ถ้าเทียบกับเด็กๆ รุ่นเดียวกันที่ ตำบลท่ายาง  อำเภอเมือง  จังหวัดชุมพร ผมถือเป็นลูกคนรวยหรือคนมีฐานะ     แต่ก็เป็นฐานะแบบคนบ้านนอก  คือปากกัดตีนถีบไปวันๆ     พ่อแม่ผมเป็นคนขยันทำมาหากินสร้างฐานะ    ไม่เล่นการพนันและอบายมุขอื่นๆ    ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย     แต่ก็มีคติประจำตระกูลว่าไม่หาเลี้ยงชีพโดยการเบียดเบียนคนอื่น หรือเบียดเบียนสังคม

         แต่เมื่อเทียบกับญาติพี่น้องอีกจำนวนมากของพ่อ ครอบครัวเราถือว่ายากจนกว่ามาก    ยิ่งมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ไปเห็นบ้านของเพื่อน ก็ยิ่งรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัว ว่าเราเป็นคนจน

         เมื่อเป็นหมอ พ่อแม่และญาติๆ หวังจะให้ผมสร้างฐานะ เป็นหมอที่ดีด้วยและร่ำรวยด้วย      ในเรื่องนี้ผมจัดเป็นลูกที่สร้างความผิดหวังให้พ่อแม่     ผมบอกตัวเองและภรรยาว่าผมจะดำเนินชีวิตเป็นนักวิจัยนักวิชาการ ซึ่งจะค่อนข้างยากจน    และเราสอนลูก ว่าเราเป็นหมอที่ยากจน ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด

         ชีวิตของผมสอนให้ผมชอบสังเกตคนบ้านนอก เกษตรกร และคนที่เรียกตัวเองว่าคนจน     ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ     ยิ่งมีรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาความยากจน ผมยิ่งมีโอกาสเรียนรู้เรื่องสาเหตุของความยากจนมากขึ้น     เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ผมได้เรียนรู้จากวิทยานิพนธ์ของ รศ. ทพ. ดร. อุดม ทุมโฆษิต แห่งนิด้า ว่าคนจนนั้นยากจนเพราะเขาขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐ หรือบริการสาธารณะ     อาจารย์หมอประเวศบอกว่าคนจนยากจนเพราะโครงสร้างทางสังคมทำให้เขาเป็นคนจน

         ตอนเด็กๆ ที่บ้านผมคิดว่าคนจนจนเพราะไม่เรียนหนังสือ เพราะขี้เกียจ เพราะไม่ซื่อสัตย์ เพราะลุ่มหลงอบายมุข     ผมจึงถูกฝึกให้ห่างไกลจากเรื่องเหล่านั้นสุดฤทธ์     ซึ่งก็ได้ผล    แต่เมื่อโตขึ้น อายุมากขึ้น ผมเกิดความรู้สึกว่า ความเชื่อสมัยเด็ก ว่าคนจนจนเพราะไม่เรียนหนังสือ เพราะขี้เกียจ เพราะไม่ซื่อสัตย์ หรือเพราะลุ่มหลงอบายมุข นั้นถูกต้องสำหรับคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น     คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น   

         ตอนมาทำงานด้านการจัดการความรู้ ผมได้กลับเข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านมากขึ้น     และเกิดมุมมองอีกแบบหนึ่ง     ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีหนี้สินหรือยากจนทั้งๆ ที่ขยัน     เพราะโครงสร้างของความรู้เป็นสาเหตุ     ชาวบ้านอยู่ในสภาพคล้ายๆ ถูกหลอก     หลอกให้ใช้ความรู้ที่คนอื่นหยิบยื่นให้    ชาวบ้านคนไหนไม่เชื่อข้าราชการที่มาบอกให้เชื่อให้ทำ จะถูกว่าหัวหมอ     คนที่เชื่อก็ได้รับคำชมว่าหัวอ่อน     ชาวบ้านได้รับคำบอกว่า ตกอยู่ภายใต้วงจร “จน เจ็บ โง่”    คนที่มีการศึกษาตามระบบน้อย ถูกกำหนดว่าเป็นคนไม่มีความรู้     ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของคนที่มีความรู้

         ชาวบ้านทั่วไปถูกกำหนดให้ไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเอง     เป็นคนที่ง่ายต่อการปกครอง     ซึ่งอาจจะดีในสถานการณ์หนึ่ง     แต่ในปัจจุบัน สภาพความเชื่อเช่นนี้เป็นจุดอ่อนของการเข้าสู่ยุคสังคมที่มีความรู้เป็นฐาน     เป็นพื้นฐานรากเหง้าของความยากจนของคนที่ไม่ควรจะยากจน

         ชาวบ้านหลายท้องที่ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาสามารถสร้างความรู้ขึ้นใช้เองได้    ดังตัวอย่างนักเรียนโรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรี  นครสวรรค์ และที่อื่นๆ     เกษตรกรในเครือข่ายเกษตรปลอดสารพิษ  จ. พิจิตร เป็นต้น

         การจัดการความรู้ คือเครื่องมือปลดปล่อยผู้คนออกจากโครงสร้างความรู้ที่ครอบงำผู้คน    เป็นสาเหตุใหญ่อย่างหนึ่งของความยากจน

วิจารณ์ พานิช
๔ มี.ค. ๕๑