IT Trend สำหรับผู้บริหารด้านไอทีปี 2008

          อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมปีนี้หืดขึ้นคอแน่ๆ ด้วยภาวะน้ำมันแพง สหรัฐอเมริกามีสภาพเศรษฐกิจถดถอย จีนกับอินเดียมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น Key Player ในตลาดโลก การแบ่งชั้นแบบ Digital Divine ลดลงจนแทบไม่เหลือ ซึ่งไม่ว่าธุรกิจใดๆ ต่างก็มุ่งหาทางลดค่าใช้จ่ายด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมด้านไอที

          โดยเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ไปเจอรายงานชึ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ว่าด้วยทิศทางสำหรับการดำเนินงานด้านไอทีในปี 2008 สำหรับผู้บริหารองค์กรควรจะทราบไว้เผื่อจะได้นำไปประยุกต์เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินงานในปีใหม่นี้

เทรนด์ที่ 1 - Slow down Mode: เน้นไปที่ด้านการบริการให้มากยิ่งขึ้น

          หยุดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่จะทำให้นำมาถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่นการบำรุงดูแลรักษาทั้งระบบและคน เน้นไปที่งานหรือโครงการที่ค่อนมั่นใจว่าสามารถทำเงินได้เท่านั้น (อาจจะคล้ายๆ กับใส่เกียร์ว่างเหมือนกับที่ผ่านมาในบ้านเรา) ซึ่งรวมไปถึงการตัดงบการลงทุนด้านไอทีต่างๆ ซึ่งมีวิธีตัดงบหรือลดการลงทุนด้านไอทีแบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆ ดังนี้

1. เจรจาต่อรองราคากับผู้ขายให้ได้มากที่สุด ซึ่งจากความเห็นส่วนตัวของผมก็คิดว่า ณ ตอนนี้ผู้ขายก็ลดราคาในส่วนของฮาร์ดแวร์ลงมากกว่า 50% ซอพท์แวร์อีกกว่า 50% ก็ยังขายได้ลำบากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป

2. ใช้เทคโนโลยี Virtualization หรือเสมือนจริง โดยในปัจจุบันเทคโนโลยี Virtualization เป็นเทคโนโลยีที่พูดกันถึงมาก เพราะแต่เดิมหรือในปีสองปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์ที่มี การพัฒนาการไปมาก ฮาร์ดแวร์มีการพัฒนาไปแซงหน้าซอพท์แวร์ ทำให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ติดตั้งลงไปบนเครื่องเซิร์พเวอร์นั้นไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นเหตุให้มีการนำทรัพยากรส่วน
ที่เหลือของฮาร์ดแวร์นั้นกลับมาสร้างเป็นอุปกรณ์เสมือนจริงอีกชุดหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำงานได้เพิ่มขึ้นอีก

3. ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผมเองมองว่าโลกของไอทีนั้นเป็นโลกของความรวดเร็ว ใครมีข้อมูลแม่นยำกว่า ดีกว่า มากกว่า หรือเร็วกว่า ก็ได้เปรียบคู่แข่งไปหลายเท่าตัว แต่ในโลกของความรวดเร็วด้านไอทีนั้นสิ่งที่ผู้ใช้ทราบหรืออาจจะทราบแต่ทำอะไรไม่ได้คือ การเป็นเทคโนโลยี Proprietary หรือเป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะผู้ผลิตรายหนึ่งรายใดเท่านั้น ไม่สามารถต่อเชื่อมกับระบบอื่นได้ หรือถึงได้แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

          ซึ่งโดยทั่วไปเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มักจะเป็นแบบนั้น กว่าจะมีองค์กรอย่าง IEEE มารองรับก็อาจจะผ่านไปเป็นปีๆ คู่แข่งก็พัฒนาสินค้าขึ้นมาจนเทียบเท่า แต่อย่างไรก็ตามถ้าองค์กรใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน กับอุปกรณ์อื่นๆ ก็อาจจะลดความผูกขาดของผู้ผลิตรายหนึ่งรายใดลงไปได้ ซึ่งส่วนมากจะเห็นผลตอนการต่อสัญญาการบำรุงรักษา ที่ถ้าเราไม่ต่อสัญญาก็อาจจะเกิดความเสียหายกับระบบมากกว่าจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ผู้ผลิตขอขึ้นราคา
แบบมัดมือชกก็เป็นไปได้

4. Consolidate Data Center, Server, Storage เป็นการทำศูนย์กลางของข้อมูลหรือการนำอุปกรณ์จำพวก Server, Storage มารวมกันไว้ที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบ Logical และ Physical คือสามารถทำการบริหารได้ง่ายจากศูนย์กลาง เป็น Central Management ที่ควบคุมและบริหารจัดการได้จากศูนย์กลางเพียงที่เดียว โดยไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะอยู่ที่ไหนก็ตาม โดยระบบนี้เป็นแนวทางที่ผู้บริหารไอทีทุกคนต้องการ

          เพราะสามารถควบคุมและตรวจสอบได้ง่าย ลดคน ลดเวลา ลดพื้นที่ ลดค่าไฟ ค่าแอร์ ลงไปได้เยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ การทำ Consolidate นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งการลงทุนในช่วงแรก การ Configuration อีกทั้งฮาร์ดแวร์ที่ต้องคำนวณให้พอเพียง ซอพท์แวร์ที่จะนำมาใช้จัดการ ซึ่งอาจจะต้องใช้เทคโนโลยี Virtualization เข้ามาช่วยจัดการ

5. Purchase IT Products as part of a Group ข้อนี้เป็นระบบ Common ของการลดค่าใช้จ่ายคือ ถ้าเราซื้อสินค้าใดๆ ในนามของบริษัทแม่ จะได้อำนาจในการต่อรองมากกว่าการซื้อในนามของบริษัทในเครือ ยิ่งถ้าบริษัทนั้นๆ มีบริษัทในเครือหลายๆ บริษัท การสั่งซื้อสินค้าภายใต้บริษัทแม่เพียงบริษัทเดียวย่อมได้อำนาจในการต่อรอง รวมถึง Credit Term มากกว่า

 

เทรนด์ที่ 2 - IT Focus on E-Service

          คงไม่ต้องพูดกันอีกต่อไปว่าคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตสามารถช่วยงานในระบบการทำงานได้มากขนาดไหน ในอนาคตการที่เรานำเอาระบบ E-Service บริการลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ตจะสามารถให้บริการลูกค้าได้มากขึ้นและเร็วเป็นทวีคูณ เพราะนอกจากจำนวนลูกค้าที่ Walk-in จะลดลงปัญหาเฉพาะหน้าก็ลดลงตามกัน บริษัทก็จะสามารถตรวจสอบและติดตามงานได้ง่ายมากขึ้น แถมยังไม่ต้องจ้างพนักงานเพื่อมาคอยให้บริการลูกค้าแบบเดิม เรียกได้ว่าเป็นการลดต้นทุนแบบยั่งยืนแถมเพิ่มคุณภาพให้กับการบริการ

เทรนด์ที่ 3 - Process Improvement will Drive IT Adoption

          กล่าวกันว่าอีก 5 ปีรูปแบบของการดำเนินธุรกิจจะเปลี่ยนไป มีการใช้อินเทอร์เน็ตมาเป็นส่วนร่วมกับธุรกิจมากขึ้น ทั้งงานหน้าบ้าน (Front Office) และหลังบ้าน (Back Office) ที่จริงระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และ SCM (Supply Chain Management) บางระบบในปัจจุบันก็สามารถทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เช่นการตรวจสอบสินค้าออนไลน์ การตรวจสอบทีมงาน (คน วัน เวลา ค่าแรง และอื่นๆ) ซึ่งถ้าเราสามารถทำงานแบบ Anywhere Anytime ก็จะทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายไปได้มากขึ้น

เทรนด์ที่ 4 - The World gets Flatter

          คาดว่าในอนาคตโลกเราคงไร้พรมแดน อารยะธรรมและความศิวิไลซ์ จะถูกรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว ขอบเขตระหว่างประเทศที่มีระยะทางหลายร้อยหลายหมื่นกิโลเมตรจะถูกเชื่อมด้วยใยแก้วนำแสง บริษัทในสหรัฐจ้างบริษัทในอินเดียให้ทำหน้าที่เป็น Call Center แบบ 24 ชั่วโมง โปรแกรมเมอร์จากประเทศจีนกำลังเร่งเขียนโปรแกรมเพื่อส่งคำสั่งไปยังประเทศในยุโรป วิศวกรจากรัสเซียกำลังซุ่มเขียน Algorithm ในระบบ IT Security เพื่อป้องกันกันการแฮกจากพวกเดียวกัน ส่วนไทยเราทำอะไรกันอยู่ครับ

เทรนด์ที่ 5 - No Downturn for CIO Role

          ในปัจจุบันไม่ว่าองค์กรไหนๆ ต่างก็พึ่งพาการใช้ไอทีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า การแข่งขันกันที่วัดกันที่ข้อมูลจึงทำให้ระบบไอทีในองค์กรมีความสำคัญมากขึ้น อีกทั้งความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้นทวีคูณเลยส่งผลให้บทบาทของ CIO มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เทียบกับเมื่อก่อนที่ผู้บริหารยังมองว่าไอทีเป็นส่วนสนับสนุนกิจกรรมของบริษัทหรือเป็นผู้ตาม แต่ในปัจจุบันไอทีกลับกลายเป็นผู้นำที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกลยุทธ์ให้กับองค์กร

เทรนด์ที่ 6 - CIO Role Becomes More Demanding

          แน่นอนว่าเมื่อธุรกิจในยุคหน้าแข่งขันกันที่ข้อมูล บุคคลที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้บริหารใดๆ ในองค์กรก็คือ CIO นั่นเอง แต่การเป็น CIO ในยุคที่ไอทีเป็นเส้นเลือดใหญ่ขององค์กรนั้นไม่ง่าย เพราะแค่ระบบพื้นฐานขององค์กรเช่น โครงสร้างของระบบไอที (IT Infrastructure) โปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ (Business Application) และการประมวลผลข้อมูล (Data Processing) แค่นี้ก็หาเวลาไปทำอย่างอื่นได้ยากแล้ว

เทรนด์ที่ 7 - IT's Metamorphosis Continues

          การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินธุรกิจด้วยไอทีมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เป็นผลให้คนที่ทำงานด้านไอทีจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ความต้องการของคนไอทีสำหรับปี 2008 ในสหรัฐอเมริกามีตัวเลขเพิ่มขึ้นสูงถึง 40% สำหรับการพัฒนาระบบและการเขียนโปรแกรมอีก 51% สำหรับส่วนของการบริหารจัดการโครงการ ซึ่งเน้นไปที่ Architecture and Planning และ Information/Network Security

เทรนด์ที่ 8 - Virtualization Become a Foundation Technology

          ในปีนี้และปีต่อๆ ไปจะเป็นปีของ Virtualization ที่ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์ต่างหันมาให้ความสนใจกันมาก สามารถเรียกได้ว่าไม่มีผู้ผลิตรายใดไม่มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Virtualization เพราะหลังจากที่ผู้ใช้ตระหนักว่าทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่นั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่เสีย
ทรัพยากรไปอย่างไม่จำเป็น ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดของการนำเอาอุปกรณ์ที่มีอยู่มาจัดการเสียใหม่ คือการใช้เทคโนโลยี Virtualization

เทรนด์ที่ 9 - The Need for Storage

          ตามปกติการเติบโตของตลาด Storage โดยรวมนั้นเติบโตมากขึ้นทุกปีอยู่แล้วจากความจุแบบ Gigabyte เป็น Terabyte อย่างในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเราที่มีพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ปี 2550 ที่ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 90 วัน ทำให้ทุกบริษัททุกองค์กรต่างต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เทรนด์ที่ 10 - Open Source Glows Among Mid-Market

          ถึงแม้ว่าไมโครซอพท์จะเป็นยักษ์ใหญ่แห่งซอพท์แวร์ฉันใด ก็มีLinux เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ฉันนั้น ปัจจุบันนอกจากระบบปฏิบัติการแล้ว ซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สยังมีเครื่องมือดีๆ อีกมากที่เชื่อถือได้แถมยังไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย เช่น Moodle ใน CRM หรือ SmoothWall ในระบบ Firewall

 

          ผมหวังว่าทั้ง 10 เทรนด์ในปี 2008 คงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยครับ

 

ไปเรื่องอื่นๆ http://gotoknow.org/blog/xxl/toc