การคุ้มครองผู้บริโภคของกระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง ของประเทศญี่ปุ่น
ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ ได้มีโอกาสเดินทางไปที่กระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง ในประเทศญี่ปุ่น ในการนี้ ผู้เขียนขอสรุปการแนะนำและคำบรรยายของนายฮิเดยา ยามาดา รองผู้อำนวยการกองนโยบายผู้บริโภคและความปลอดภัยด้านอาหาร สำนักกิจการผู้บริโภคและความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง ของญี่ปุ่น ดังนี้
ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก ส่วนภาคเกษตรกรรมนั้นได้ดำเนินการเพียงดูแลให้การผลิต ผลิตผลทางการเกษตรภายในประเทศเพื่อใช้พึ่งพาเพียงร้อยละ ๔๐ ส่วนที่เหลือร้อยละ ๖๐ จะสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน และไทย เป็นต้น สาเหตุเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นเป็นภูเขาไม่เหมาะสมต่อการทำเกษตร และในปัจจุบันทัศนคติของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานหนัก เกษตรกร ส่วนใหญ่จึงเลิกอาชีพการเกษตรหันไปประกอบอาชีพอื่นแทนที่งานเบาและมีรายได้ดี และประกอบกับในระยะหลังพฤติกรรมในการบริโภคของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปคือมีการบริโภคข้าวน้อย และบริโภคเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น
เมื่อต้นปี ค.ศ. ๒๐๐๓ รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการทบทวนนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยการปฏิรูปนโยบายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยมีปรัชญาพื้นฐานที่ว่า "หันหน้ามองด้านผู้บริโภค แทนการมองด้านผู้ผลิต" ซึ่งหมายถึงปรับเปลี่ยนจากการช่วยเหลือเกษตรกรหันมาช่วยเหลือผู้บริโภคแทน โดยมีแนวคิดหลักในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารแปรรูปทางการเกษตร มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจผลิตผลด้านเกษตรกรรม
แนวทางในการปรับปรุงนโยบายมีดังนี้
๑. พิจารณาปรับปรุงองค์กรที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งกรมความปลอดภัยในการบริโภคเพื่อดูแลด้านความปลอดภัยของสินค้าทางการเกษตร ติดต่อสื่อสารและเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในเรื่องการส่งเสริมการผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร การจัดความปลอดภัย กับกรมการเกษตรส่วนท้องถิ่นซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งหมด ๗ แห่ง กับสำนักงานการเกษตรส่วนท้องถิ่น และประสานงานกับองค์การระหว่างประเทศ CODEX นอกจากนี้ มีการติดต่อสื่อสารและประสานงานเรื่องความปลอดภัยระหว่างคณะกรรมการความปลอดภัยของอาหารกับผู้บริโภค ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหาร
๒. ควบคุมดูแลความปลอดภัยทุกขั้นตอน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค ตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอย่างเข้มงวด โดยจัดตั้งองค์กรบริหารงานอิสระ (ศูนย์คุณภาพอาหาร ฉลาก สินค้าและบริการผู้บริโภค) เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์สารประกอบของอาหารตามฉลากและวิจัยด้านเคมี
๓. สร้างความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือแก่ผู้บริโภค โดยจัดทำระบบการติดตามข้อมูลขั้นตอนในการผลิตของผู้ผลิต โดยจัดทำรหัสอ่านข้อมูล ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้จากมอนิเตอร์ที่จะทำการติดตั้งตามแหล่งจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมแปรรูป ดำเนินการจัดทำมาตรฐานผลิตผลทางการเกษตรบางประเภท (JAS) โดยดำเนินการตรวจสอบและรับรองสินค้าของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ต้องดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคทุกระดับในการรู้จักเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง
๔. ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นให้ประชาชนรู้จักใช้วัสดุที่ได้จากธรรมชาติอย่างประหยัด และรักษาสภาพแวดล้อมไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่น ควบคุมดูแลการใช้ยาปราบศัตรูพืชของเกษตรกร กำหนดมาตรฐานการควบคุมดูแลการเลี้ยงสัตว์เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อ เป็นต้น
๕. ดำเนินการค้นคว้าและวิจัยเพื่อพัฒนาเทคนิคด้านเกษตรกรรมที่จะทำให้เกิดอันตรายน้อยที่สุดต่อผู้บริโภค รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน
กฎข้อบังคับสารเคมีเกษตร
ในการนี้ นายโคจิ ซึมิดา รองผู้จัดการฝ่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร กองความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สำนักงานกิจการผู้บริโภคและความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมงได้บรรยายสรุปได้ดังนี้
กฎข้อบังคับสารเคมีการเกษตรได้ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๘๔ และได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. ๒๐๐๒ และทบทวนเปลี่ยนแปลงบางส่วนในเดือนพฤษภาคม ซึ่งวัตถุประสงค์ในการบัญญัติกฎหมายนี้คือเพื่อรองรับคุณภาพผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรจะมีอันตรายมาก ฉะนั้น จึงต้องการให้บริษัทผู้ผลิตที่จะจำหน่ายสารเคมีการเกษตรต้องจดทะเบียนสารเคมีการเกษตรก่อนจำหน่าย โดยจะมีการตรวจสอบ ๔ ประการ ได้แก่ สารเคมีดังกล่าวมีพามากน้อยเพียงใด สารเคมีดังกล่าวมีประโยชน์หรือไม่ ความเสียหายต่อพืชผลเมื่อใช้สารเคมีดังกล่าว และปริมาณการตกค้างของสารเคมี
การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในปี ค.ศ. ๒๐๐๒
สืบเนื่องจากได้มีการจับกุมผู้ประกอบการ ๒ ราย ผู้จำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ไม่ได้รับการดทะเบียนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง โดยเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับดังกล่าวทำให้เรื่องของสารเคมีเกษตรที่ไม่ได้จดทะเบียนแต่มีการขายไปทั่วประเทศญี่ปุ่นถูกเปิดเผยและมีการตรวจสอบพบว่าสถานจัดจำหน่าย ๒๗๐ แห่ง ได้จำหน่ายสารเคมีการเกษตรที่ไม่ได้จดทะเบียนจำนวน ๑๐ ชนิด ให้แก่ครอบครัวเกษตรกรกว่า ๔,๐๐๐ ครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่ไว้วางใจต่อผลิตผลการเกษตรในประเทศ จึงได้มีการปรับปรุงกฎข้อบังคับสารเคมีเกษตรขึ้นในเรื่องดังต่อไปนี้
๑. ห้ามผลิตและนำเข้าสารเคมีเกษตรที่ไม่ได้จดทะเบียน เนื่องจากในอดีตมีการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ แต่ไม่มีการตรวจสอบจากกระทรวงเกษตรฯ เพราะไม่ทราบว่านำเข้ามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด เมื่อนำมาใช้ในทางการเกษตร ก็ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเด็กทำให้พิการ จึงต้องมีการห้ามผลิตและนำเข้า
๒. การตั้งระบบสารเคมีเกษตรเฉพาะ โดยดูจากส่วนประกอบและพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อพืชผลทางการเกษตร มนุษย์หรือสัตว์ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งกำหนดไว้ ๓ สิ่ง คือเบกกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู และศัตรูของแมลง
๓. ทบทวนข้อบังคับที่เกี่ยวกับการจัดจำหน่ายสารเคมีเกษตร ในอดีตขอบเขตของข้อบังคับมีเฉพาะผู้จำหน่าย แต่ปัจจุบันให้ครอบคลุมถึงทุกคน แม้จะจำหน่ายเพียงครั้งเดียวก็ต้องแจ้งชื่อและที่อยู่ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด หากฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษโดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการสั่งห้ามจำหน่ายชั่วคราว สำหรับผู้กระทำความผิด
๔. ห้ามผู้ที่เป็นตัวแทนการนำเข้าสารเคมีเกษตรโฆษณาหลอกลวง เนื่องจากในปัจจุบันตัวแทนนำเข้ามักจะโฆษณาหลอกลวงให้เข้าใจผิดว่าเป็นสารเคมีเกษตรที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว ทำให้ผู้บริโภคหลงซื้อเป็นจำนวนมาก
๕. ให้มีสารเคมีเกษตรที่ห้ามใช้ คือ การห้ามใช้สารเคมีเกษตรที่นอกเหนือไปจากสารเคมีเกษตรเฉพาะซึ่งกำหนดไว้ ๒๑ ชนิด โดยห้ามจำหน่ายและห้ามใช้ในการเกษตร เช่น ดีดีที สารปรอท และสารหนู เป็นต้น
มาตรฐานการใช้สารเคมีเกษตร
สารเคมีเกษตรที่จดทะเบียนแล้วต้องจัดทำฉลากให้ถูกต้องว่าใช้กับพืชผักที่ปลูกเพื่อการบริโภคหรือพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ และต้องรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มบทลงโทษจากเดิมปรับไม่เกินห้าหมื่นเยนเป็นปรับไม่เกินหนึ่งล้านเยนสำหรับบุคคลทั่วไป หากเป็นนิติบุคคลปรับไม่เกินหนึ่งร้อยล้านเยน ซึ่งเป็นโทษปรับที่หนักพอสมควรที่จะทำให้ไม่มีใครกล้ากระทำผิด
การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในปี ค.ศ. ๒๐๐๓
สืบเนื่องจากกรณีโรควัวบ้าระบาด และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่ไว้วางใจในรัฐบาล จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎข้อบังคับสารเคมีเกษตร คือ
๑. การออกคำสั่งเรียกเก็บคืนกรณีที่มีการจำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ผิดกฎหมาย
๒. สารเคมีที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการความปลอดภัยของอาหารเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบของอาหารซึ่งมีสารเคมีเกษตรตกค้างที่มีต่อสุขภาพ (การประเมินความเสี่ยง) และผ่านมาตรฐานตามกฎหมายอาหารและอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงานแล้วจึงจะสามารถนำไปจดทะเบียนที่กระทรวงเกษตรฯได้
นอกจากนี้ สารกำจัดวัชพืชที่ใช้กับดินที่ไม่ใช่สารเคมีเกษตร ต้องเขียนข้อความกำกับไว้ในฉลากว่าไม่สามารถใช้เป็นสารเคมีเกษตรกับพืชผักได้ หากมีการฝ่าฝืน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีอำนาจออกคำสั่งให้ดำเนินการได้ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็จะมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหนึ่งล้านเยน
ในส่วนของพืชผักทางการเกษตรที่จำหน่ายในปัจจุบันนั้นต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคว่าการใช้สารเคมีเกษตรกับไม่ใช่สารเคมีเกษตรในพืชผักนั้น ผลที่ได้ไม่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภควางใจในพืชผักนั้นๆ
ระบบมาตรฐานเกี่ยวกับการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japanese Agricultural Standard: JAS)
พร้อมกันนี้ นายมิตซูโอะ นากามูระ รองผู้อำนวยการกองฉลากและมาตรฐาน (ฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ) สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและกิจการผู้บริโภค กระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมงได้บรรยายสรุปได้ดังนี้
Japanese Agricultural Standard:JAS เป็นระบบการวางมาตรฐานผลิตผลทางเกษตรและมาตรฐานคุณภาพซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตผลทางเกษตรให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภค ระบบ JAS แบ่งออกเป็นสองประเภทดังนี้
๑. ระบบมาตรฐาน JAS เป็นระบบที่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้กำหนดประเภทผลิตผลทางเกษตรที่ต้องอยู่ในบังคับของระบบนี้ โดยมีตัวแทนจากผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง และผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ร่วมพิจารณามาตรฐานผลิตผลทางการเกษตร และทุกห้าปี จะมีการพิจารณาทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าวให้เหมาะสมโดยดำเนินตามมาตรฐานสากล เช่น CODEX เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ซึ่งอยู่ในบังคับตามระบบมาตรฐานนี้ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตผลทางการเกษตร ป่าไม้และประมง ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ยกเว้นสุราและเวชภัณฑ์ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในบังคับ ๘๐ ชนิด ในมาตรฐาน ๒๙๓ ประเภท
ระบบมาตรฐาน JAS นี้เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องคุณภาพ ส่วนประกอบ คุณประโยชน์และกรรมวิธีการผลิตของผลิตภัณฑ์และมีกรรมวิธีการผลิตซึ่งเรียกว่า "มาตรฐานเฉพาะ JAS" ไว้ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีกรรมวิธีการผลิตและวัตถุดิบในลักษณะพิเศษ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ประเภทเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเกษตรอินทรีย์ เช่น แฮมสำเร็จรูป เนื้อไก่ (๖ รายการจากมาตรฐาน ๙ ประเภท)
ผลิตผลทางการเกษตรใดที่ได้รับจากการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานดังกล่าวจะติดป้ายเครื่องหมายดังกล่าวหรือไม่ก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัดในการจำหน่าย ความแพร่หลายของเครื่องหมายดังกล่าวบนผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้บริโภค จึงไม่มีการบังคับให้ต้องติดเครื่องหมายดังกล่าวแต่ประการใด
วิธีการจัดระบบมาตรฐานมี ๒ วิธี คือ ๑. องค์กรจัดระบบหรือองค์กรกลางในแต่ละจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบและจัดระดับ และ ๒. ผู้ผลิตเป็นผู้ตรวจสอบและจัดระดับด้วยตนเองโดยต้องได้รับการอนุมัติจากองค์กรที่ให้การรับรองหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ
โดยวิธีการตรวจสอบเพื่อจัดระดับมาตรฐานดังกล่าวจะแตกต่างกันไปตามประเภทของผลิตผลทางการเกษตรที่รัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด โดยทั่วไปจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง แต่สำหรับกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าลักษณะเฉพาะจะใช้วิธีการตรวจการผลิตจากสถานที่ผลิต
การจัดระดับโดยองค์กรจัดระดับนั้น ผู้ประสงค์จะขอรับการพิจารณาจัดระดับจะต้องยื่นสมัครต่อองค์กรจัดระดับซึ่งได้รับการอนุมัติและรับรองถูกต้องตามระเบียบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯและองค์กรจัดระดับจะใช้วิธีการสุ่มเลือกผลิตภัณฑ์ทั่วไปเพื่อวิเคราะห์ตรวจสอบและติดเครื่องหมายตามระดับการวิเคราะห์
ส่วนการจัดระดับโดยผู้ผลิตนั้น ผู้ผลิตที่ประสงค์จะตรวจสอบและจัดระดับผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง จะต้องยื่นขอรับรองต่อองค์การให้การรับรองซึ่งได้รับการอนุมัติและรับรองถูกระเบียบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หากองค์กรให้การรับรองตรวจสอบและรับรองว่าผู้ผลิตมีศักยภาพทางเทคนิคตามที่กำหนด ผู้ผลิตก็สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของตนและติดเครื่องหมายดังกล่าวด้วยตนเองได้
นอกจากนี้ นิติบุคคลต่างประเทศยังสามารถดำเนินการจัดระดับหรือให้การรับรองได้หากปฏิบัติตามเงื่อนไขและได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ
เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๙ คณะกรรมการ CODEX ได้กำหนดแนวทางเกี่ยวกับการผลิต แปรรูปและแสดงเนื้อหาของผลิตผลทางการเกษตรอินทรีย์ขึ้น จึงได้มีการจัดระเบียบการใช้คำว่า "อินทรีย์" ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยระบุคำว่า "อินทรีย์" ได้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองวิธีการผลิตตามมาตรฐานเฉพาะจากองค์กรให้การรับรอง หากผลิตภัณฑ์ใดไม่ผ่านการตรวจสอบดังกล่าวก็ไม่สามารถแสดงข้อความว่าเป็นผลิตผลทางเกษตรอินทรีย์ได้อีกต่อไป
๒. ระบบแสดงคุณภาพ เป็นระบบการแสดงเนื้อหาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มทุกประเภทให้แก่ผู้บริโภคเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค โดยผลิตภัณฑ์อาหารสดประเภทประมงนั้นนอกจากต้องระบุชื่อและแหล่งผลิตแล้วต้องระบุข้อความว่า "ละลายน้ำแข็ง" หรือ "เพาะเลี้ยง" กรณีเป็นสินค้าแช่แข็งที่นำมาละลายหรือเป็นสินค้าเพาะเลี้ยงแล้วแต่กรณี ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจะต้องแสดงชื่อสินค้า ชื่อวัตถุดิบ ปริมาณ ระยะเวลาการเก็บรักษา วิธีการเก็บรักษา และชื่อผู้ผลิต ยกเว้นกรณีสินค้ามีวัตถุดิบเพียงชนิดเดียวไม่ต้องแสดงชื่อวัตถุดิบได้ หรือสินค้าที่ไม่มีข้อควรระวังเป็นพิเศษนอกเหนือจากการเก็บรักษาตามปกติไม่ต้องแสดงวิธีการเก็บรักษาก็ได้ ทั้งนี้ การแสดงเนื้อหาดังกล่าวจะต้องระบบให้เห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์หรือบริเวณใกล้เคียง เว้นแต่กรณีที่เป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ณ แห่งผลิต ไม่ต้องระบุชื่อและแหล่งผลิตได้ นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดให้ต้องระบุแหล่งผลิตวัตถุดิบของผลิตผลทางการเกษตรสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปด้วยเช่นกัน ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารดัดแปลงพันธุกรรมนั้นจะต้องแสดงเนื้อหาว่าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารดัดแปลงพันธุกรรม โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ตรวจสอบความปลอดภัยซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารดัดแปลงที่อยู่ในบังคับนี้ ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืช และเมล็ดฝ้าย และอาหารแปรรูปที่ใช้พืชเหล่านี้เป็นวัตถุดิบ และทุกๆ ปี จะมีการทบทวนปรับปรุงรายการผลิตภัณฑ์ที่ต้องแสดงเนื้อหาดังกล่าวเพื่อให้สอดรับกับวิวัฒนาการทางด้านอาหารดังกล่าว
ระบบการตรวจสอบ
กรณีมาตรฐาน JAS จะมีการตรวจสอบเป็นระยะว่าผู้ผลิตยังคงรักษามาตรฐานการตรวจสอบและจัดระดับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่องค์กรจัดระดับหรือองค์กรให้การรับรองกำหนดอย่างเหมาะสมหรือไม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สามารถตรวจสอบการดำเนินการขององค์กรดังกล่าวได้อีกด้วยซึ่งผู้ติดเครื่องหมายดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนหรือจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ได้รับการจัดระดับจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านเยน
กรณีมาตรฐานการแสดงเนื้อหาด้านคุณภาพ จะมีองค์กรอิสระและองค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพโดยใช้วิธีสุ่มตรวจสินค้าและแจ้งให้ผู้ผลิตแก้ไขปรับปรุงตามแต่กรณี ซึ่งผู้ผลิตที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์จะได้รับการตักเตือนในเบื้องต้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หากยังคงฝ่าฝืน จะต้องได้รับคำสั่งให้แก้ไข และหากยังคงฝ่าฝืนอีกจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านเยน สำหรับกรณีเป็นนิติบุคคลปรับไม่เกินหนึ่งร้อยล้านเยน