สี่วันที่ผ่านมา...ผมได้มีโอกาส "บริการวิชาการ" นอกคณะฯ และได้เรียนรู้หลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบำบัดเพื่อพัฒนาชีวิต

วันแรก...อาจารย์กิจกรรมบำบัด มช เชิญเข้าร่วมประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมจัดงานประชุมกิจกรรมบำบัดภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ปี 2011 โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ต่อจากฮ่องกง ซึ่งจัดงานเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา

ผมได้เรียนรู้ว่า

  • ในทีมคณะกรรมการผู้มีประสบการณ์และมีความตั้งใจพัฒนาวิชาชีพ การระดมความคิดค่อนข้างมีความสุขและมีแนวคิดสร้างสรรค์ เช่น พยายามวางแผนจัดตั้งฝ่ายต่างๆ โดยคิดหานักกิจกรรมบำบัดที่มีความมุ่งมั่นมาเตรียมงาน และสร้างโครงการหารายได้เป็นกองทุนเตรียมงานใหญ่ระดับนานาชาติ แต่การประชุมครั้งนี้ผมและคณะกรรมการทุกท่านต้องเสียสละทรัพย์เป็นค่าเดินทางไปประชุมที่ ชม. ครับ ให้ระลึกว่า วิชาชีพใหม่ หาคนทำงานยาก และต้องเสียสละตนเพื่อส่วนรวม

วันที่สอง...ไปพูดคุยกับอาจารย์ของสถาบันเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวแห่งชาติ ม. มหิดล ทำให้ได้เรียนรู้แนวทางการเขียนโครงร่างวิจัยแบบสหวิชาชีพ และเตรียมหาทุนอย่างมีประสบการณ์เพื่อพัฒนางานวิจัยในระยะยาว (จากหนึ่งงานวิจัยและทำต่อเนื่องทุกปี โดยมีศูนย์วิจัยและทีมงาน) จริงๆ แล้วผมสนุกกับทีมงานนี้เพราะอาจารย์ของสถาบันฯ Active มากๆ และช่วยประชาสัมพันธ์บทบาทด้าน Health Promotion ของวิชาชีพกิจกรรมบำบัดด้วย เช่น การศึกษาผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ในเด็กไทย

วันที่สาม...ไปสอน นศ. กายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 3 คณะสหเวชฯ มธ. จำนวน 37 คน ได้พบลูกศิษย์ที่ตอนนี้กลายเป็นอาจารย์หนุ่มสาวที่มุ่งมั่นพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ในบรรยากาศที่น่าทำงานด้วย เพราะไม่มีอายุขวางกั้นความคิดและสัมพันธภาพของเพื่อนร่วมงาน

ผมได้เรียนรู้ว่า

  • การเตรียมสอนเรื่องที่นศ. กายภาพบำบัด สนใจและสร้างกลวิธีสอนที่เน้น Interactive teaching and learning process ทำให้เนื้อหาที่ดูยากกลายมาเป็นการสาธิตและนำเสนอรูปธรรมที่จับต้องและเห็นคุณภาพ มากกว่าตอนที่ตนเองเรียนเนื้อหานี้ในสมัยก่อนครับ เป็นไปได้ว่าประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ของตนเองทำให้เตรียมสอนได้เข้าใจและเตรียมประเมินผลการทำกิจกรรมปฏิบัติการได้ชัดเจน นศ. เข้าใจว่า Sensory Integration (SI) เป็นระบบปกติของร่างกายและมีการทำงานในเด็กทั้วไปแตกต่างจากเด็กพิเศษได้อย่างไร เมื่อนำแนวคิดมาสร้างโปรแกรมด้วยเป้าหมายต่างกัน ปรากฏว่านศ. สี่ในหกกลุ่มสามารถสาธิตโปรแกรม SI มาประยุกต์ในการเคลื่อนไหวในชีวิตได้ดี ตัวอย่างเช่น การฝึกซื้อของด้วย SI การฝึกเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมายด้วย SI การฝึกเกมส์ใส่เสื้อผ้าด้วย SI และการฝึกจับคู่สิ่งของด้วย SI เป็นต้น

วันที่สี่...ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่อง การพัฒนากิจกรรมบำบัดในโรงเรียน แก่ครูและผู้ปกครอง เกือบ 60 ท่าน ณ ห้องเล่นลูกรัก รร.รุ่งอรุณ

ผมได้เรียนรู้ว่า

  • การมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูและผู้ปกครอง ทำให้ทราบว่า คนอื่นที่ไม่ได้เรียนกิจกรรมบำบัดมองภาพห้องกิจกรรมบำบัดกลายเป็นห้อง SI และนำหลักการ SI ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
  • การนำเสนอ Ecological Model เน้นการพัฒนา internal factor คือ การพัฒนาความรู้ ความเชื่อ และคุณค่าของตนเอง ก่อนที่จะสร้างสัมพันธภาพหรือทำกิจกรรมกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ภายนอก หรือ external factor ได้แก่ เด็กและครอบครัว โรงเรียน และสังคม
  • ผมได้เน้นถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง ให้เข้าใจว่าแนวคิดกิจกรรมบำบัดช่วยเพิ่มศักยภาพของคนตลอดช่วงชีวิต ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า ไม่ได้มองแค่ปัญหาที่อาจประกอบขึ้นได้หลายอย่างและซับซ้อนจนไม่สามารถจัดการได้
  • การฝึกคิดและสร้าง KM ในกลุ่มผู้เข้าประชุม หลังจากฟังการบรรยายที่มีการถามตอบอย่างน่าสนใจ ทำให้เกิดประเด็นต่างๆ ที่นำมาเป็นข้อปฏิบัติและสื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัดที่ชัดเจน มีเพียงสามข้อจากสามสิบข้อ ที่ยังคงคิดว่าน่าจะใช้ SI ในกรณีตัวอย่าง แต่ผมได้อธิบายเพิ่มเติมต่อว่าสามข้อนี้เราไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เช่น แกว่งชิงช้าก่อนเข้าเรียน หรือ นวดสัมผัสก่อนเขียนหนังสือ หรือ นำเด็กสมาธิสั้นมานั่งหน้าชั้น ด้วยเหตุผลดังนี้ เราคงต้องประเมินว่าเด็กมีปัญหาการรับความรู้สึกอย่างไร แบบประสมประสาน (SI) ในระบบความรู้สึกสองด้านขึ้นไปที่สัมพันธ์กัน หรือ แบบต้องกระตุ้นระบบความรู้สึก (sensory stimulation) หรือแบบแยกดูกระบวนการการรับความรู้สึก (sensory processing) หรือ การปรับสมดุลของระบบการรับความรู้สึก (sensory modulation) หรือ การตอบสนองจากระบบการรับความรู้สึก (sensorimotor performance or action)
  • เสียดายที่เวลาจัดอบรมเพียง 3 ชั่วโมง แต่ผมประทับใจกับ "พลังความรักของคุณพ่อคุณแม่" ที่สร้างบรรยากาศที่ทำให้ผมอยากช่วยสร้างระบบการใช้กิจกรรมบำบัดในการพัฒนาศักยภาพของเด็กลูกน้อยๆ ของพวกเขาเหล่านี้ครับ
  • คราวนี้ผมคิดว่า ผมได้กำลังพลที่ยอดเยี่ยม ในการประชาสัมพันธ์ต่อทุกๆคนว่า บทบาทนักกิจกรรมบำบัดมีอีกสื่อการรักษาอีกหลายด้านที่ช่วยเด็กพิเศษ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพและทักษะชีวิต ไม่ใช่เพียงการใช้สื่อด้าน SI ที่หลายศูนย์พัฒนาการกำลังทำอยู่ เราสามารถนำความรู้ทาง SI เบื้องต้นมาปรับใช้ได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ในระดับขั้นสูง คงต้องส่งต่อผู้ที่รับการอบรมและฝึก SI มาโดยเฉพาะครับ
  • รร. รุ่งอรุณ จัด "การเล่นอิสระ" มีการขุดดิน ปั้นดิน เล่นน้ำบนโคลน เดินย่ำดิน เดินบนไม้ไผ่ และท่องธรรมชาติ ปีนป่ายต้นไม้ และวิ่งเล่นกับครูเหมือนเพื่อนรักตามกฎกติกา ส่งผลให้พัฒนาการการเรียนรู้ อารมณ์ และสังคม มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน นี่คือตัวอย่างของ SI ที่มีใน รร. ด้วยความรักและความคิดที่สร้างสรรค์ของคุณครู รร. รุ่งอรุณ ครับ จริงๆ แล้วนักกิจกรรมบำบัดควรให้คำปรึกษาเรื่องการประยุกต์ SI สู่ทักษะการดำเนินชีวิตในโรงเรียนแก่คุณครูครับ