ผมจะขอเล่าต่อจากตอนที่1 นะครับ

 

ผมจะขอเล่าต่อจากตอนที่ 1 นะครับว่า     ในปี พ.ศ. 2536 พระฐานิตย์  เตชปุญโญ วัดบรมธาตุ ต.นครชุม จ.กำแพงเพชร  จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาพร้อมได้เดินทางไปกราบ ครูบาวงศ์  ซึ่งขณะนั้นท่านได้อาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลล้านนา จ.เชียงใหม่ โดยไปเฝ้ารอเยี่ยมอาการและเมื่อเข้าไปกราบครูบาวงศ์ ท่านได้พูดกับพระฐานิตย์ 2 คำ คือ คลองสวนหมาก และอุปฌาย์สิ้นแล้ว ซึ่งทำให้พระฐานิตย์เกิดความศรัทธาเป็นยิ่งนัก เพราะเพิ่งจะพบกับครูบาวงศ์เป็นครั้งแรก แต่ครูบาวงศ์ ทราบว่าพระฐานิตย์มาจากคลองสวนหมาก จ.กำแพงเพชร

  

 

 

                 จากนั้นครูบาวงศ์ ได้เล่าให้ฟังว่ากำลังสร้างองค์เจดีย์ธาตุที่วัดแสงเจริญบ้านเด่น อยากให้พระฐานิตย์ร่วมสานต่อเจตนา   เมื่อพระฐานิตย์กลับมาที่จ.กำแพงเพชรจึงได้ดำเนินการสานต่อการก่อสร้าง    โดยบอกบุญไปยังพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศัทธาทั่วไป    รวมถึงครอบครัวของ นายวิทยา อินทรเกษม    ทำการก่อสร้างองค์พระธาตุเจดีย์ต่อเพิ่มเติมอีกเกือบประมาณ 2 เมตร หลังจากนั้นการก่อสร้างก็ได้หยุดชะงักไปกว่า 10  ปี      เนื่องจากขาดปัจจัยในการก่อสร้างองค์พระธาตุ   แต่ต่อมาชาวบ้านและกรรมการวัด   ได้ออกไปติดตามหาพระป่านิกร หรือ พระป่านิกรชัยยะเสโน เพื่อจะขอปรึกษาเรื่องการสร้างพระธาตุให้แล้วเสร็จ   จนกระทั่งพบท่านที่ วัดดอยถ้ำ อ.ลี้ จ.ลำพูน โดยพระป่านิกร   ได้พาชาวบ้านไปดูเจดีย์ธาตุหลายแห่งในเขตอ.ลี้ จ.ลำพูน และอ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เพื่อดูรูปทรงการก่อสร้างเจดีย์ธาตุของชาวล้านนา    และให้ชาวบ้านไปผ่อ (ดู) รูปทรงเจดีย์เมืองเก่ากำแพงเพชรด้วย    เพื่อตกลงกันว่าจะสร้างธาตุให้มีรูปทรงผสมผสานกันระหว่างเจดีย์แบบชาวล้านนา กับเจดีย์ของเมืองเก่ากำแพงเพชร

 

 

 

                 จากนั้นพระนิกรฯพร้อมศิษย์ยานุศิษย์ของครูบาวงศ์ ได้มาสานต่อก่อสร้างองค์พระเจดีย์ธาตุ โดยนำพระ เณร คนงาน จากวัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน มาร่วมกันก่อสร้างร่วมกับชาวบ้านเด่น รวมทั้งคุณอมรา โอฬารอุ้มบุญและครอบครัว ซึ่งเป็นแกนหลักในการร่วมกันหาปัจจัยในการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ โดยวัดแสงเจริญ ได้ขอประทานพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลสังขปริณายก เพื่อประดิษฐานไว้ ณ.พระธาตุเจดีย์ศรีเด่นชัย วัดแสงเจริญ ซึ่งได้พระราชทานพระธาตุส่วนพระเกศา และพระธาตุสารีระ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พศ. 2548 ซึ่งยอดฉัตรพร้อมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม  พศ. 2548 โดยองค์พระธาตุมีความสูง 11 วา 2 ศอก เมื่อองค์พระธาตุแล้วเสร็จ พระนิกรฯ จึงได้ตั้งชื่อว่า    พระธาตุศรีเด่นชัย

แล้วกล่าวว่า   แป๋งพระธาตุไว้หื้อแล้ว    ขอหื้อจ๋วยกันดูแลฮักษาหื้อดี   บ่หื้อรกร้าง

 

  

 

           ในปลายปีพศ. 2550 พระครูฐานิตย์   เตชปุญโญ วัดพระบรมธาตุ ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ได้บอกบุญมายังโยมญาติ  ผศ.ณัฐรดา  วงษ์นายะ (อินทรเกษม ) เกี่ยวกับการบูรณะตกแต่งองค์พระธาตุและประดับไฟที่ยอดฉัตร ให้มีความสวยงาม และสมบูรณ์สืบเนื่องจากในช่วงที่พระฐานิตย์ ทำการก่อสร้างพระเจดีย์ต่อจากครูบาวงศ์ ได้เคยบอกบุญไปยังครอบครัวของโยมเจอ หรือ นายวิทยา อินทรเกษม และลูกสาว ในช่วงปี พศ.2531 โดยเล่าให้ฟังว่าพระธาตุที่โยมพ่อของ ผศ.ณัฐรดา เคยมาร่วมสร้าง ขณะนี้สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขาดโคมไฟยอดฉัตรจึงบอกบุญมายังครอบครัวในการติดไฟที่ยอดฉัตรพระธาตุ  จากนั้น ผศ.ณัฐรดา ก็รับปากที่จะหาปัจจัยมาบูรณะองค์พระธาตุให้มีความสวยงามสมบูรณ์  โดยได้ไปบอกบุญกับญาติพี่น้อง ซึ่งตกลงกันว่าจะทาสีพระธาตุศรีเด่นชัยให้สวยงามเป็นสีทอง และประดับโคมไฟที่ยอดฉัตร 1 ดวง พร้อมไฟรอบพระธาตุ จำนวน 20 ดวง

 

 

 

           ปัจจุบัน พระธาตุศรีเด่นชัย วัดแสงเจริญ (บ้านเด่น ) ได้ทำการบูรณะจนแล้วเสร็จ เป็นพระธาตุสีทอง และภายในวัดยังมี พระพุทธบาทจำลอง จากวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และรูปหล่อ ครูบาวงศ์ ซึ่งครูบาวงศ์ ได้นำมาจากวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ในคราวที่เริ่มสร้างเจดีย์ครั้งแรก เพื่อให้ชาวบ้านได้มีไว้สักการบูชา

 

 

  

         เนื่องในวันมาฆบูชา ปี พศ.2551 วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พศ.2551 ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วัดแสงเจริญ(บ้านเด่น ) ได้จัดพิธีเชิญโคมไฟขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ และพิธีเวียนเทียน เนื่องในวันมาฆบูชาด้วย  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นขณะนี้ ทางวัดแสงเจริญ กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างวิหารวัด เพื่อที่จะช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงขอเรียนมายังพุทธศาสนิกชน ที่มีจิตศรัทธา ได้เข้ากราบสักการบูชาพระธาตุศรีเด่นชัย ได้ตลอดเวลา

 

         ในขณะที่กระผม ได้ตั้งจิตและอธิฐานเพื่อกระทำความดี และให้เป็นศรี แก่ตนเอง และครอบครัว ในขณะที่จุดธูปไหว้พระพุทธรูป นั้น พร้อมทั้งนึกถึงครูบา อาจารย์ และพ่อ แม่ ที่เคยอบรมสั่งสอนเรามา  และทำให้เราได้อยู่มาเท่าทุกวันนี้  เป็นเรื่องจริงครับ ผมได้มีโอกาสกราบไหว้อาจารย์ ที่ผมเคารพนับถือ โดยมิได้นัดหมายอีกครั้ง    ซึ่งในช่วงที่ผมศึกษาระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านเป็น อาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ (ประธานกรรมการ )ของกระผมเองครับคือท่าน รศ.ดร.สมชัย วงษ์นายะ และอาจารย์ผู้สอนวิชากการวิจัย คือ รศ.ดร.ทวนทอง เชาวกีรติพงศ์    ผมมีความสุข และดีใจมากครับจนบอกไม่ถูก คือได้ร่วมทำบุญร่วมกับอาจารย์ในครั้งนี้ด้วย

ที่มาข้อมูล: ผศ.ณัฐรดา  วงษ์นายะ