วันนี้ผมต้อง update โปรแกรมป้องกันไวรัส  ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่เราต้องทำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีที่คาดไม่ถึงจากเจ้าไวรัสหน้าใหม่     เลยนึกขึ้นมาได้  เราไม่ค่อยได้ update สิ่งที่เราได้เก็บเกี่ยวจากประสบการณ์  จากการลงมือทำ  จากหน้างานที่ต้องคอยคิดตลอดเวลา    พอคิดว่าจะทำซะหน่อย   คำถามที่ตามมาคือ  "แล้วต้องทำอย่างไร?"  

จึงตอบตัวเองไปว่า  "เอาเป็นว่า  ทำตามความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาก่อน"  โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเข้าท่า  หรือไม่เข้าท่า   เพราะทั้งสองประการมันสามารถเกิดขึ้นในตัวเราเสมอ

เอาละ  ถ้าอย่างนั้น  ลงมือเลยแล้วกัน 

บทแรก    ผมได้รู้จักว่าสิ่งที่ผมร่ำเรียนมายาวนานนั้น  99.99%  เป็น "ความรู้ที่มาจากฟ้า*" (Explicit Knowledge)  และ  ได้เห็น  ได้พบ  "ความรู้ที่มาจากดิน*"  (Tacit Knowledge)   และเข้าใจว่า   สองฝากฝั่งความรู้ที่ต้องเชื่อมภพภูมิเข้าหากัน    ณ จุดเชื่อมต่อภพภูมิของทั้งสองฝากจึงน่าจะเป็นจุดดุลภาพในจินตนาการของผม

บทที่สอง   เมื่อทบทวนแล้วผมตีความว่า  การพัฒนาที่ผ่านมายึดโยงอยู่กับ "ความรู้ที่มาจากฟ้า"  เป็นหลัก   อาจเป็นเพราะความเคยชินที่เกิดจากการสั่งสมมาในระบบการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ในตำราเป็นหลัก  ติดอยู่ในโลกแห่งการ "เสพความรู้"    ทำให้เห็นภาพการมอง "ความรู้ที่มาจากดิน" พร่ามัวไป  อ่านความรู้แบบนี้ไม่ออก   และถูกฝึกทักษะของการ "สร้างความรู้" น้อยมาก 

บทที่สาม  ความรู้ที่มาจากดิน  เป็นความรู้เล็กๆ  เป็นความรู้ปฏิบัติ  มีบริบทที่ซับซ้อน  ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว   ต้องทดลองใช้ในสภาพจริง  แล้วหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านกายภาพ  ด้านจินตภาพ  ความรู้สึก  ความพึงพอใจ ฯลฯ ประกอบกันหลายๆด้านไปพร้อมๆกัน   โดยเฉพาะในบริบทสังคมชนบทไทยจะคุ้นเคยและสั่งสมความรู้รูปแบบนี้อยู่มากโข    แต่ในระบบการศึกษา หรือแหล่งที่ผู้คนมักคิดว่าเป็น "สถานที่รับความรู้จากฟ้า"  ขาดการเชื่อมโยงกับ "ความรู้ที่มาจากดิน"  ทำให้คนที่เข้าสู่ระบบการศึกษาเกิดอาการตัวลอยสูงขึ้น  แต่ก็ไม่ถึงฟ้า  เท้าก็ไม่ติดดิน   มีบัณฑิต  มหาบัณฑิต   และซูปเปอร์มหาบัณฑิตลอยเคว้งคว้างจำนวนมาก 

บททีสี่      ปราการใหญ่ที่ปิดกั้นระหว่าง  "ความรู้ที่มาจากฟ้า"  กับ "ความรู้ที่มาจากดิน"  ไม่ใช่อะไรอื่นไกล   แต่เป็น  "กระบาลทัศน์"  (paradigm) หรือ โปรแกรมที่ฝังหัวในตัวเราเองต่างหาก   การได้เห็น  ได้พบ  ได้พูดคุยกับผู้ที่ลงมือทำสิ่งนั้นมาแล้ว   จะค่อยๆเปลี่ยนโปรแกรมใหม่เข้าไปแทน    และยิ่งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นกลุ่ม  จะช่วยให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดได้ดีกว่าเรียนรู้เดี่ยวๆ

บทที่ห้า    เริ่มเชื่อว่า   "ความรู้"  กับ  "จริยธรรม"  ไม่ได้มาพร้อมกันแบบอัตโนมัติ     ทั้งสองอย่างจึงต้องหากุศโลบายให้ไปควบคู่กันเสมอ  เพราะสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน   ไม่เช่นนั้น  จะกลายเป็นภาพของความ  "ถูกต้อง"  แต่ขัดกับ "จริยธรรม" ของความมนุษย์   ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด

บทที่หก   บอกตัวเองว่า    "จงเริ่มลงทำซะตอนนี้"  อย่าได้อ้างเหตุผลใดๆให้กับตัวเองถึงความไม่พร้อม    เริ่มเรียนรู้จากสิ่งใกล้ๆตัว    มองให้ดีจะเห็นว่ามีเรื่องน่าเรียนรู้อยู่รอบตัวไปหมด    ความรู้มีวันหมดอายุ  เช่นเดียวกับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์  หรืออาหาร  ต้องมีการ update หรือ refresh  หรือเอามาอุ่นอีกครั้ง  จึงจะต่ออายุไปอีก    หากเรียนเพียงเพื่อหวังใบประกาศ  กระดาษแผ่นเดียวนั้น   วันที่เราได้รับมัน  คือวันที่มันสิ้นอายุขัยพอดี     "จุดจบของความรู้"  จึงน่าจะเป็นจุดที่ทับกันพอดีของ "จุดเริ่มต้นการเรียนรู้รอบใหม"   การเรียนรู้จึงไม่มีที่สิ้นสุด 

บทที่เจ็ด  เชื่อว่า  การฝึกจิตให้มี  "ใจที่เป็นอิสระ"  จะช่วยให้เราเรียนรู้อย่างมีความสุข   เรียนเพราะกระหายใคร่รู้จริงๆ  ไม่ใช่เพราะคนอื่นสั่งว่าต้องเรียน  ไม่ใช่เพราะเรียนเพื่อเอาใบเบิกทางขอตำแหน่ง    ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้  "ใน หรือ นอกโรงเรียน"   นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกหลายท่านไม่ได้เรียนในโรงเรียนด้วยซ้ำ  ไม่มีงานทำเป็นเรื่องเป็นราว  แต่เพราะเขาเรียนตามที่ "ใจสั่งมา"

*ความรู้ที่มาจากฟ้า - ความรู้ที่มาจากดิน (หรือความรู้จากแผ่นดิน): คำที่ขอยืมมาจาก ดร.โอภาส  ปัญญา  คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร   ม.มหิดล   จากหนังสือ  "ถักทอความรู้จากแผ่นดิน - รวมงานเขียนจากชาวบ้าน", สนับสนุนการพิมพ์โดย  แผนงานสนับสนุนโครงการขนาดเล็กของชุมชนในการจัดการป่า - UNDP