เรียนรู้จากครูแดง
อาทิตย์ที่แล้ว ไปประชุมจิตวิวัฒน์ที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้มีโอกาสอันงาม เพราะทางมูลนิธิเชื้อเชิญครูแดง พี่เตือนใจ ดีเทศน์ ผู้หล่อเลี้ยงคนชายขอบ มาเป็นแขกรับเชิญและมอบของที่ระลึกเป็นอาหารสมอง อาหารจิตใหญ่มากมาย นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมวิพากษ์อีกหลายท่าน อาทิ อ.ประสาน ต่างใจ อ.เอกวิทย์ ณ ถลาง พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และทีมขาประจำอีกหลายคน ยิ่งทำให้เกิดอรรถรส ปรุงแต่งให้เอร็ดอร่อยมากขึ้น
คุณครูแดง หรือผมจะขออนุญาตเรียกพี่แดงนะครับ ทำงานใกล้ชิดกับคนชาวเขา (คนชายขอบ) มานานที่ จ.เชียงราย นอกจากนี้ ด้วยรากที่มาดังกล่าว มุมมองโลกทรรศน์ของครูแดงยังบรรจุเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา การมองโลกด้วยความหวัง ความงาม และ can-do attitude อย่างยิ่งยวด
ในสังคมของเรา ด้วยเทคโนโลยีที่มี ทำให้เราสามารถ "เสมือนสัมผัส" กับสิ่งต่างๆมากมาย ที่เคยอยู่ไกล ก็เหมือนอยู่ใกล้ ที่ไม่เคยพบเคยเห็น ก็เปลี่ยนเป็นได้ยินเรื่องราว การ "ปะทะ" ของวัฒนธรรม หรือการ "ประสมรวม" ของประเพณีเกิดขึ้นด้วยความถี่ และความแรง ไปตามบริบทนั้นๆ ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือ เกิดการตระหนักรู้ที่ชัดเจน และเป็นประสบการณ์ตรงมากขึ้น ว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกแคบๆอีกต่อไป แต่เราสามารถยื่นระยางการรับรู้ออกไป และมีคนยื่นระยางเข้ามาในพื้นที่คุ้นชินนของเราได้ตลอดเวลา ในข้อดีนี้เองที่แฝงไว้ด้วย "ความเสี่ยง" ของการรับรู้สิ่งใหม่ๆ เหมือนสมัยโบราณที่เราต้องปรับตัวเข้ากับการมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ รถยนต์ แต่ต่างกันที่ปริมาณ ความเร็ว ความถี่ ของสิ่งใหม่ที่เราเผชิญ ณ ขณะนี้ เป็น scale ที่ดุเดือด รวดเร็ว มากกว่าในอดีตหลายร้อยหลายพันเท่า
ครูแดงเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนปกากญอจะอยู่กันอย่างง่ายๆ สบู่ก็ซื้อถูกๆปีละลัง ใช้ถูตัว สระผม หมดทุกอย่าง เครื่องปรุงอาหารก็ซื้อเกลือมากระสอบ แล้วก็ใช้ไปอย่างนั้นตลอดทั้งปี แต่เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาในหมู่บ้านปกากญอ เริ่มมีตู้เย็น มีทีวี มีไฟฟ้าและเครื่ีองใช้ไฟฟ้า เกิด "demand" มากขึ้นตามระบบสาธารณูปโภค
การปรับตัว ก็เป็นความแตกต่าง เป็นสมดุลใหม่ เป็นสัจธรรม
ดีหรือไม่ดี ก็ไม่มีอะไรที่ชัดเจนพอจะบอกได้ เพราะมนุษย์นั้นมีศักยภาพในการ "ปรับตัว" สูงมาก และผลที่ตามมามักจะซับซ้อน ปะปนกันทั้งความสะดวกสบายและความทุกข์
บางครั้งเราก็จะมาถึงจุดที่เราเองก็เกิดความไม่แน่ใจว่า "ความซับซ้อน ความยากของชีวิต มันทำให้เราสุขหรือทุกข์เพ่ิมขึ้นลดลงอย่างไร" อีกต่อไป เพราะองุ่นในมือของเรา ยังไงๆก็มีรสค่อยๆหวานขึ้นๆ ความคุ้นเคยก็ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นได้
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการทีครูแดงเล่าให้ฟังก็คือ การทำงานท่ามกลางความคิดเห็นที่หลากหลายแตกต่าง
ครูแดงทำงานเป็นสมาชิกวุฒิสภา และได้มีส่วนในการร่างและรับรองกฏหมายมากมาย กฏหมายแต่ละฉบับมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะมาก และซับซ้อนเกินกว่าคนธรรมดาจะคาดคิด ท่ามกลางการเกี่ยวพันที่ซับซ้อนนี้เองที่ทำให้มี conflict ทางอุดมคติ ทางผลประโยชน์ และทางหลักการว่าจะทำงานอย่างไรจึงเกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด อย่างที่เราเคยได้ยินกันมา ที่เขาเตือนๆกันว่าในวงสนทนาอย่าพูดเรื่องการเมือง เรื่องศาสนา ในการทำงานที่ครูแดงต้องทำก็เช่นกัน มีหลายๆเรื่องที่ความคิดสามารถแตกต่างได้เยอะมาก แต่ครูแดงก็บอกว่า เธอใช้วิธีคิดว่า คนเราทุกคน ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี ฉะนั้นสิ่งที่ทำแตกต่างกันนั้น น่าจะเป็นเพราะมันมี "ข้อดี" อะไรบางอย่างที่คนทำกำลังคิดอยู่ และคนเราจะยังไงๆ ก็มีความดีอยู่ในตัวเอง อย่างน้อยๆก็ต่อลูกเมีย เป็นสามี เป็นพ่อที่ดี
พอคิดได้อย่างนี้ เราก็สามารถ "ฟัง" เขาได้ไปตลอดรอดฝั่ง โดยไม่จี๊ด ไม่หงุดหงิดเสียก่อน ก็จะร่วมมือกันทำงานต่อไปได้

ครูแดงจะเป็นคนทีมองเห็นโลกที่สวยงาม จึงใช้ชีวิตสวยงาม เรียบง่าย เพราะความงามอยู่เป็นพื้นฐานการมอง การคิด และความรู้สึกอยู่แล้ว ไม่ต้องไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญความงามที่แห่งหนตำบลใด ก็งามได้ทุกที่ ทุกเผ่า ทุกภูเขา
![]()
ครูแดงให้ข้อคิดว่า ถ้าเรามองเห็นแต่ข้อไม่ดีของเขา เราก็จะไม่สามารถทำงานร่วมกับใครได้ ตรงกันข้ามถ้าเราพยายามมองหาข้อดีของคน ในที่สุดเราก็จะเปิดรับ และเข้าใจเขามากขึ้น กลายเป็นพวกเดียวกัน กลายเป็นเพื่อนร่วมงานได้ งานที่สำคัญๆ ที่รอคนมาทำ ก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้ ไม่มาถูกขัดขวางเพราะ personal conflict หรือร่องรอยความฝืดของตัวบุคคล ประโยชน์แห่งส่วนรวมก็จะถูกทำต่อๆไปเรื่อยๆ
ครูแดงเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่ง เคยมีการนำเอาพืชผักบางอย่างมาลองปลูกในพื้นที ปรากฏว่าเกิดผลข้างเคียง ทำให้พืชพันธุ์ข้างเคียงล้มตาย และปลูกใหม่ไม่ได้ แทนที่ครูแดงจะใช้วิธีหาตัวคนทำผิด ก็ใช้วิธีพาคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เล่าว่าเป็นผลข้างเคียงจากอะไร คนที่นำเอาพืชผักมาทดลองปลูกพอเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ บอกว่า เขาไม่เคยคิดมาก่อน และไม่ทราบเลยว่าผลจะเป็นแบบนี้ สุดท้ายก็เป็นคนรับไปจัดการ ปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสมเอง โดยไม่ต้องเกิดเสียความรู้สึก หรือว่าทะเลาะ โกรธกัน
คุณกวินทรากรครับ
นึกภาพอันอีนุงตุงนังออกเลยนะครับ ขนาดในตัวยังพันกันยุ่งเหยิง ตัวตนตีกัน นับประสาอะไรจะมีเวลาไปฟังคนอื่น ก็ต้องใช้ชีวิตจาก reflex ของ spinal cord ไปวันๆเท่านั้น
แต่มนุษย์นั้นคงจะ "ไม่จำเป็น" ต้องทำแบบนั้น ขอเพียงมี "สติ" อยู่กับตัว สามารถบอกได้ว่า ณ ขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ ควรจะทำอะไร ไม่ควรจะทำอะไร
หลายคน ยังมอง เรื่องการ "เชื่อมโยง" bonding กับ ทุกสรรพสิ่งไม่ออก ...เรื่องแบบนี้ มันยากส์ จริงๆ แต่ ก็ต้อง สอนกัน แนะ กันไปเรื่อยๆ
เรายังเข็มขัดสั้นกับชีวิตกันมาก
ยังไม่ค้นพบ Microcosm
... คนไร้กรอบ.....
(มายืมเครื่อง Fisherman ใช้ครับ)
อ.วรภัทรครับ
พูดถึง "งาน" ก็คือ "ไม่รู้จักจบ" จริงไหมครับ ท่านพุทธทาสเปรียบการทำงานเหมือนการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมน่าจะเป็นวิถีชีวิต เป็นมรรคา
ผมคิดว่า "วาระ" ที่คนมองเห็นนั้น เป็นเพียงแต่ละคนยืนอยู่คนละตำแหน่งบนวิถี เป็นเรื่องที่เมื่อถึงเวลา จากยากก็กลายเป็นง่าย จากไม่รู้กลายเป็นรู้ ทั้งนี้็คงจะเป็นการผสมผสานกันของวิบาก กรรม และเจตจำนงอิสระ ของแต่ละปัจเจกบุคคล ยกตัวอย่างตอนเป็นนักเรียนแพทย์ (นานมาแล้ว) เข้าช่วยทำผ่าตัดไส้ติ่งกับพี่ๆ มองอะไรก็เหมือนกันหมด แยก fat tissue, omentum ออกจากกันไม่ได้ ประสาอะไรกับไส้ติ่ง พอเข้าไปฝึกเป็นศัลยแพทย์ ทำบ่อยๆ ใคร่ครวญพิจารณาบ่อยๆ ชั้นพังผืด เส้นเอ็น ไขมัน ลำไส้ มันค่อยๆ "ชัดขึ้น" และ "ง่ายขึ้น" ในการมองเห็น และเข้าใจ
มีคนบางคนก็ผ่าเก่งเป็นเร็วกว่าคนอื่น ผมคิดว่าอาจจะเป็น "บารมี" ที่สั่งสมมาแต่ก่อน บางคนก็ฝึกฝนอยูนานกว่าคนอื่น ก็เข้าใจไม่ได้สักที ไม่ใช่เพราะโง่เซ่อ เพราะในเรื่องอื่นๆที่เขาสนใจ ก็ทำได้ดีกว่าคนจำนวนมากเช่นกัน สรุปแล้วคนเรามีส่วนที่ทำให้หนทางซึ่งมีหลายแพร่ง หลายแยกนั้น มีความโล่งสะดวกกันคนละทางสองทาง ก็เป็นเรื่องธรรมดา