เมื่อประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนรับมือไว้ก่อน คนจะรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวตน (self) แล้วลงโทษตัวเอง จนทำให้ตัวเองย่ำแย่ จนกว่าการให้อภัยตนเองเกิดขึ้น คนจึงจะลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตัวเองก่อน the silver line เป็นปฏิกิริยาหนึ่งที่สื่อให้สัมผัสการสูญเสีย self นี้ของบุคคล ซึ่งผู้ให้คำปรึกษาควรตระหนักถึง

เวลาผ่านมาราวเกือบเดือน นับแต่ฉันได้รับการขอคำปรึกษากรณี needle stick injury ที่หมออนามัยคนหนึ่งประสบ  แล้วเมื่อวานนี้ ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากเธออีกครั้ง

 

ก่อนโทรศัพท์มาครั้งนี้ ฉันได้เล่าไว้ว่า เมื่อเธอขอรับยา ARV ไปกิน เธอได้โทรศัพท์มาเล่าว่า เธอกำลังเป็นอย่างไร  ตอนนั้นฉันสรุปว่า เธอกำลังโหยหาความเห็นใจ  เรียกร้องความเห็นใจ 

 

คำพูดที่เราได้คุยกัน คือ

 

เสียงออดอ้อนของเธอกล่าวว่า  "หมอค่ะ หนูกินยามื้อแรกแล้ว กินแล้วยิ่งอาเจียนค่ะ" 

 

ฉัน  " แล้วน้องกินยาตอนเวลาไหน กินอาหารอะไรก่อนกินยาบ้าง" 

 

เธอกล่าวด้วยเสียงแผ่วโหย เจือสะอื้น  "หนูกินไม่ได้  กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนหมด  นอนไม่หลับด้วย มีอาการตั้งแต่ยังไม่ได้กินยา"

 

ฉัน  "ถ้างั้น ที่อาเจียนอาจจะเป็นเพราะกินยาตอนท้องว่างไปก็ได้ ให้เพิ่มกินของหนักๆซักนิดหน่อยก่อนกินยา ฝืนหน่อย จะได้กินยา  และถ้าหากกินของหนักๆก่อนกินยาแล้วยังอาเจียน ก็ลองกิน motilium สักเม็ดก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงก็ได้  หมอบอกน้องแล้วว่า ยาที่จะให้กินนะมันมีฤทธิ์ข้างเคียงที่ต้องทนมันพอดูนะ   แต่หมอก็จะไปดูให้นะว่า มียาตัวอื่นที่ผลข้างเคียงน้อยกว่าให้เปลี่ยนไหม แล้วหมอจะโทรกลับบอกนะ"

 

เธอรับคำด้วยเสียงเบาๆ ที่ยังได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วๆอยู่ในหางเสียง  "ค่ะ หนูจะลองดู"

 

แล้ววันนั้น ฉันก็ไปติดตามแผนการให้ยาที่ฝ่ายเภสัชกรรม เพื่อทบทวนว่า มียาเปลี่ยนให้เธอไหม พร้อมกับจัดการให้ระบบติดตามผู้ป่วยที่ OPD ได้ช่วยให้คำปรึกษาขอตรวจเลือดผู้ป่วยไว้ด้วยเพื่อใช้ประกอบในการติดตามดูแลเธอต่อไป   ในใจรู้สึกว่า เอ! ทำไมน้องจึงยังอ่อนแอขนาดนี้นะ  ทำไมยังดูเหมือนยังเรียกร้องความเห็นใจอยู่อีก  เท่าที่รู้จักมาก่อน น้องไม่ใช่คนอ่อนแออย่างนี้นี่นา

 

วันรุ่งขึ้น ฉันโทรศัพท์กลับไปหาเธอ เพื่อสอบถามเรื่องกินยา และให้ข้อมูลเรื่องยาที่ติดตามให้ 

 

ฉัน  "เป็นไง กินยาได้ไหม"

 

เสียงที่ยังเจือสะอื้น และแผ่วโหย เบากว่าเดิมของเธอตอบกลับมาว่า  "กินแล้วยังอาเจียนมากเลยค่ะหมอ  หนูกินมันมื้อเดียว ไม่กินมา 2 มื้อแล้ว"

 

ฉัน  "น้องก็รู้นะว่า ถ้าต้องการป้องกันการติดเชื้อ ต้องกินยาต่อเนื่องไม่ให้ขาดยา ถ้าขาดยา โอกาสที่จะป้องกันได้ก็จะลดลงไม่ได้เท่าที่คาดไว้  แต่ถ้าจะไม่กินยา ตามตัวเลขที่รู้กันมา โอกาสติดเชื้อจาก needle stick injury แค่ครั้งเดียวก็ต่ำมากๆๆๆๆ   แล้วประสบการณ์ของการดูแลเจ้าหน้าที่และคุณหมอทั้งหลายที่ผ่านมาที่เรา ก็ยังไม่เคยเจอใครที่มีประสบการณ์เหมือนน้องที่ไม่กินยาแล้วติดเชื้อ หมอจะโทรมาบอกว่า ไม่มียาที่ฤทธิ์น้อยกว่านี้เปลี่ยนให้ได้  ทางเลือก 2 ทางนี้ หมอเลือกให้ไม่ได้  น้องต้องเลือกเองแล้วละ" 

 

เธอกล่าวตอบมาโดยเร็วว่า  "หมอค่ะ  หนูเลือกจะกินค่ะ"

 

แล้วฉันก็วางหูลง  และต่อมาก็มีโทรศัพท์เธอติดต่อมาอีกครั้ง เล่าเรื่องการขอหลักฐานเวชระเบียนเพื่อยื่นขอสิทธิค่าชดเชยความเสียหายของบุคลากรสาธารณสุขจากกองทุนสปสช.  น้ำเสียงที่เธอคุยมา บอกว่า เธอกลับมาเป็นตัวเธอแล้ว

 

และเมื่อวานนี้ เธอก็ส่งเสียงมา ด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงว่า "หมอค่ะ  หนูตามผลเลือดคนไข้ที่ร.พ.ตรวจให้แล้วค่ะ  ผลปกติทั้งหมด"

 

ฉัน "ยินดีด้วยนะ เป็นข่าวดีมากๆ"

 

เมื่อลองย้อนไปทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ฉันเพิ่งพบว่า ฉันยังฟังไม่เป็น  สิ่งที่เธอคุยกับฉันมันสื่อเรื่อง การเสีย self  การกล่าวโทษตัวเองที่ไม่ได้ระวังตัวในการทำงาน  และการรับรู้นี้ทำให้เกิดพฤติกรรมลงโทษตัวเอง ออกมาเป็นการเจ็บป่วยในระดับที่ชวนฉงน  สิ่งที่เธอเล่าในช่วงแรกที่เหมือนจะเรียกร้องความเห็นใจจากใครๆอย่างที่ฉันรู้สึกนั้น  ไม่ได้ต้องการเรียกร้องจากใครที่ไหนเลย หากแต่ต้องการเรียกร้องจากตนเองต่างหาก  เมื่อตนเองยังไม่ยอมให้อภัยตนเอง เธอจึงยังคงอ่อนแอ  แหละเมื่อเธอให้อภัยตนเองได้แล้ว เธอจึงลุกขึ้นดูแลตัวเองได้อีกครั้ง

บันทึกเพิ่มเพื่อไว้เตือนตน หากเกิดเจ็บป่วยที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด จะได้เข้าใจตนเองได้มากขึ้น

21 กุมภาพันธ์ 2551