จากหลักปรัชญาที่เป็นความเชื่อในการเข้าสู่อุดมคติ และเชื่อในเหตุผล และหลักยึดในการดำเนินชีวิต

โดยทั่วไปเรามองความหมายของปรัชญาใน 3 ลักษณะคือ
-เป็นความเชื่อว่าถ้าได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะเข้าสู่จุดที่เป็นอุดมคติในระดับในระดับหนึ่ง
-เป็นศิลปะในการหาเหตุผลที่โยงใยหาเหตุผลได้ว่ามีเหตุผลใดที่จะต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มีหลักทางตรรกะที่ถูกต้อง และ
-เป็นหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินงานดำเนินชีวิตเพื่อให้เข้าสู่จุดสูงสุด

ตามความหมายดังกล่าวแล้วถ้ายกประเด็นตัวอย่างเช่นถ้ามีความเชื่อว่าถ้าบริการให้คนเกิดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยได้จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การให้คนเรียนรู้ตามอัธยาศัยได้ก็มีหลายรูปแบบหลายวิธีที่จะให้เข้าเรียนรู้ด้วยตนเองก็ได้ ให้มีผู้สอนผู้แนะ หรือผสมผสานกันก็ได้ ดังจะเห็นว่าทำให้มีการสร้างสื่อให้มีการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ มีการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตหรือการเรียนรู้ทางไกลได้

แต่สำหรับประทีปถิ่นประเทืองไทย เป็นปรัชญาที่แคบหรือกว้างก็ได้ ถ้าว่าแคบก็ไปสิ้นสุดที่ประเทศไทยเท่านั้น และถ้าว่ากว้างการเป็นประเทียบหรือให้แสงสว่างแก่ท้องถิ่นตีความได้ว่าเท่ากับให้ความรู้ให้ปัญญา แล้วจะมีส่วนโน้มนำให้ประเทศดีขึ้น อาจจะมองว่าไม่ได้เน้นในเรื่องท้องถิ่นแต่ไปเน้นระดับประเทศก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรายึดถือปรัชญาเช่นนี้เรามีความเชื่อเช่นนั้น และก็เป็นเหตุเป็นผลกันก็นำมาเป็นหลักยึด เป็นความเชื่อที่ชี้นำทำให้องค์กรมีเป้าหมายมีหลักชัย ไม่ทำสิ่งเดิมๆ ที่ให้ผลเดิมๆที่ไม่เข้าเป้า และจะทำให้สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ดี เป็นแนวทางที่ยึดมั่น ที่ถือปฏิบัติร่วมกันของบุคคลากร ที่จะต้องมีความตั้งใจว่าจะให้เกิดอะไรขึ้น และที่เกิดขึ้นจริงๆเป็นอะไร ได้เรียนรู้อะไรบ้าง มีแนวทางที่จะปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร แตกต่างจากเดิมอย่างไร และจะบอกประชาสัมพันธ์ให้ใครได้ทราบบ้าง

ในเมื่อมีหลักคิดกันเช่นนั้น ก็จำเป็นต้องฝึกฝนให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ให้เรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ นำปัญหาเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน โดยยอมรับคำวิจารณ์ข้อเสนอแนะต่างๆของผู้อื่น ให้เป็นการสร้างความรู้สึกที่จะต้องคิดแก้ปัญหาร่วมกันได้มีปฏิสัมพันธ์เรียนรู้ร่วมกันไปในตัว

ตราบใดที่มีการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะมีการเรียนรู้อยู่เสมอ การปฏิบัติอาจมีข้อผิดพลาด ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่ถือเป็นการล้มเหลว ไม่ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ต้องตำหนิ ถือเป็นการศึกษาเรียนรู้ เพราะทุกการเรียนรู้มีโอกาสของความล้มเหลว การสร้างสังคมสมานฉันท์ ปรองดอง ที่เข้าใจให้อภัยเป็นส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ได้ดีที่สุด  และจะกลายเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

เลิกสร้างบรรยาการแห่งความกลัว เพราะความกลัวบั่นทอนความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ความคิดแปลกใหม่ การนำแนวคิดใหม่เข้ามาใช้ ต้องช่วยกันขจัดความกลัวในองค์กร 

และที่สำคัญจะต้องมองภาพใหญ่ สร้างเป้าหมายในระยะยาว การทำหลายๆอย่างในขณะเดียวกันก็เสี่ยงต่อความล้มเหลว หรือไม่รอบคอบในการรับปากทำทุกอย่างแต่ทำไม่ได้สักทีเป็นลักษณะที่เป็นการบกพร่องในการเรียนรู้ ทำให้ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และการเอาชนะการแข่งขัน และเข้าสู่เป้าหมายของตนเองได้ยากยิ่ง