2.1.1.1. คนที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

                                     การมีสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตนั้น กฎหมายพิจารณาจากสายโลหิตเป็นสำคัญ โดยปกติแล้ว การเกิดนอกดินแดนหรือ(ราชอาณาจักร)จะไม่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของการมีสัญชาติตามหลักสืบสายโลหิต โดยสายโลหิตที่ว่านี้อาจเป็นสายโลหิตบิดาหรือมารดาก็ได้ แต่โดยปกติแล้วนานาประเทศมักจะถือหลักสืบสายโลหิตบิดาเป็นสำคัญ โดยถือว่าบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว( father familiars) ซึ่งเป็นหลักที่มีรากฐานมาจากกฎหมายโรมัน การมีสัญชาติโดยการเกิดซึ่งสามารถจำแนกได้ในสองกรณีอาทิ การมีสัญชาติตามหลักสืบสายโลหิตและการมีสัญชาติตามหลักดินแดน  ซึ่งในบทนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษา กฎหมายไทยยอมรับหลักการมีสัญชาติไทยทั้งสองหลักการนี้ หรือไม่? ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้

                                     ก. การมีสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิต(jus sanquinis)

                                          ผลการศึกษาพบว่าบุคคลที่จะได้มีสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิต(jus sanquinis)เป็นข้อเท็จจริงที่กฎหมายรับรองให้เป็นเหตุของการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดจากสายโลหิตซึ่งมีอยู่สองกรณีด้วยกันกล่าวคือ  สายโลหิตจากบิดา และสายโลหิตจากมารดาก็ได้ ซึงผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้

 

·       หลักสืบสายโลหิตจากบิดา

                                          จากการศึกษาผู้เขียนพบว่า บุคคลที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตนั้นจะต้องฟังได้ว่ามีข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ ประการแรก ผู้นั้นจะต้องปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายในขณะที่เกิด และ ประการที่สอง ผู้นั้นจะต้องมีบิดาที่มีสัญชาติไทยอยู่แล้วในขณะที่เกิด[1] องค์ประกอบสองข้อนี้มีความสำคัญมากอันจะขาดเสียมิได้ หากขาดข้อหนึ่งข้อใดเสียแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิต องค์ประกอบทั้งสองนี้สามารถอธิบายได้ดังนี้

                                        ประการที่หนึ่ง คำว่า เกิดตามกฎหมายสัญชาตินั้นหมายถึง การคลอดจากจากครรภ์มารดาแล้วเป็นทารก ตามมาตรา15 วรรคแรกแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[2] หาได้หมายถึงการปฏิสนธิไม่ อนึ่ง มีข้อสังเกตว่าในอดีตกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของไทยฉบับแรกคือ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 มาตรา 3 วรรค 1 [3] ใช้คำว่า กำเนิดแทนคำว่า คลอดทำให้นักกฎหมายบางท่านตีความว่า ได้กำเนิดหมายถึง เมื่อเด็กปฏิสนธิในครรภ์มารดา[4] แต่เมื่อกฎหมายว่าสัญชาติที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้คำว่า เกิดแทน จึงหน้าจะเข้าใจว่าหมายถึงการคลอดตามมาตรา 15 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ดังนั้น การพิจารณาว่าบุคคลใดจะมีสัญชาติไทยโดยสืบสายโลหิตตามบิดาหรือไม่จะต้องพิจารณาว่า ในขณะที่ผู้นั้นเกิดบิดาของผู้นั้นมีสัญชาติไทยหรือไม่ หากปรากฏว่าขณะเกิดบิดามีสัญชาติไทย แม้ว่าภายหลังบิดาจะไม่มีสัญชาติไทยอีกต่อไปก็หากมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ที่บุตรได้สัญชาติไทยไม่

                                        ประการที่สอง ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ คำว่า บิดา[5] ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาตินั้นหมายถึง บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นจะต้องปรากฏขณะหรือก่อนบุตรเกิด หมายความว่า บิดามารดาต้องจดทะเบียนสมรสก่อนบุตรเกิดจึงจะมีผลทำให้บุตรได้รับสัญชาติไทย[6] และอาจได้สัญชาติไทยก็ได้[7] การจดทะเบียนภายหลังก็ดี บิดารับรองบุตรก็ดี ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี หามีผลทำให้บุตรที่เกิดได้รับสัญชาติโดยหลักสืบสายโลหิตตามบิดาไม่ หลักที่ว่าบิดาจะต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายขณะหรือก่อนบุตรเกิดนั้นเป็นหลักที่ศาลไทยยึดถือมาโดยตลอด[8]    

·       หลักสืบสายโลหิตจากมารดา

                           ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายสัญชาติไทยว่าเด็กที่เกิดมาจะได้สัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดา หรือ ไม่ในขณะที่เกิดนั้นไม่ปรากฏดามารดาที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรืออีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนต่างด้าวหรืไร้สัญชาติซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาดังต่อไปนี้

                             จากการศึกษาพบว่ากฎหมายว่าด้วยสัญชาติไทยในอาดีตตั้งแต่ พระราชยัญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456, พ.ศ. 2495, พ.ศ. 2508, และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551  นั้นได้ยึดถือหลักสืบสายโลหิตของมารดาเป็นบทรองจากหลักสืบสายโลหิตของบิดา กล่าวคือ กฎหมายจะกำหนดข้อเท็จริงเพิ่มเติมอันเป็นเงื่อนไขที่จะได้รับสัญชาติไทยโยดหลักสืบสายโลหิตของมารดา ตามมาตรา๗ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508[9] และได้มีการแก้ไขในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2551 ซึ่งโรดดูในเชีงวรรคที่14ข้างบน

                          ข.การมีสัญชาติไทยตามหลักดินแดน(jus soli)  

                             การได้สัญชาติไทยอีกวิธีหนึ่งที่มีความสำคัญเคียงคู่กับหลักสายโลหิตตลอดกล่าวคือ หลักดินแดน(jus soli) การได้สัญชาติโดยหลักดินแดนนั้นหมายความว่า บุคคลใดก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลผู้นั้นย่อมได้สัญชาติไทย ตัวย่างในกรณี ของนาย บูรพาเกิดในประเทศไทยจากมารดาที่เป็นไทย และบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีสัญชาติลาว นายบูรพาจึงมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน[10] โดยหาต้องคำนึงถึงสัญชาติของบิดาและมารดาด้วยไม่ การที่บิดาหรือมารดาไม่มีสัญชาติไทยหรือเป็นคนไร้สัญชาติหาได้มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญชาติของบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรไทยไม่ (เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของหลักดินแดน) ผลจากศึกษาผู้เขียนพบว่ากฎหมายไทยนับแต่อาดีตจนถึงปัจจุบันกฎหมายไทยได้ยอมรับหลักการการได้สัญชาติตามหลักดินแดนมาตลอด เช่นประเทศไทยได้มีกฎหมายว่าด้วยสัญชาติเป็นฉบับแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเก้าเจ้าอยู่หัว คือ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2456 มาตรา 3 บัญญัติว่า บุคคลเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเป็นคนไทยคือ บุคคลผู้ได้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยาม[11] เรื่อยมาจนถึงประกาศใช้กฎหมายสัญชาติฉบับที่สองเมื่อปี พ.ศ. 2495[12] ต่อมาก็ได้มีการประกาศใช้กฎหมายสัญชาติฉบับที่สามเมื่อปี พ.ศ. 2508 ในมาตรา 7 ได้บัญญัติไว้ว่า บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด(๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง จนกระทั้ง มาถึงปี พ.ศ. 2551 ก็ได้มีการดัดแปลงแก้ไขเพิ่มและได้มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายสัญชาติฉบับที่4

                                    ผ่านจากการศึกษาค้นคว้าตามกฎหมายตามข้อเท็จจริงแต่อดีตจนถึงปัจจุบันผู้เขียนจึงสามารถสรุปได้ว่ากฎหมายไทยได้ยอมรับหลักการ การได้สัญชาติโดยการเกิดและภายใต้เงื่อนไขตามข้อเท็จจริงถึงแม้ว่าบิดามารดาจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม บิดามารดาจะเป็นคนต่างด้าวหรืไม่ก็ตามและบุตรจะเกิดในราชอาณาจักรไทยก็ตามก็จะได้สัญชาติไทยภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยสัญชาติและตามคำประกาศของกฎกระทรวง



[1]มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง

[2]หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, กทม. : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2527, น.145

[3]มาตรา 3 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456                       

               “บุคคลเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเปนคนไทย คือ

               (๑)      บุคคลนั้นได้กำเนิดแต่บิดาเปนคนไทย แม้เกิดในราชอาณาจักรก็ดี เกิดนอกพระราชอาณาจักรก็ดี

               (๒)      บุคคลนั้นได้กำเนิดแต่มารดาเปนคนไทย แต่ฝ่ายบิดาไม่ปรากฎ

               (๓)      บุคคลผู้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยาม

               (๔)      หญิงผู้ได้ทำงานสมรสกับคนไทยตามกฎหมายประเพณี

               (๕)      คนต่างประเทศผู้ได้แปลงชาติมาถือเอาสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติ

 

[4]หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล,น.35

[5]มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติไว้ว่า ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕0๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่๒) พ.ศ. ๒๕๓๕

คำว่าบิดาตาม (๑)ให้หมายรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้เกิดตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แม้ผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนรับรองผู้เกิดเป็นบุตรก็ตาม

[6]มาตรา 7 (2)  พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508           

                 “ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ

[7]มาตรา๗ วรรค แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘. ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑. ซึ่งได้ใช้ข้อความต่อไปนี้ว่า ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักไทยในถานะใด ภายใต้เงื่อนไขใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ถือว่าผู้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

[8]รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนานิช, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, ภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,พ.ศ. 2548,น.14

[9]มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508  บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง

[10]รองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คำอธิบายกฎหมายสัญชาติไทย, พิมพ์ครั้งที่4,กรุงเทพฯ : วิญชน,2548.น.80

[11]มาตรา 3 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456                       

               บุคคลเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเป็นคนไทย คือ

               (๑)      บุคคลนั้นได้กำเนิดแต่บิดาเปนคนไทย แม้เกิดในราชอาณาจักรก็ดี เกิดนอกพระราชอาณาจักรก็ดี

               (๒)      บุคคลนั้นได้กำเนิดแต่มารดาเปนคนไทย แต่ฝ่ายบิดาไม่ปรากฎ

               (๓)      บุคคลผู้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยาม

               (๔)      หญิงผู้ได้ทำงานสมรสกับคนไทยตามกฎหมายประเพณี

               (๕)      คนต่างประเทศผู้ได้แปลงชาติมาถือเอาสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติ

[12]มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 บัญญัติว่าบุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

                  (3) ผู้ที่เกิดในราชอาณาจักร