ผมได้มีโอกาสไปจัดทำ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพิจิตร" ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดพิจิตร นำโดย... ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ดร.ปรีชา เรืองจันทร์
ที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือว่า เรื่องนี้เค้ามีความเป็นมาอย่างไร? เค้ากระบวนการจัดทำแผนยุทศาสตร์จังหวัดอย่างไร? มีใครเข้าร่วมบ้าง? เนื้อหาสาระได้อะไรบ้าง? มีข้อเสนออย่างไร?
- ประเด็นแรก การจัดทำแผนยุทศาสตร์ครั้งนี้ ปรากฏว่า....
ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นข้าราชการส่วนใหญ่ เปิดประชุมโดยท่านผู้ว่าฯได้บอกถึงความเป็นมาว่าเรื่องนี้นั้นเริ่มมาจากประเทศไทยได้มีพระราช - บัญญัติ จัดทำของบประมาณ ซึ่งเดิมทีนั้นงบประมาณจัดตั้งมาจากส่วนกลาง แต่กฎหมายฉบับใหม่ได้ให้อำนาจกับจังหวัดทั่วประเทศ สามารถจัดทำของบประมาณขึ้นไปได้เอง ซึ่งจะเป็นจริงเป็นจังได้ในปี 2552 - 2553 ซึ่งจังหวัดพิจิตรก็มีความพร้อม ต้องเตรียมการเรื่องนี้ ท่านผู้ว่าฯ ก็อยากจะให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม
โดยให้ทำการวิเคราะห์ สถานการณ์จุดแข็งจุดอ่อนของจังหวัดว่าเป็นอย่างไร???? แล้วเรามีโอกาสการพัฒนาอะไรบ้าง? วิสัยทัศน์ อนาคตที่เราอยากจะเห็นร่วมกันคืออะไร? เรามีแนวทางอย่างไร?
หลังจากที่ท่านให้ข้อคิดมุมมองแล้ว ก็ได้ให้ส่วนราชการทั้งหลาย ซึ่งก็มีผู้แทนทุกกระทรวงมาให้ข้อมูล ซึ่งก็มี 5 ด้าน... คือ ด้าน เศรษฐกิจ / สังคม / วัฒนธรรม / สุขภาพ /ระบบบริหารจัดการ ข้อมูลที่น่าสนใจก็นำเสนอโดยผู้แทนของกระทรวงการคลังได้รับทราบว่า พิจิตรในปี 2549 นั้น เรามีรายได้ในภาพรวม 29,400 ล้านบาท เป็นในภาคการเกษตร 10,000 ล้านบาท เป็นการค้าปลีก 5,400 ล้านบาท
เป็นที่น่าสนใจว่าเกษตรกรสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดพิจิตรถึง 10,000 ล้านบาทในขณะเดียวกัน เราไปดูภาวะหนี้สินจะพบว่า... เกษตรกรไปกู้หนี้มาจาก ธกส. และกองทุนหมู่บ้าน เกือบ 1,000 ล้านบาท!!! ตัวเลขที่เห็นชัดเจนว่าถ้าปีใด เกษตรกรขายข้าวปลาได้ราคาดี การค้าปลีกในจังหวัดก็คึกคักไปด้วย ในข้อมูลทางด้าน สังคม สุขภาพ เป็นเรื่องที่เสนอไปตามวาระของสาธารณสุข อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ที่ผู้แทนทุกกระทรวง จากทางราชการแล้วได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย เมื่อทำการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและโอกาสการทำงานซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง บ่าย 3 โมงทุกกลุ่มต้องมานำเสนอ ผมเองเลือกเข้าไปในกลุ่มยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ เพราะว่ามองแล้วจากที่เราทำที่สนับสนุนเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ก็ไม่เห็นผู้แทนเกษตรกร!!!!! เข้ามาร่วมประชุมในคณะทำงานยกร่างเรื่องแผน เศรษฐกิจ นั้นมีผู้แทนนายอำเภอ 2 ท่าน และผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่มีผู้แทนจากโรงสีเลย มีผู้แทนจากหอการค้ามา 1 ท่านดูกระบวนการแล้วก็ให้ข้อมูล ซึ่งผมรู้สึกว่าใช้เวลามาก ก็เลยให้ที่ประชุมเขียนในกระดาษแล้วนำขึ้นกระดานโดยผมทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ
ผลจากการวิเคราะห์น่าสนใจ ที่ประชุมวิเคราะห์ว่า
"...เกษตรกรเรามีหนี้สินมาก ใช้สารเคมีทำลายสิ่งแวดล้อม เกษตรขาดความรู้ทักษะขาดกระบวนการรวมกลุ่ม ปัจจัยการผลิตต้นทุนสูง ทั้งน้ำมัน พันธ์ข้าว การค้าปลีกเองก็ย่ำแย่แล้วมีการค้าขนาดใหญ่เข้ามาบุกรุก ทางออกของเรื่องเกษตรกรที่น่าสนใจก็คือว่าเราเห็นว่า พวกเรามีภูมิปัญญามาก เพราะฉะนั้นเราน่าส่งเสริมให้เกษตรกรคนเก่ง คนดี ร่วมตัวกันเป็นเครือข่าย เรื่องข้าว ก็ให้คนที่เก่งสุดเรื่องข้าวรวมตัวกัน เครือข่ายผัก เรื่องสวน โรงสีชุมชน ให้มารวมตัวกัน แล้วนำภูมิปัญญาทั้งหลายมาช่วยกันแก้ปัญหา..."
- ประเด็นที่สอง ช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ทดแทนสารเคมีเพื่อเป็นการลดต้นทุนซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยแกนนำเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้ที่เรามีอยู่แล้วมาช่วยกัน
- ประเด็นที่สาม ต้องพัฒนาการวิจัย พัฒนาคุณภาพการผลิต เพราะตอนนี้การค้าขายของเรานั้น เราส่งไปขายต่างประเทศเรากำลังสู้คู่แข่งของเราไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ซึ่งราคาถูกกว่าคุณภาพดีกว่า สำหรับร้านค้าปลีกก็เสนอว่าให้มีการรวมตัวเป็นแกนนำเป็นกลุ่มเครือข่ายการค้าปลีก และปฏิบัติการเชิงรุก ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในเรื่องการแก้ปัญหาเกษตรกรหรือปัญหาเศรษฐกิจการเกษตรที่ประชุมเชื่อมั่นว่าถ้าสามารถยกระดับเศรษฐกิจการเกษตรได้แล้ว การค้าปลีกก็จะดีขึ้นมาด้วย โจทย์ที่เราคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือว่า ตรงนี้ในการทำงาน ทำแผนเพื่อที่จะให้เรื่องนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นนั้นขณะนี้มีส่วนร่วมจากภาครัฐเป็นหลัก ทางภาคธุรกิจก็คือโรงสียังไม่มีส่วนร่วม หรือเครือข่ายเกษตรกร
"...ถ้าหากว่ากระบวนการทำแผนทำโดยภาครัฐยังไม่มีส่วนร่วมจากภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจ คงมีคำถามว่าการทำแผนจะทำได้อย่าง คงเป็นประเด็นที่เราต้องติดตามเกาะติด พยามยามหาช่องทางประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อจะให้ภาคของประชาสังคมหรือเกษตรและธุรกิจโรงสีได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้แผนนี้เป็นแผนที่แก้ปัญหาให้คนพิจิตรได้อย่างแท้จริง.."