ตอนนี้ผมยังคงต้องขับเคี่ยวกับภาวะบางอย่างที่ล้วนแล้วทำให้ตัวเองอึดอัด …
บางครั้ง เหมือนกำลังอยู่ในห้วงของสุญญากาศ หากแต่บางคราวกลับรู้สึกราวกับว่าตนเองได้พลัดหลงเข้าไปอยู่ในสนามรบเลยทีเดียว
เมื่อวาน, เป็นโอกาสอันดีที่ผู้บังคับบัญชาได้เรียกประชุมทีมงานของงานกิจกรรมนิสิตทั้งหมด เข้าหารืออย่าง “เปิดใจและเปิดเปลือย” เกี่ยวกับภาระงานของผมที่ควรจะต้องมี .. ตลอดจนวิถีที่ควรจะต้องดำเนินไปตามกรอบอันเหมาะอันควร
เราใช้เวลาถกกันในราว ๆ 3 ชั่วโมง แต่จนแล้วจนรอดทุกอย่างก็ไม่มีความชัดเจน
ไม่มีความชัดเจนเพราะทุกคนเปิดใจและเปิดเปลือยด้วยเสียงเดียวกันว่า “เสียดาย, กำลังเรียนรู้งาน ...” “อยากให้เป็นหัวหน้าดูแลต่อไปอีกสักระยะ.. เพราะงานที่ร่วมสร้างขึ้นมานั้น ไม่ใช่งานของงานใด แต่มันคือผลงานขององค์กรอย่างเห็นได้ชัด...”

ผู้บังคับบัญชาได้เพียรถามเป็นรายบุคคล ทั้งในภาระงานที่ควรจะต้องแบ่งให้ผมรับผิดชอบ รวมถึงทิศทางที่จะต้องเดินกันต่อไป แต่ทุกคนก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวอย่างหนักแน่นว่า งานที่ทำกันนั้นเพียงพอ หรือลงตัวแล้ว ถ้าแบ่งไปก็เท่ากับไม่มีอะไรให้ทำเลยก็ว่าได้ ... และนั่นก็เป็นผลพวงที่ผมคิดและจัดวางไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่มารับงานบริหาร พร้อมชี้ชัดว่าทุกคนมี “ภาระงานที่สร้างตัวเองได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีใครมากหรือด้อยไปกว่าใคร และที่สำคัญคือ ภาระที่ได้ไปนั้นเพียงพอต่อการที่ทุกคนจะสามารถเป็นพระเอกของงานนั้น ๆ ได้อย่างไม่ต้องกังขา”
ขณะเดียวกัน, ทุกคนก็เห็นความสำคัญของภาระงานที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ โดยเฉพาะงานพัฒนานิสิตที่ถือว่ากำลังตั้งไข่อย่างเห็นได้ชัด และเมื่อประเมินดูแล้วก็เห็นว่าภายใต้องค์กรนั้นยังไม่มีใครพร้อมที่จะลุกขึ้นมาต่อยอดจากที่เคยริเริ่มไว้อย่างแน่นอน ... ซึ่งบางคนก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า หากยังให้ผมสร้างงานนี้ต่อไป แต่ไม่อยู่ในตำแหน่งบริหารก็สุ่มเสี่ยงกับการล้มเหลว เพราะไม่มีกำลังคนมาช่วยงาน รวมถึงการถอยกลับไปเป็นลูกน้องของลูกน้องก็จะทำให้หลายคนไม่สบายอกไม่สบายใจ และอาจจะหมายถึงช่องว่างในบางเรื่องก็อาจจะเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
และที่สำคัญ หากยังอยู่ตรงนี้ในฐานะลูกน้อง ไม่เพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะลำบากใจ แต่มันหมายถึงคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารก็จะพลอยฟ้าพลอยฝนในชะตากรรมเหล่านี้ไปโดยปริยาย ...
ดังนั้น, พวกเขาจึงยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า หากจะยังอยู่ตรงนี้ต้องอยู่ในตำแหน่งเดิม,
ถ้าไม่เช่นนั้นก็ร้องขอให้ผู้บังคับบัญชาปลดปล่อยผมไปตามที่ผม “ต้องการ” ...
ขณะที่ผู้บังคับบัญชาก็ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีความต้องการให้ผมลาออก แต่ได้ทัดทานแล้ว ...และที่สำคัญคือ การขยับของผม มันหมายถึงการกระทบไปหลายจุดอย่างน่าวิตก ...

นี่คือความเป็นไปเป็นมาในห้องประชุมอันเนิ่นนานยาว งานเก่ารอการขับเคลื่อนต่อยอด
งานใหม่รอการสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรม แต่เราก็ไม่อาจจัดวางอะไรลงได้ ...
นี่คือ น้ำใสใจจริงแห่งความรักที่น้อง ๆ มีให้ผมอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
นี่คือ มิตรไมตรีและความศรัทธาที่ผมได้รับอย่างคาดไม่ถึง เพราะการบริหารงานในช่วงสั้น ๆ นี้ผมพาพวกเขาตะลุยงานกันแทบไม่ลืมหูลืมตา
นี่คือ ความแน่วแน่ของน้อง ๆ ทีมงานที่ยืนยันว่าพร้อมร่วมทุกข์และร่วมสุขกับผมอย่างไม่มีเงื่อนไข
และนี่คือ ของกำนัลอันล้ำค่าที่ได้รับมาหลังโบกมือลาจากสนามรบ !
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม, ในแง่งามของน้ำใจเหล่านั้น ผมกลับเริ่มวิตกขึ้นมาอย่างหนักหน่วง เริ่มรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเป็นต้นตอของปัญหาอย่างเห็นได้ชัด เพราะดูประหนึ่งว่า ภาวะเช่นนี้มันคือการทิ้งภาระหลากหลายไว้กับองค์กร ทิ้งขุนพลไว้ในสนามรบ และทิ้งน้องนิสิตส่วนหนึ่งไว้ท่ามกลางเส้นทางอันเปลี่ยวเหงา ....
ผมไม่อยากมองว่าพวกเขากำลังติดยึดกับบุคคล แต่ก็กำลังทำความเข้าใจและให้อภัยเขาในทำนองว่า “พวกเขากำลังต้องการผู้นำที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ...และภาวะเช่นนี้ยังอยู่ในห้วงของการที่ต้องใช้พลังและจินตนาการ ซึ่ง ณ จุดนี้มันขาดเขินตัวเลือกอยู่มาก ..”
ผมวิตกกังวลอยู่มาก เพราะเกรงว่า สิ่งที่อยู่ในห้องประชุมนั้นจะถูกขยายความไปอย่างผิดเพี้ยน ทั้งในแง่มุมว่าพวกเขาเป็นคน “หัวดื้อ” เป็น “กบเลือกนาย” และผมเองก็เป็น “มาเฟีย” ไปเสียแล้ว
แต่สาบานได้เลยว่า ทั้งผมและพวกเขา เราต่างไม่ได้ซักซ้อมกันมาก่อน ทุกคนพูดด้วยใจและเปิดเปลือยทุกอย่างด้วยใจอันบริสุทธิ์ โดยมีจุดหมายเดียวกันคือความเป็น “องค์กร” ...
จวบจนบัดนี้, ยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวผม ....
บางห้วง ผมรู้สึกราวกับว่ากำลังลอยเคว้งอยู่ในสุญญากาศ
บางเวลาก็ประหนึ่งพลัดหลงเข้าไปอยู่ในวังวนของสนามรบ
บางเวลาผมก็รู้สึกหม่นเศร้า และเปรยกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอันเจ็บปวดราวกับว่า “ผมคือต้นตอของปัญหา” ....ไปเสียแล้ว !
......................
หมายเหตุ
ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ เพียงเพื่อสะท้อนเป็นบทเรียนสำหรับใครอีกหลายคนที่อาจพบเจอกับตัวเองในภายภาคหน้า
ขอบพระคุณและขออภัยมา ณ โอกาสนี้
สวัสดีครับ ขออนุญาต ลปรร ด้วยครับ
ประสบการณ์การเป็นลูกน้องของลูกน้องตัวเอง ผมเคยผ่านมาแล้วครับ และ ปัจจุบันก็กำลังเป็นอยู่
ผมพยายามจะทำใจนะครับ ว่าไม่เป็นไร พยายามเอาธรรมะเข้าข่ม แต่ลึกๆ แล้ว มันก็ทำใจลำบากเหมือนกันครับ
ตอนนี้ผมใช้วิธีหลบ หรือ ถอยออกมา แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองไป
สถานการณ์อาจไม่เหมือนของท่านอาจารย์แผ่นดิน แต่นำมาเล่าให้ฟังแลกเปลี่ยนกันครับ
ท้ายสุด ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
ขอบคุณครับ
เอา พิชัยสงครามซุนวู มาฝากเหล่าขุนพล ครับ (ผมเอง ตอนนี้ก็มีข้าศึก(ทางใจ
)ติดพันอยู่ครับ..แหกด่านเอาสาร พิชัยสงครามมาส่ง ครับ)
เป็นกำลังใจให้นะคะ ใจเย็นๆ ค่อยๆคิดค่ะ
สวัสดีครับ...ท่าน ผอ. (small man)
ตอนนี้ผมเกียร์ว่าง .. เฝ้าดูอย่างห่าง ๆ แต่สะท้อนใจมาก เพราะพรุ่งนี้จะมีคนมาดูงาน แต่ไม่มีการบริหารจัดการอะไรเลย น้องที่เป็นหัวหน้างาน เลยมานั่งคุยว่าช่วยหน่อยครับ, ...
ผมยินดีเต็มที่ แต่ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหากับระบบอยู่มากเลยทีเดียว
ผมได้แต่บอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า สักครู่อะไรต่ออะไรจะดีขึ้นเอง
ขอบพระคุณครับ
....
ตามมาเป็นกำลังใจให้คนทำงานคะ สู้ๆคะ
อยากบอกว่าหลานๆ ในรูปน่ารักเนาะ
อิอิ.
สวัสดีคะอาจารย์
เป็นกำลังใจให้นะค่ะอาจารย์
ป้าหมู..
สวัสดีครับ อ. กวินทรากร
ตอนนี้ก็กำลังทำสงครามกับตัวเองอย่างยกใหญ่ สองสามวันที่ผ่านมา หลายคนเห็นว่าผมเริ่มดูเคว้ง .. เครียดอย่างเห็นได้ชัด น้องหลายคนก็เข้ามาคุยและไปกินข้าวร่วมกัน รวมถึงคุยกันตามปกติ และถกคิดถึงจังหวะแห่งการงานที่ต้องเดินหน้าต่อไป
ผมได้แต่บอกว่า..ไม่ต้องห่วงผม และผมเชื่อว่าทุกคนจะทำอะไรต่อมิอะไรได้ดีไม่แพ้ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้พิสูจน์ตัวเองโดยไม่มีพี่เลี้ยงอย่างผมเหมือนเดิม ..
แต่ก็อย่างว่า...
สภาวะที่เป็นอยู่ยังไม่ชัดเจน และไม่ลงตัว ผมเองก็คงปฏิเสธไม่ได้กับแนวคิดนี้
การรบที่ดีต้องไม่ยืดเยื้อ เพราะการยืดเยื้อนั้นต้องสูญเสียทั้งกำลังรี้พล กำลังเงิน กำลังใจ
....
ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณ แดนไท danthai มาก ๆ
เราเองก็รู้สึกผิด เพราะไม่คิดว่าการก้าวออกมาของตัวเอง จะมีผลกระทบในภาพกว้างถึงเพียงนี้
แต่ยังไง, เรารู้ดีว่าเราตัดสินใจด้วยสติและมีเหตุผลเพียงพอ ... และยังต้องก้าวไปข้างหน้าได้
สวัสดีครับพี่ศศินันท์ Sasinanda
ตอนนี้ก็พยายามใจเย็น ๆ... รอและรอ ...ใจจริงอยากลาพักร้อนไปเลยด้วยซ้ำไป แต่ติดที่ยังต้องช่วยดูอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์แผ่นดิน
สวัสดีครับ พี่ราณี Ranee
อันที่จริงกำลังใจในตัวเองก็เหลืออยู่มากเลยทีเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหงุดหงิดกับภาวะว่างงาน ช่วงนี้นิสิตหลายคนก็เข้ามาพูดคุยและหารือเกี่ยวกับกิจกรรมหลายเรื่องเป็นการส่วนตัว ซึ่งก็พลอยให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้นมาก่ายกองเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้ว, อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ต้องการมากที่สุดก็คือการรู้จุดที่จะต้องยืนที่เป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง
...
ขอบคุณครับ
หวัดีค่ะ..แวะมาเพราะ ชื่อเรื่อง โดนใจ เคยมีความรู้สึกอย่างนี้มาก่อน และกำลังใส่เกียร์ว่างกับงานอย่างหนึ่งอยู่เหมือนกัน เนื่องจากมันดูอึดอัด ยุ่งๆ ก็ลองหยุดดูบ้าง เพื่อดูกันว่าจะเกิดอะไร และกำลังอยู่ในช่วงที่จะต้องคุยกับหัวหน้าเพื่อปรับ และเปลี่ยนงานเพื่อความลงตัว ..เหมือนคุณแผ่นดินเลยอ่ะ... คนทำงานก็อย่างนี้ละค่ะ ..จะ ห่วง ไปหมด กลุ้มใจด้วย รู้สึกเหมือนแบกโลกเอาไว้ ...แต่พบว่าบางครั้งการหยุด หรือบางทีเราเรียกว่าใส่เกียร์ว่าง ก็ทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่าง ...ให้เราได้แน่ใจบางเรื่อง เช่น..อืม ! ไม่มีเราระบบจะเดินไปได้หรือไม่ ...ถ้าเดินไม่ได้ แสดงว่า..ระบบงานนั้นมันอิงตัวบุคคล ..ซึ่งแสดงว่าการสร้างระบบหรือ ทีม ยังไม่ค่อยดี ...หรือ เราเป็นต้นตอปัญหาจริงหรือ? ถ้ามองปัญหาเชิงบวก การมีปัญหา ก็น่าสนุก ยิ่งเป็นตัวปัญหา ยิ่งสนุกมากขึ้น เพราะจะได้ทดสอบ และเห็นปรากฏการณ์ที่เราไม่เคยรู้และไม่เคยเห็นมาก่อนในองค์กรของเรา คนรอบๆตัวเรา..อิอิ..(แต่อย่าบ่อยนัก เพราะเดี๋ยวจะปั่นป่วน ไม่ได้ทำงานทำการกัน) ...เชื่อเถอะค่ะ เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง...Let it be..โลกนี้มีไว้รื่นรมณ์และทายท้า..คนดี ยืนอยู่ตรงไหน ก็จะสรรสร้างก่อเกิดประโยชน์ ต่อผู้อื่นเสมอ....แลกเปลี่ยนเท่านี้นะคะ อยากให้มีความสุข มากๆค่ะ