เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนเด็ก


ความรับรู้ของคนไทยส่วนมากเกี่ยวกับพุทธศาสนานิกายเซนก็คือ คำพูดอะไรก็ตามที่เป็นในทำนอง"ปริศนา" ช่อนเงื่อนให้แปลความหลายๆ ชั้นจึงจะเข้าใจ อันนั้นแหละเรียกว่า"เซน"

        ทั้งนี้เพราะได้รับการบอกเล่าว่า ในนิกายเซนอาจารย์จะไม่สอนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่เน้นหลักทฤษฏีวิชาการอะไรนัก หากจะคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดค้นด้วยตนเอง

         หน้าที่ของอาจารย์จึงเป็น"ผู้กระตุ้นให้คิด" เช่น ให้ปริศนาไปให้ขบคิด ปริศนา (โกอวน หรือกงอั้น) ที่ขึ้นชื่อก็คือ "เสียงของมือข้างเดี่ยวเป็นเช่นไร" ศิษย์ก็จะนำขบคิดหาคำตอบ

         ที่จริงถ้าคิดให้ดี วิธีนี้ก็คือสมถะ (การฝึกใจให้สงบ) วิธีหนึ่งนั้นเอง อาจารย์สอนให้คิดปริศนา ก็คือสอนให้ฝึกสมาธฺ  เมื่อศิษย์นั่งสงบ คิดหาคำตอบเพ่งพินิจอยู่กับประเด็นปัญหา นานเข้า จิตก็จะสงบเป็นสมาธิ

        เมื่อจิตสงบ ปัญหาก็เกิด ในที่สุดก็จะได้คำตอบ เป็นการแก้ปริศนาธรรมได้

        พุทธศาสนานิกายเซนมีเทคนิควิธีกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมหลายแบบ แต่ที่คุ้นกันในแวดวงชาวพุทธไทยก็คือการสอนด้วยปริศนาธรรม และการทำให้ "ฉุกคิด" ด้วยคำโต้ตอบหรือปฏิกริยาแปลกว่า

       เช่นเรื่องพระนั่งกรรมฐานบนต้นได้อาจารย์ไปพบเข้าถามว่าทำอะไร ศิษย์บอกว่านั่งกรรมฐานเพื่อเป็น"พุทธะ"  อาจารย์จึงหยิบก้อนอิฐข้นมาถูมืออย่างแรงจนเลือดไหล ศิษย์ถามว่า ท่านอาจารย์ทำอะไร อาจารย์ตอบว่าจะถูให้มันกายเป็นกระจกใส

       ศิษย์จึงว่าอาจารย์จะบ้าหรือ ถูจนมือขาด มันก็เป็นกระจกไม่ได้ อาจารย์ย้อนถามว่า เช่นเดียวกัน คุณนั่งบนนั้นจกกลายเป็นลิงก็เป็นพุทธะไปไม่ได้!

       นี้แหละครับ ที่เราได้ยินได้ฟัมาว่าเป็นวิธีถ่ายทอดแบบเซนวิธีหนึ่งในหลายวิธี

       ในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนั้นเล่ามีวิธีการเช่นนี้บ้างไหม ความจริงเซนก็แตกแขนงไปจากเถรวาทนั่นแหล่ จะมาจากที่ไหนเสียอีกล่ะเมื่อเกิดมหายาขึ้นแล้ว  มหายาก็แยกออกเป็นหลายสาขา เซนก็เป็นสาขาหนึ่งของมหายาน

        เขียนมาถึงตรงนี้นึกถึงนิทานธรรมบทเรื่อง "ธิดานายช่างหูก" จึงขอนำมาถ่ายทอดเสียเลย เพื่อแสดให้เห็นวิธีการแห่งเซนของพระพุทธเจ้าชัดเจนเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเทคนิควิธีสอนเด็ก

       เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเศด็จไปโปรดประชาชนเมืองอาฬวี ทรงแสดงธรรมเรื่อง"มรณัสสติ" สอนชาวเมืองอาฬวีว่าชีวิตเราไม่แน่นอน แต่ความตายเป็นสิ่งแน่นอน ชีวิตคนเราไม่เทียงแต่ความตายเทียง

       ถ้าใครไม่เจริญมรณัสสติ เวลาตามจะหวาดสะดุ้งร้องอย่างขลาดกลัว แต่ถ้าเจริญมรณัสสติประจำ ถึงคราวตายจะไม่หว่าดสะดุ้ง ตายด้วยอาการสงบเหมือนนอนหลับไปก็มิปาน

      ในจำนวนผู้ฟังธรรมครั้นั้น มีเด็กสาวอายุ 16 ปีนางหนึ่งเป็นบุตรสาวนายช่างหูกนั่งฟัธรรมอยู่ด้วย นางได้เกิดปีติในธรรมอย่างลึกซึ้ง เมื่อพระศาสดาจากไปแล้ว นางก็ได้ฝึกอบรมมรณัสสติทุกคืนวันติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี

      วันหนึ่งพระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกก่อนรุ่งสว่า ภาพธิดาสาวของนายช่างหูกปรากฏในข่าย คือพระญาณ พระองคจึงเสด็จจากพระเชตวันเมืองพาราณสีมายังเมืองอาฬวีเพื่อโปรดนาง

      ชาวเมืองอาฬวีได้ทราบข่าวพระองค์เสด็จมา ก็พากันกราบทูลอาราธนาให้เสวยภัตตหารและทรงแสดงธรรม ธิดานายช่างหูกก็ดีใจ่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์อีก พอดีบิดาของนางสังนางว่า "ผ้าที่ลูกค้ามาสั่งให้ทอยังทอค้างอยู่ในหูก พ่อจะไปทอให้เสร็จ ลูกจงกรอด้ายหลอดไว้จำนวนหนึ่ง เสร็จแล้วให้นำไปให้พ่อ"

       ชาวเมืองต่างพากันไปฟังธรรม นางว้าวุ่นใจขนาดหนัก จะทำงานให้พ่อก็จะอดฟังธรรม ครั้งจะไปฟังธรรม งานก็จะไม่เสร็จพ่อกลับมาอาจดุด่าตีอีก นางจึงตัดสินในรีบทำงานให้พ่อ กะไปฟังธรรมภายหลัง ถึงจะไม่ทันฟัตั้งแต่ต้นก็ยังดี

      เมื่อกรอด้ายหลอดเสร็จแล้ว เอาใส่กระเช้าถือไปให้บิดาที่โรงทอหูก บังเอิญทางไปโรงทอหูกผ่านสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมด้วย

      พระพุทธเจ้าทรงชะเง้อทอดพระเนตรนาง นางเห็นพระพุทธอค์ทรงชะเอมองเช่นนั้น ก็เกิดปีติปราโมทย์เหลือจะพรรณนา "พระศาสดาประทับท่ามกลางพุทธบริษัทปานฉะนี้ ยังทรงมองมาทางเรา" จึงเข้าไป วางกระเช้าด้ายหลอด ถวายบังคม

      พระพุทธเจ้าตรัสสนทนากับนางด้วยถ้อยคำที่บรรดาประสกสีกาที่นั่งอยู่ไม่เข้าใจ บทสนทนานั้นมีดังนี้

     พระศาสดา     กุมาริกา  เธอมาจากไหน

     กุมาริกา         ไม่ทราบพระเจ้าข้า

     พระศาสดา     เธอจะไปไหน

     กุมาริกา         ไม่ทราบพระเจ้าข้า

     พระศาสดา     เธอไม่ทราบหรือ

     กุมาริกา         ทราบพระเจ้าข้า

     พระศาสดา     เธอทราบหรือ

     กุมาริกา          ไม่ทราบพระเจ้าข้า

     ประชาชนต่างเอ็ดอึง ตำหนิกุมาริกาว่า สาวน้อยเป็นแค่ธิดาช่างหูก ไฉนบังอาจพูดจา "เล่นลิ้น" กับพระบรมศาสนาปานฉะนี้พระพุทธเจ้าทรงให้ประชาชนเงียบเสียง ตรัสถามนางว่า ทำไมเวลาพระองค์ถามจึงตอบกลับไปกลับมาอย่างนั้น

     ธิดาช่างหูกกราบทูลว่า พระองค์ย่อมทรงทราบว่าหม่อนฉันมาจากบ้าน ที่พระองค์ตรัสว่า มาจากไหน คงทรบต้องการถามว่า หม่อนฉันมาจากชาติภพไหน จึงมาเกิดในบัดนี้ หม่อนฉันจึงกราบทูลว่า หมื่อนฉันไม่ทราบ

      เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า จะไปไหน คงหมายถึงว่า หม่อมฉันตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน หมื่อนฉันจึงกราบทูลว่า หมื่อนฉันไม่ทราบ

      เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ไม่ทราบหรื คงหมายถึงว่า ไม่ทราบหรือว่าตัวจะตาย หมื่อนฉันจึงกราบทูลว่า ทราบ

     ครั้งตรัสถามอีกว่า ทราบหรือ คงหมายถึงว่าทราบหรือว่าจะตายเมื่อใด ม่อนฉันจึงกราบทูลว่า หม่อนฉันไม่ทราบ

      ประชาชนส่งเสียงเอ็ดอึงอีก คราวนี้เอ็ดอึงเพราะทึ่งในปฏิภาณการโต้ตอบอันเฉียบคมของสาวน้อยคนนี้

       พระพุทธองค์ทรงหันมาตรัสกับประชาชนทั้งหลายว่า พวกเธอไม่เข้าใจนักแห่งถ้อยคำของนางกุมาริกา ก็ตำหนิเธอ ความจริงแล้วคนที่มีปัญหาย่อมเข้าใจได้ ส่วนคนไม่มีปัญหาก็เหมือนคนตาบอดแล้วตรัสคาถาประพันธ์ความว่า

        สัตว์โลกเหมือนคนตาบอด  น้อยคนจักเห็นแจ้ง

        น้อยคนจะไปสวรรค์  ดุจนกติดข่ายพราน  น้อยตัวจะหลุดรอดไปได้

         ธิดาช่างหูกฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วรีบถือกระเช้าด้ายหลอดไปยังโรงทอหูก เห็นบิดานั่งหลับอยู่กับหูกจึงยื่นกระเช้าด้ายส่งให้

        บิดาตกใจตื่นเอามือกระชากฟืมที่จับค้างอยู่ กระชากเข้ามาเต็มแรง ปลายฟืมกระแทกหน้าอกลูกสาวล้มลงตาย ณ ที่นั้นเองสร้างความเศร้าโศกแก่บิดาและผู้คนที่พบเห็นหาทีสุดมิได้

        "ชีวิตไม่แน่นอน  ความตายเท่านั้นแน่นอน"

        คุณอ่านแล้ว คุณว่าจริงไหม

คำสำคัญ (Tags): #ชีวิต#ปรัชญา
หมายเลขบันทึก: 170405เขียนเมื่อ 11 มีนาคม 2008 21:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มิถุนายน 2012 13:57 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)
  • อนิจจัง คือความไม่เที่ยง...นั่นแหละเที่ยง...สาธุ

สวัสดีค่ะ

คุณ พิสูจน์

- อนิจจัง มนุษย์ทุกคนไม่มีใครรู้หรอกค่ะ ว่าอนาคตจะเกิดกับตัวเรา

- ดังเช่นว่า อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด

- ขอเพียงทำวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ

- ขอบคุณนะค่ะ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ค่ะ

- สาธุ สาธุ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี