต้ ในขณะที่สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา  ศาลอนุญาโตตุลาการได้สินให้อังกฤษชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะที่เรือรบฝ่ายใต้  ซึ่งอังกฤษเป็นผู้ส่งให้ ได้โจมตีเกิดความเสียหายต่อสหรัฐอเมริกา  ทั้งนี้ไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากสงครามยืดนานขึ้น หรือความเสียหายที่ค่าระหว่างเรือและค่าประกันภัยสูงขึ้น

-  ความเสียหายต่อรัฐอื่นหรือคนชาติของรัฐอื่น  ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายอาจเป็นความเสียหายต่อรัฐอื่น เช่น ทรัพย์รัฐอื่นถูกทำลาย  ตัวแทนทางการทูตของรัฐอื่นถูกละเมิด  คนชาติของรัฐอื่นอาจถูกยึดทรัพย์โดยไม่ได้รับค่าชดใช้ หรือคนชาติของรัฐอื่นถูทำร้ายโดยไม่ได้รับความยุติธรรม

 

 

1.2 การดำเนินการให้เกิดผลตามความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐ

ในการดำเนินการให้รัฐที่มีความรับผิดชอบระหว่างประเทศแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้น  มีวิธีการ 2 วิธี คือ การเจรจาระหว่างรัฐที่มีความรับผิดชอบระหว่างประเทศกับรัฐที่เป็นผู้เสียหาย และอีกวิธีหนึ่งคือ การให้ความคุ้มครองทางการทูต

                1.  การเจรจาระหว่างรัฐ  ถ้ารัฐเป็นผู้เสียหายเอง รัฐผู้เสียหายก็ดำเนินการเจรจากับรัฐที่มีความรับผิดชอบระหว่างประเทศได้ทันที  เพื่อแก้ไขปัญหาให้เป็นที่พอใจกัน  โดยรัฐผู้เสียหายอาจเรียกร้องให้รัฐที่มีความรับผิดชอบระหว่างประเทศชดใช้ความเสียหาย  ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไป

                2.  การให้ความคุ้มครองทางการทูต  ถ้าผู้เสียหายเป็นคนชาติของตนก็ต้องดำเนินการตามวิถีทางที่เรียกว่า  การให้ความคุ้มครองทางการทูต(Diplomatic Protection)  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ความคุ้มกันแก่คณะทูต เช่น การไม่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลในคณะทูตที่มีความคุ้มกันทางการทูต   ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท  ซึ่งไม่ได้รับความยุติธรรมเป็นคนชาติของตน  รัฐก็อาจให้ความคุ้มครองทางการทูต โดยเข้ามาดำเนินการเรียกร้องให้ชดใช้ความเสียหายหรือเรียกร้องความยุติธรรมแทนคนชาติของตนจากรัฐที่มีความรับผิดชอบระหว่างประเทศได้ 

                -  สัญชาติของผู้เสียหาย  เงื่อนไขอันแรกที่รัฐจะเข้าไปช่วยคนชาติของตนในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือความยุติธรรม  คือ สัญชาติของผู้เสียหาย  เพราะสัญชาติเป็นเครื่องแสดงถึงสายสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนชาติของตน  และโดยสายสัมพันธ์ของสัญชาตินี้ที่ให้รัฐมีสิทธิให้ความคุ้มครองทางการทูตได้

                ก.  สัญชาติของบุคคลธรรมดา  โดยที่การได้สัญชาติเป็นไปตามกฎหมายภายในของรัฐ  ซึ่งบางครั้งอาจจะได้สัญชาติ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่  จึงต้องมีการตรวจสอบดูว่า ผู้ที่ได้สัญชาติมีสายสัมพันธ์ที่แท้จริงกับรัฐที่ให้สัญชาติหรือไม่ 

                ข.  บุคคลสองสัญชาติ  กรณีที่มีบุคคลสองสัญชาติ  รัฐที่ผู้เสียหายมีสัญชาติหนึ่งจะให้ความคุ้มครองทางการทูต  เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากอีกรัฐหนึ่งที่ผู้เสียหายมีสัญชาติด้วยไม่ได้  เพราะผู้เสียหายมิใช่คนต่างด้าวในรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

                ค.  สัญชาติของนิติบุคคล  สำหรับนิติบุคคลหรือบริษัทนั้น  รัฐที่บริษัทมีสัญชาติสามารถให้ความคุ้มครองทางการทูตแก่บริษัทได้  ส่วนรัฐที่ผู้ถือหุ้นมีสัญชาติ จะให้ความคุ้มครองทางการทูตไม่ได้  หากบริษัทที่เสียหายไม่มีสัญชาติเดียวกันกับผู้ถือหุ้น  เพราะผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิที่จะเป็นตัวแทนของบริษัทในการเรียกร้องค่าเสียหาย

                -  การหมดหนทางที่จะได้รับความยุติธรรมภายในประเทศ  เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่ง  ก่อนที่รัฐที่ผู้เสียหายมีสัญชาติ  จะให้ความคุ้มครองทางการทูต คือ ผู้เสียหายต้องพยายามจนหมดหนทางที่จะได้รับความยุติธรรมภายในประเทศนั้นก่อน  โดยอาจจะขอความยุติธรรมจากฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล  ถ้าไม่ได้ผลก็ต้องดำเนินการทางศาลจนถึงศาลสูงสุด

                หลักการที่ให้พยายามจนหมดหนทางที่จะได้รับความยุติธรรมภายในประเทศนั้น ก็เพื่อมิให้ข้อพิพาทภายในกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศบ่อยๆ เมื่อคนต่างด้าวทำธุรกิจในประเทศใดก็ต้องพยายามทำตัวให้เหมือนคนพื้นเมือง  คือใช้กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ  ถ้าไม่ประสบผลแล้ว จึงจะขอให้รัฐที่ตนมีสัญชาติให้ความคุ้มครองทางการทูตได้ 

                -  ผู้เสียหายต้องไม่เป็นผู้ทำผิด  ผู้เสียหายต้องไม่เป็นผู้ทำความผิดเสียเอง  เป็นเงื่อนไขที่มาจากหลักเหตุผล  เพราะถ้าผู้เสียหายได้กระทำความผิดเอง  ก็จะถูกลงโทษและจะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้  ความผิดที่คนต่างด้าวทำนั้น  อาจไปเกี่ยวข้องการเมืองภายใน เช่น การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสงครามกลางเมือง  หรือค้าของเถื่อนของหนีภาษี ฯลฯ ซึ่งทำให้คนต่างด้าวถูกยึดทรัพย์สิน

                ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ  ผู้เสียหายจะต้องมือสะอาด คือผู้เสียหายจะต้องไม่กระทำความผิดที่เป็นเหตุให้ถูกยึดทรัพย์หรือถูกตัดสิทธิ  รัฐที่ผู้เสียหายมีสัญชาติจึงจะให้ความคุ้มครองทางการทูต  เพื่อขอให้รัฐที่มีความรับผิดชอบระหว่างประเทศชดใช้ค่าเสียหาย 

 

ที่มา :  นพนิธิ  สุริยะ  กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  , สมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายและเอกอัครราชทูตไทย  กฎหมายระหว่างประเทศ , กฎหมายระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช    วันที่ 13 มีนาคม 2551 เวลา 20.00