กลับจากชุมชนมาถึงบ้าน ก็พบว่า ลูกชายและสามีเข้านอนกันหมดแล้ว ฉันก็จัดการกับตัวเองแล้วเข้านอน ด้วยสังหรณ์บางอย่าง ทำให้ก่อนเข้านอน ฉันต้องทบทวนอีกรอบว่า เรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นมามีอะไรที่ยังต้องทำต่อ ก็พบเพียงแต่ว่า ฉันยังไม่ได้ข้อมูลเลยว่า ปฏิสัมพันธ์อะไรจากพยาบาลของฉันที่ทำให้มีคำพูดว่า "ดีที่เป็นผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายคงต้องคุยกันยาว" ส่วนเรื่องของชุมชนไม่พบปมว่าจะมีเรื่องอะไรค้างคาใจที่น่าจะต้องเป็นห่วง แล้วฉันก็เข้านอน
วันต่อมา เป็นวันที่ร.พ.นัดหมายทีมนำ PCT หัวหน้าหอ-หัวหน้างาน และ ทีมคุณภาพ ไปทำแผนเป็นวันที่ 2 (วันแรกทำมาก่อนหน้านี้ 5 วันแล้ว จบลงที่การรับนโยบายและร่างวิสัยทัศน์กันใหม่ วันนี้ไปต่อทำแผนระดับทีมนำ) และในขณะเดียวกัน พยาบาลสาวของฉัน 3 คนก็พากันไปให้บริการที่ชุมชนที่ฉันเล่าถึง
เวลา 9 น.กริ๊ง...........กริ๊ง...........กริ๊ง........เมื่อรับสาย ก็มีเสียงปนกังวลของน้องพยาบาลพูดมาว่า "หมอ หนูปรึกษาหน่อยจะให้อยู่บริการต่อไหม ตอนนี้มีเรื่องทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้นที่นี่"
เอาละซิ นี่ไงสังหรณ์เมื่อคืน ฉันจึงคุยกลับไปว่า "ใครทำร้ายใคร เกิดเมื่อไรกัน ใจเย็นๆ เล่าให้ฟังอีกที"
น้องคนที่ 1 "กำลังจะเปิดงาน ประธานชุมชนก็มาแล้ว กำลังจะลงมือบริการ อยู่ดีๆก็มีคนเข้ามาทำร้ายร่างกายคนที่อยู่ในงาน มีคนบาดเจ็บมากด้วย คนเจ็บกำลังจะถูกนำส่งร.พ.น้องๆของเทศบาลกำลังมาเคลียร์เหตุการณ์ หนูเลยไม่แน่ใจว่าจะอยู่บริการต่อดีไหม เพราะดูเหมือนเขาไม่เต็มใจให้เราอยู่บริการ"
ฉัน "เมื่อคืนหมอไปหาประธานชุมชนแล้วกับพี่อี่ และพี่สาว ไม่มีอะไรนี่ เขาเข้าใจแล้วว่า เราจะเข้าไปให้บริการคนในชุมชน ใครจะมีอะไรกันก็ปล่อยเขาไป เราทำงานของเราต่อไป ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยว ไม่ต้องถอยกลับ ถ้าถอยกลับ จะกลายเป็นว่า เราอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เราต้องยืนยันฐานะเราว่า เราอยู่ตรงกลาง"
น้องกล่าวตอบมาด้วยความไม่สบายใจ " หนูไม่ค่อยมั่นใจ แต่เมื่อหมอยืนยันให้อยู่ หนูก็อยู่ค่ะ"
ฉัน "ทำงานของเราไป ไม่เป็นไรหรอก ยิ่งถอนกันกลับยิ่งเสีย ตอนนี้สถานการณ์เราอยู่ระหว่างเขาควายนะ ไม่ได้ตั้งใจเอียง ก็เจ็บตัวได้ มีอะไรให้โทรมาบอกเป็นระยะๆได้นะ"
แล้วฉันก็ส่งลูกให้น้องอี่ หัวหน้าพยาบาล PCU รับรู้ เพื่อรับลูกคุยต่อ
11.00 น.กริ๊ง.........กริ๊ง.........กริ๊ง........เสียงอีกสายหนึ่งก็เข้ามา
น้องคนที่ 2 "หมอค่ะ มีเรื่องตบตีกันค่ะ แล้วนี่หนูเป็นห่วง เพราะตอนที่เขามีเรื่องกัน ดูเหมือนเรากำลังถ่ายรูป จะมีความรู้สึกไม่ดีอะไรกับเราไหมนี่ มีรูปบางรูปอาจจะติดแบคกราวน์เรื่องที่เกิดโดยไม่ตั้งใจด้วย เพราะเราเผลอไปถ่ายไว้ หนูกลัวจะถูกเข้าใจผิดมากเลย"
ฉัน "ไม่เป็นไร ทำงานไปก็แล้วกัน แล้วเธอช่วยบอกน้องด้วยว่า หมอจะขอดูภาพในกล้องภายในวันนี้นะเมื่อกลับจากทำงานกันแล้ว แล้วค่อยแก้ปัญหากัน"
น้องคนที่ 2 "หมอ หนูไม่อยู่แล้วนะค่ะ หนูไม่สบายใจ ขอกลับบ้านก่อน" แล้วเธอก็วางสาย
แวบหนึ่งหลังจากวางสาย ฉันรู้สึกไม่สบายใจ เพราะในยุคของการกระหายข่าว ดีไม่ดี หากมีนักข่าวอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เกิดมีภาพที่เสียหายแพร่ออกไป คนของฉันจะถูกกล่าวหาว่า เป็นคนให้ข่าวได้ ฉันจึงเดินไปหาน้องอี่ บอกเรื่องราวให้ฟัง และให้ติดต่อไปที่น้องๆว่า ฉันจะให้นำกล้องกลับมาที่ทำงานหลังเลิกงาน และขอให้ทุกคนอยู่ทำ AAR กับฉัน แล้วฉันจึงโทรศัพท์ไปหาน้องคนแรกและถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ดำเนินไป ก่อนสั่งว่า
"ให้น้องทุกคนที่ยังคงทำงานอยู่ ไปที่บ้านประธานชุมชน เชิญมาปิดงานก่อนคนที่มารับบริการจะกลับกันหมด และให้ปรึกษาเรื่องภาพในกล้องว่า เราไม่แน่ใจว่า มีภาพไหนที่เขายินดีจะให้เราไว้ใช้ต่อได้ ให้เขาช่วยดูให้ด้วย หากพบภาพไหนที่เขาไม่ชอบใจ ให้เขาช่วยเลือกลบให้เราด้วย เราอยากให้เขาสบายใจว่าเราให้เกียรติเขา เราไม่เจตนาที่จะบันทึกภาพใดๆที่ชุมชนเสียหายไว้"
ช่วงบ่ายวันนั้น ไม่มีเสียงตามสายมาอีกเลย จนกระทั่งเลิกประชุม ช่วงเย็นเราทำ AAR ฉันได้พบข้อมูลบางอย่างที่เป็นเรื่องเกินความคาดหวังของฉัน ดังนี้
- น้องพยาบาลลงไปทำงานในชุมชนนี้ โดยไม่รู้ข้อมูลใดๆของชุมชนนี้เลย และไม่ได้ศึกษาข้อมูลชุมชนก่อนรับปากลงไปทำงาน เหตุที่ไม่ศึกษาข้อมูลเพราะ คิดว่า ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ศูนย์สาธารณสุขเทศบาล และเราไม่ได้ลงไปดูแลเต็มตัว จึงไม่กล้าถามหาข้อมูล
- การลงไปบริการครั้งนี้ เกิดจากกลุ่มแกนนำ อสม. เห็นว่า เป็นเรื่องดี จึงขอให้ลงไปจัดให้บ้าง พยาบาลของฉัน วางใจว่า เมื่อได้รับเชิญให้ไปจัดบริการ ตัวเองก็ไม่ต้องไปประสานงานใดๆ เพราะผู้เชิญ คือ อสม. จึงคิดว่ากระบวนการนี้ เป็นเรื่องภายในของชุมชนเอง ที่ทำความตกลงกันมาแล้ว
- พยาบาลของฉันยังไม่มีทักษะที่จะดักจับประเด็นที่ผิดปกติในชุมชน เช่น มีเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยในประเด็นที่จะมีการใช้ที่ทำการชุมชนแล้วมีการมาเปิดประตูให้ช้า การจัดบริการที่สามารถใช้ที่ทำการชุมชนได้แต่ไม่ใช้ กลับจัดการโดยเช่าเต้นฑ์และเก้าอี้มาวางที่บริเวณรอบนอกที่ทำการแทน การระวังระวังกรณีมีคำพูดที่เกี่ยวพันในเชิงใช้อำนาจของแกนนำที่สำคัญ เป็นต้น
- พยาบาลของฉันไม่มีทักษะในการบริหารความขัดแย้ง จึงทำให้พาซื่อ ขอถอนตัวไม่จัดบริการ เพื่อถอนตัวออกจากเหตุการณ์
ฉันถึงบางอ้อ! เมื่อรับรู้เรื่องสุดท้าย นี้เองที่ทำให้เกิดคำพูดว่า "ดีที่เป็นผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายคงต้องพูดกันยาว" คำพูดนี้มาจากชายหนุ่มที่ลงไปช่วยเหลือ และทำให้ฉันได้รับการโยนเรื่องราวมาให้ฉันจัดการต่อกับลูกน้องเอง น้องเล่นจะทำให้อัศวินม้าขาว กลายเป็นผู้ร้ายโดยไม่ตั้งใจไปเสียฉิบนี่ เขาก็งอนเอานะซิ
ใครที่สงสัย ว่าทำไมผู้ชายงอน ก็ลองตรองดูนะค่ะว่า เมื่ออ้อยจะเข้าปากช้างแล้วมีคนกระชากออกไม่ให้เข้า ใครคือคนที่ควาญช้าง และ ช้างจะโกรธ หากช้างในที่นี่หมายถึง ประชาชนที่จะมาใช้บริการ ควาญช้าง คือ คนที่ไปเชิญมาให้บริการ
บันทึกเพิ่มเติม
หลังจากทำ AAR แล้วเราก็ทำ PASSION Plan กันต่อ
- การให้ประธานชุมชนตรวจภาพในกล้อง น้องบอกว่า บ่ายไปดักเขาไม่ทัน เขาเดินทางไปต่างจว.แล้ว น่าจะกลับค่ำ กลับมาคงเหนื่อย ไปรบกวนไม่ดี ให้หาคนที่ประธานชุมชนไว้ใจมาช่วยลบภาพให้ ว่าแล้วก็ลงมือกันเลย เชิญมาลบภาพกันต่อหน้า แล้วฝากคนลบไปชี้แจงให้ประธานทราบว่าเราได้ดำเนินการไปอย่างไรแล้ว
- เมื่อมีผู้ที่ถามหาภาพเหตุการณ์จากในกล้อง ให้บอกไปว่า หมอให้ลบทิ้งไปแล้ว
- ต้องขอโทษชายหนุ่มที่หวังดี ส่งสัญญาณเตือนมาให้รับรู้เรื่องราว ว่าแล้วฉันก็ส่งเสียงทางโทรศัพท์ไปขอโทษ เล่าให้ฟังว่า ดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว และขอปรึกษาว่า น้องๆมีแผนงานเร่งรัด จะทำอย่างไรต่อดี ชายหนุ่มตอบมาว่า "ดีใจที่หมอเข้าใจผม ผมยินดีให้ความร่วมมือเสมอ เวลาร.พ. ประสานงานมา ช่วงนี้เรื่องการเมืองมันแรง ถ้าทำได้ ผมขอหมอให้เลื่อนกิจกรรมรวมกลุ่มในชุมชน รอให้เรื่องนิ่งก่อนค่อยเริ่มใหม่ ที่ผมโทรหาหมอเพราะลูกน้องหมอพูดกับผมไม่ดี และท้าทายผมให้โทรมาหาหมอ ผมทำงานกับชุมชนมานาน ผมจึงรู้ข้อมูลของชุมชนดี"
- น้องๆเองก็วางแผนว่า จะไปขอโทษด้วยตัวเองอีกครั้ง เพราะหลงเข้าใจความปรารถนาดีของหนุ่มใหญ่ไปในทางลบ
- ในเชิงบริหารงาน ก่อนลงไปทำงานชุมชนทุกครั้ง คงต้องมีการทำ BAR ระหว่างพยาบาลในทีมเพื่อลปรร. พื้นที่กันก่อนวันออกทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำ
เรื่องนี้เป็นบทเรียนของการบริหารความเสี่ยงในชุมชนเรื่องหนึ่ง ที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจ
24 กุมภาพันธ์ 2551