วัดไม่ใช่โรงแรม ชีวิต "เสื่อผืน หมอนใบ"

ตามไปดูเขาฝึกครูวิถีพุทธ กันที่วัดสวนโมกข์ 

     เช้านี้ตื่นตั้งแต่ตีสามกว่า เป็นเพราะว่านอนไม่หลับ หรือ อาจจะนอนเร็ว เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสามสิบกว่าปีหลังบวชเมื่อปี ๑๖ ไม่ได้นอนที่วัดมาอีกเลย มาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้กับทีมงานโรงเรียนรุ่งอรุณได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง กิจกรรมเมื่อวานนี้ ทางทีมงานอบรมเรียกว่า กิจกรรม Check In

วัดธารน้ำไหล

    เป็นการเตรียมตัวตัวเตรียมใจสำหรับผู้เข้าอบรม ซึ่งมาจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช ระนอง และ สุราษฎร์ธานี กว่า ๖๐ ชีวิต

วัดสวนโมกข์

 ทีมงานผู้เข้ารับการอบรมถูกแบ่งออกเป็นจำนวนเลขคู่ เพื่อสะดวกในการจะทำกิจกรรมต่อไป ทีมวิทยากรจากโรงเรียนรุ่งอรุณกำหนดว่าพี่เลี้ยง ๑ ท่าน จะมีสมาชิกลูกทีมไม่เกิน ๘ คน  JJ เป็นตัวเกินไปอยู่กลุ่มจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้วิทยากรประจำกลุ่ม ครูดุจ ซึ่ง จบวิศวกรรมปิโตเลียม ผู้ผันชีวิตตนเองจากแท่นขุดน้ำมันกลางทะเล มาเป็นผู้รับผิดชอบ นักเรียนกลุ่มพิเศษ ที่โรงเรียนรุ่งอรุณต้องลงมาร่วมกิจกรรมเป็นตัวแถมเพื่อให้เป็นเลขคู่

      ก่อนจะมีกิจกรรม Check In ทางทีมงานมีการรายงานตัวกับครูฝึกก่อนตั้งแต่ช่วงบ่าย JJ เนื่องจากขอมาสังเกตการณ์มาถึงก่อนเพราะบินจากขอนแก่นมาต่อเครื่องที่ดอนเมืองแล้วไปที่สุราษฎร์ แวะหาเพื่อนซี้จากรั้วสีชมพู คุณหมอมานิตย์ พืชไพบูลย์ เพื่อนำขนมถั่วตัดนานาชนิดไปฝาก แล้วทานข้าวกลางวันที่คลินิกก่อน ขอยืมรถกระบะขับจากสุราษฯ ไปที่วัดธารน้ำไหล หรือ วัดสวนโมกข์ อำเภอไชยา เนื่องจากไปถึงก่อน จึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมยามซื้อหาหนังสือและ VCD ทั้งท่านพุทธทาส และ เจ้าคุณปัญญามาหลายชุด จากนั้นมีการรับเอกสารกำหนดการฝึกอบรม Coaching Team หรือ facilitator สำหรับโรงเรียนวิถีพุทธ รุ่นที่ ๒๑ รุ่นรองสุดท้าย เมิ่อรับเอกสารเสร็จก็นัดหมายกันไปทานข้าวกันหน้าวัด อาหารมื้อนี้ ทานแบบเรียบง่าย คือ ข้าวสวย ปลาทูสดทอด แกงเหลือง ต้มจืดไก่ และ ตบท้ายด้วยส้มเขียวหวาน

 เมื่อทานอาหารเป็นที่สบายท้องแล้วก็มารอพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เริ่มจากท่านเจ้าอาวาสวัดสวนโมกข์องค์ปัจจุบัน ซึ่งติดตามท่านพุทธทาสมาที่นี่กว่า ๔๐ ปี มาให้ข้อคิด เรืองการพัฒนาเด็กนักเรียน จุดเน้นที่ท่านเตือน คือ การพัฒนา เรื่อง สติ และ สมาธิ จะทำให้เด็กเกิดปัญญา หลังจากที่ทีมงานเขตพื้นที่การศึกษา กล่าวต้อนรับ พวกเราได้เรียนรู้กิจกรรมแรก คือ การ Check In  ให้จับคู่เพื่อหัดใช้ สติ และ สมาธิ ในการรับฟัง เรื่องราวที่ดีดีจากคู่ที่ได้รับมอบหมาย ในประเด็น จุดเปลี่ยนของชีวิต มีอะไรที่น่าเรียนรู้ กิจกรรมไม่ยาก กติกา คือ ให้ฟังจนเพื่อนคู่เล่าให้จบ ไม่ต้องซักถาม ผลัดกันฟัง และ ผลัดกันเล่าไม่เกินท่าน ละ ๕ นาที จากนั้นครูดุจ ก็เชิญเข้ากลุ่มให้แต่ละคู่ แต่ละคนเล่าความรู้สึกช่วง "ฟัง" หรือ "พูด" ว่าคิดอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร เป็นการ Check In สร้าง สมาธิ สติ ของผู้บริหาร หรือ ครูวิถีพุทธ เบื้องต้น ในการรับฟังให้มากมาก อย่าคิดไปเอง ไม่คิดอัคคติ ติดตามผู้พูดอย่างมีสติ จะได้เรียนรู้ผู้อื่น นับเป็นกิจกรรมที่ดี ที่ได้หัด

   ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ต่างกับกิจกรรม สุนทรียสนทนา หรือ Dialogue ที่เคยฝึกสมัยเข้า UKM ที่บ้านผู้หว่านเมื่อปี ๒๕๔๗ เพียงแต่ว่าคราวนี้ไม่ได้ทำเป็นกลุ่มใหญ่ ทำเป็นรายคน รายคู่ และ กลุ่มเล็กๆแปดท่าน หลังจากนั้นก็มีการสรุปภาพรวมกิจกรรม Check In ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อน กติกา คือ ต้องอาบน้ำเข้านอนก่อน ๔ ทุ่ม เพราะทางวัดจะดับไฟ

  ช่วงนี้แหละได้เรียนรู้อีกกิจกรรม คือ วัดนะไม่ใช่โรงแรม เพราะการ Check In ของ JJ  คราวนี้ ขาดไปหมด ดีแต่ว่ามีผ้าเช็ดตัวมาด้วย ขาดแปรงและยาสีฟัน แถมไม่มีกระดาษทิชชูมาอีก นอนที่วัดได้เรียนรู้ ชีวิต "เสื่อผืน หมอนใบ" จริงๆ ใช้เสื้อคลุมกันหนาวเป็นผ้าห่มแทน และ ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนก่อนตี ๔ เพราะกระเพาะปัสสาวะเต็มแล้ว ไม่ได้นำไฟฉายมาอีก แต่ยังโชคดี ที่มือถือ ไฟสว่างพอเดินลงจากชั้นสองไม่ตกบันไดนิ

 จบการถอดบทเรียน ตอนที่ ๑ ครับ

JJ2008