หลังจากที่พ่อนกแขกเต้าเสียชีวิตไปเพราะไฟป่าครั้งใหญ่ แม่นกแขกเต้าต้องเลี้ยงดูลูกนกทั้ง ๗ เพียงลำพัง หลายปีผ่านไป ลูกนกทั้ง ๗ ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีการศึกษา หน้าที่การงานและครอบครัวที่ดี ต่างฝ่ายต่างย้ายไปอยู่ ณ แดนไกล ด้วยภาระงานที่หนักอึ้ง นานๆ จึงจะมีโอกาสกลับมาหาแม่สักครั้งหนึ่ง ในลูกนกทั้ง ๗ นั้น มีเพียงตัวเดียวคือ ลูกนกตัวหัวปีที่ชื่อส้มโอ ที่ไม่มีโอกาสไปไหน ต้องอยู่คอยปรนนิบัติแม่ของตน

                เวลาผ่าน ชีวิตของแม่นกก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา แต่ชีวิตกับเวลาแตกต่างกันอย่างยิ่ง เวลาไม่เคยแก่เฒ่า ชีวิตแม่นกกลับแก่ตัวลง ดังนั้น ผู้รู้จึงกล่าวว่า "เวลาเป็นที่กลืนกินสรรพสิ่ง"

                วันหนึ่งแม่นกเห็นว่า ตัวเองนั้นแก่ตัวมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะถึงเวลาตายเข้าวันใด สมบัติที่เคยสะสมไว้กับพ่อนกก็มีจำนวนหนึ่ง หากเปรียบเทียบกับครอบครัวนกอื่นๆ กล่าวได้ว่าไม่น้อยหน้าใคร ผู้รู้จึงกล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า "ยามมีกำลัง พึงแสวงหาสินทรัพย์ ยามไร้กำลังพึงปลดปล่อยทรัพย์นั้นให้ผู้เหมาะสมได้ดูแล และไม่พึงยึดติดในสินทรัพย์ดังกล่าวนั้น" แม่นกจึงส่งจดหมายไปถึงลูกนกอีก ๖ ตัวที่อยู่ ณ แดนไกล

                ครั้นวันนัดหมายมาถึง แม่นกจึงประชุมลูกนกทั้ง ๗ และจัดแบ่งทรัพย์สินที่ตนมีอยู่นั้นออกเป็น ๗ ส่วน

ใน ๗ ส่วนนั้น ๖ ส่วนแรกแบ่งเท่าๆกัน และมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ลูกนกของตนซึ่งเดินทางมาจากแดนไกลจำนวน ๖ ตัว อีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนที่ ๗ มีจำนวนมากกว่าส่วนอื่นๆนับได้ ๒ เท่า ส่วนนี้แม่นกมอบให้กับส้มโอ จากนั้น ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันกลับรังของตนไป

ไม่นานแม่นกแขกเต้าก็ลาจากโลกไป ลูกนกทั้ง ๖ ตัวเดินทางมาเคารพศพแม่ตามประเพณีปฏิบัติ เมื่อทำการเผาศพแม่เป็นที่เรียบร้อย นกทั้ง ๖ ตัวปรึกษากันและยกทรัพย์สินในส่วนที่แม่แบ่งมาให้นั้นแก่ส้มโอ ก่อนที่จะเดินทางออกจากผืนแผ่นดินของแม่ไป......