เหนือธรรมชาติ...ไม่ได้หมายความว่าไม่มีจริง

        ผี...คำนี้เป็นคำอมตะที่ไม่เคยลบเลือนไปจากสังคมและวิถีชีวิตของคนทุกยุคทุกสมัย ทำไมล่ะ...

        เป็นไปได้ไหมที่ผีมีจริงๆ เป็นไปได้ไหมที่บางคนเคยเห็นผีมาแล้ว เป็นไปได้ไหมที่ผีไม่มี เป็นไปได้ไหมที่ไม่มีใครเคยเห็นผีจริงๆ ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าอาศัยหลักเกณฑ์ตามธรรมชาติที่มีเฉพาะในตัวของสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภท

         เคยมีคนสงสัยว่า ถ้าผีคือวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต่างก็มีวิญญาณ หลังจากที่ตายไปแล้ววิญญาณไปไหนหมด ป่านนี้วิญญาณคงจะเต็มโลกไปหมด บางคนถึงกับคิดการณ์ไกลว่า เมื่ออดีตคนเราทั้งโลกคงมีไม่ถึง 1 ล้านคน แต่เมื่อผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้มีคนเป็น 60 กว่าล้านคน แล้ววิญญาณที่เกิดมาเป็นคนเหล่านี้มาจากไหน ถ้าจะตอบคำถามนี้ต้องคิดกว้างออกไปอีกว่า อดีตมีคนอยู่น้อยก็จริง แต่ก็มีสัตว์อื่นอีกตั้งมากมาย ที่สามารถให้วิญญาณเมื่อตายไปแล้วนั้นได้ พูดอีกอย่างก็คือวิญญาณที่มาเกิดเป็นคนนั้นก็มาจากวิญญาณของสัตว์ต่างๆ ที่ตายไปแล้ว นั่นเอง เพราะตามกฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์บอกไว้ตามกฎทรงมวลว่า มวลของวัตถุไม่มีการสูญหายหรือเพิ่มใหม่ได้นอกจากจะเปลี่ยนรูปแบบ เช่น มวลของสัตว์ที่ตายไปก็ไม่ได้หายไปไหนก็จะเท่ากับมวลของขี้เถ้าไอน้ำแก๊สควันหรือสารต่างๆ ที่เกิดจากการย่อยสลายเหล่านั้นนำมารวมกันก็จะเท่ากับมวลของสัตว์ก่อนตายนั่นเอง

           มาพูดถึงเรื่องผีกันต่อ หลายคนบอกว่าเคยเห็นผีมาแล้ว หลายคนปฏิเสธว่าผีไม่มีจริงหรอก ถ้าเราลองมองย้อนไปในความสามารถพิเศษหรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่างของสัตว์เช่น สุนัขหอน คนโบราณก็บอกว่า มันเห็นผี นกแสกมาร้องที่บ้านใคร คนในบ้านหลังนั้นก็จะตาย จิ้งจกทักก็ห้ามออกจากบ้าน มดขนอาหารขึ้นที่สูงแสดงว่าฝนกำลังจะตก สัตว์ใหญ่อพยพหนีไปที่สูงแสดงว่าน้ำกำลังท่วม อะไรทำนองนี้ทำไมคนเรามีมีสัมผัสเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบอกว่าสัตว์บางชนิดเขาก็มีสัมผัสพิเศษที่คนเราไม่มี แต่ในขณะเดียวกันสัตว์เหล่านั้นก็ไม่ได้มีสมองที่ชาญฉลาดเหมือนคนเช่นกัน ฉะนั้นเราจะเหมารวมว่าสิ่งที่เราสัมผัสไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ามันเหนือธรรมชาติ แต่มันเหนือธรรมชาติของตัวเราเท่านั้นเอง ผีเสื้อมองเห็นรังสียูวีได้ งูมองโดยใช้รังสีอินฟราเรด ค้างค้าวบินในเวลากลางคืนโดยไม่ชนสิ่งต่างๆ เพราะส่งคลื่นที่สูงกว่าตัวคนจะสัมผัสได้ สัตว์เหล่านั้นเขามีอวัยวะที่พิเศษเพื่อการอยู่รอดของเขาเอง ส่วนคนเราใช้สมองเพื่อความอยู่รอดของตนเองเช่นกัน

           และเพราะความที่เรามีสมองที่คิดอะไรได้ซับซ้อนมากขนาดนี้ กลับทำให้เราใช้ความพิเศษนี้สร้างความเดือดร้อนให้กันและกัน พยายามใช้สมองเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง โดยไม่ได้มองถึงผลที่จะตามมาในระยะยาว

           ถ้าหากเราใช้สมองไปในทางสร้างสรรค์โลกของเราคงจะงดงามกว่านี้ มนุษย์คงจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมากกว่าทุกวันนี้ และแน่นอนเราจะอยู่ที่ไหนๆ ก็คงจะมีแต่ความสุข แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

           ถ้าหากเราคิดว่าผีคือพลังงานอย่างหนึ่งก็ต้องระบุให้ชัดเจนต่อไปอีกว่า พลังงานแบบใด เช่น พลังงานเสียง พลังงานความร้อน พลังงานไฟฟ้า แต่ที่แน่ๆ ผีไม่น่าจะเป็นพลังงานแม่เหล็กเหล่านี้แน่นอน เพราะถ้าหากเป็นพลังงานแม่เหล็กตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วละก็ป่านนี้ต้องมีเครื่องมือวัด ผี ให้ได้ทดลองใช้กันแล้ว ฉะนั้นถ้านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ผี เป็นพลังงานอย่างหนึ่งเขาก็จะมุ่งมั่นทุ่มเททำวิจัยเพื่อหาพลังงานผีนั้นให้ได้ แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธว่า ผีไม่มีจริง การค้นหาผีจริงๆ ก็คงจะไม่เริ่มขึ้น หรืออาจจะเริ่มทดลองแล้วแต่ไม่ได้ผลก็เลยล้มเลิกไปและเหมารวมว่า ผีไม่มีจริงแน่นอน เป็นการปฏิเสธได้โดยไม่เต็ม 100 เพราะเท่าที่ค้นคว้าทดลองมันไม่ได้ผล มันจึงทำให้คนเราคงได้พบประสบการณ์ ผี ต่อมาทุกยุคทุกสมัยนั่นเอง