สารสนเทศกับการศึกษา
ในปัจจุบันสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ สำ หรับในระบบการศึกษาก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและสารสนเทศเช่นเดียวกัน โดยหน่วยงานทางการ ศึกษาที่เกี่ยวข้อง ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเสริม ประสิทธิภาพ ในการผลิต การจัดเก็บ การให้บริการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ มาใช้ในการกำหนด นโยบาย การวางแผนพัฒนาการศึกษา การบริหารการศึกษา และการจัด การศึกษา ให้เป็นระบบมี รูปแบบ และมีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยี ในการเรียนการสอนในทุกระดับ การศึกษา โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด พัฒนาระบบข้อมูลอย่า เป็น ระบบ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกันกับแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู อาจารย์ และประชาชน ทั่วไปสามารถใช้บริการข่าวสารข้อมูลได้อย่าง กว้างขวางและรวดเร็ว (แผนพัฒนาการศึกษา แห่งชาติฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540-2544 ม.ป.ป.: 96-97)
โรงเรียนเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานทางการจัดการศึกษาทุกระดับ ที่จะต้องนำ ข้อมูลสารสนเทศ ไปใช้ในการจัดการศึกษา หากไม่ได้จัดเก็บข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ ไม่ถูกต้อง ไม่ทันเหตุการณ์ และไม่ เพียงพอ ย่อมจะส่งผลให้การบริหารงานของหน่วยงานลดประสิทธิภาพลง หากมีการนำ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผล และจัดระบบสารสนเทศ ทำให้การบริหารการจัด การศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ ถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัยจากผลการบริหารโรงเรียนตามแนวปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ระบบข้อมูลไม่สามารถสนองตอบความต้องการของผู้รับบริการ ข้อมูลและสารสนเทศของโรงเรียนขาดความสมบูรณ์ ในเรื่องความ ถูกต้อง ความครอบคลุม ความทันสมัย และสะดวกต่อการนำ ไปใช้ และขาดการ นำ ข้อมูลสารสนเทศ ไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ (สำ นักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ 2540:19 ) และสภาพความเป็นจริงในขณะนี้ การจัดเก็บข้อมูล และการนำ ข้อมูลไปใช้ ของโรงเรียนในสังกัด ยังไม่ มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ส่วนมากจัดเก็บเป็นเอกสาร ไม่สะดวก ในการนำไปใช้ และยังไม่มี การนำ โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดระบบข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ ประกอบ กับปัจจุบันได้มีการจัดสรรครุภัณฑ์คอมพิวเตอร ์ให้แก่โรงเรียนประถมศึกษา ทั้งในโรงเรียนขยาย โอกาส และโรงเรียนปฏิรูป และมีแนวโน้มว่าโรงเรียนอื่น นอกจากนี้ก็จะได้รับจัดสรรครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการบริหารต่อไป ผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้ รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับจังหวัด มีความต้องการที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การบริหาร โรงเรียนในสังกัด สำ นักงานการประถมศึกษาจังหวัด เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้จัดทำ วิจัยเรื่องนี้ขึ้นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กระจายอำ นาจบริหาร และการจัดการ ศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป ไปยังสถานศึกษาโดยตรง (ม.39) ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าสถานศึกษาได้จัดการศึกษา อย่างมีคุณภาพ จึงได้จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐาน การศึกษา ที่ประกอบด้วยระบบการประเมินคุณภาพ ภายในและระบบการประเมินภายนอก ทั้งนี้ให้สถานศึกษา ถือว่า การประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษานั้น เป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการบริหารการศึกษา ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำ รายงานประจำ ปี เสนอต่อ หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อเตรียมรองรับการ ประกันคุณภาพภายนอกสำหรับการประกันคุณภาพภายนอกนั้น สถานศึกษาจะต้องได้รับการประเมินคุณภาพจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินผลการศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนอย่างน้อยครั้งหนึ่งในทุก ห้าปี (ม. 49) ทั้งนี้ให้สถานศึกษาจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ตลอดจนให้บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาน ศึกษา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่พิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของ สถานศึกษา ตามคำ ร้อง ขอของสำ นักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ม. 50)จากนัยสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวดที่ 6 ดัง กล่าวจะเห็นได้ว่า หากสถานศึกษายังจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศด้วยมือในรูปของแฟ้มเอกสาร ทำ ให้ข้อมูลไม่ครอบคลุม ทันต่อเหตุการณ์ ไม่สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาพัฒนาคุณภาพการ ศึกษาในสถานศึกษานั้นได้ นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดความยุ่งยาก เมื่อต้องรับการประเมินภาย นอกจากสำ นักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
ช่วย ๆ กันแสดงความเห็นกันหน่อย
เป็นการร่วมมือกันทุกส่วนที่เกี่ยวข้องสำหรับพัฒนาสถานศึกษาตามบริยทที่เกี่ยวข้อง