หนังสือ คือสื่อพื้นฐานง่ายๆ ที่เป็นประตูสู่ "การกู้ชาติ"
เด็กบ้านเราไม่ค่อยอ่านหนังสือกันนะครับ ยิ่งโตยิ่งอ่านน้อยลง
ศ.นพ. ประเวศ วะสี กล่าวไว้ในงาน "มหกรรมนักอ่าน" เมื่อ 14 มิ.ย. 50 ว่า
"วิกฤตสังคมปัจจุบัน คนไทยอ่านหนังสือน้อย ทำให้เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน เราต้องสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นง่าย รวดเร็ว"
"การสร้างวัฒนธรรมเป็นเรื่องช้า แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะเกิดเร็ว ภาคธุรกิจคิดเก่ง ต้องถักทอมาร่วมกัน การขับเคลื่อนต้องมีความรัก ความเมตตา ไม่เถียงกัน การนี้ต้องใช้แรงขับเคลื่อนจาก Social Marketing (เบญจภาคี) ประกอบด้วยรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาสังคม NGO และประชาชน"
แม่ฮ่องสอน ดินแดนที่ถูกขนานนามว่า " เมืองสามหมอก " เป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่ยังติดต่อสื่อสารกันลำบาก ทั้งความทุรกันดาร และเทคโนโลยีต่างๆมีน้อย การลงทุนด้านการพัฒนาชุมชนในพื้นที่แห่งนี้มีน้อย ยิ่งในด้านการพัฒนาเด็กนั้นยิ่งน้อยลงไปใหญ่ เราจะช่วยกันพัฒนาเด็กบนดอยเหล่านี้ให้เรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีงามของท้องถิ่น สนใจปัญหาบ้านเกิด เรียนรู้เท่าทันสื่อ ไปพร้อมๆกับสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานจิตอาสาได้อย่างไร
หนังสือทำมือ น่าจะเป็นสื่อที่เหมาะสมที่สุดสื่อหนึ่งสำหรับเด็กแม่ฮ่องสอน เพราะต้นทุนถูก เด็กๆทุกคนทำได้ และที่สำคัญ ทำแล้วสนุกและยังสามารถสอดแทรกสาระดีๆได้อีกมากมาย
จะทำเป็นหมู่คณะ หรือทำคนเดียวก็ได้ ทำแล้วใครอยากโชว์ออฟ เราก็จัดเวทีให้
หนังสือทำมือที่เด็กๆช่วยกันปลุกปั้น จากการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้จากตัวเอง จากเพื่อนต่างเผ่าต่างชาติพันธุ์ จากผู้ใหญ่ใจดีในชุมชน ก็เลยได้มีโอกาสสัญจรร่อนเร่ไปตามที่ต่างๆ
17 กุมภาที่ผ่านมานี้ ก็เลยได้มีโอกาสไปจัดเป็นนิทรรศการหนังสือทำมือสัญจรระดับจังหวัดขึ้นที่ลานเยาวชน ห้องสมุดประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ดูชื่อ โอ้โห เป็นงานระดับจังหวัดเลย แต่จริงๆแล้ว เรามีกำลังคนและทุนก็ไม่มาก ก็เลยเชิญได้แต่กลุ่มเด็กที่สนใจงานด้านนี้จริงๆ จากสามอำเภอ คือ อำเภอเมือง ขุนยวม และปางมะผ้า รวมประมาณ 40 คน กลุ่มขนาดนี้ กำลังดี เหมาะกับพื้นที่และจำนวนพี่เลี้ยง
งานนี้ ผมถือโอกาส ทดสอบความสามารถเด็กปางมะผ้า ในการเป็นพี่เลี้ยงนำกิจกรรมในฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฐานชวนคุยเรื่องวิจัยท้องถิ่น ฐานชวนคุยเรื่องหนังสือทำมือ ฐานเรียนรู้สื่อร้าย ขยายสื่อดี แต่ละกลุ่มต้องคละอำเภอกันด้วย จะได้รู้จักกัน ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ

การที่เด็กๆได้มาเป็นเพื่อนกันนี่สำคัญมากนะครับ ไม่ว่าจะในความรู้สึกของตัวเด็กเอง และในมุมมองของนักพัฒนา ผู้จัดโปรแกรม ในกิจกรรมพัฒนาเด็กที่หลายพื้นที่มาเจอกัน การสร้างทัศนคติที่ดีแก่เด็กๆในการรวมกลุ่มกันเรียนรู้สื่อที่สร้างสรรค์และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นทั้งเป้าหมายพื้นฐานและมรรควิถีที่นำไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอีกมากมายไม่รู้จบสิ้น

วันนี้เราโชคดีหลายอย่าง ทั้งที่ได้มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น แม่ฮ่องสอนก็ดี บรรณารักษ์ห้องสมุดก็ดีมาช่วยเป็นวิทยากร แถมยังมีรายการเคเบิลทีวีท้องถิ่นมาถ่ายทำรายการอีก
ก่อนปิดท้ายช่วงเช้า ก็มีการแสดงสื่อจากน้องๆแต่ละอำเภอ สื่อพื้นบ้านมีรำดาบและฟ้อนจั๊ดไตจากเด็กบ้านแม่ละนา และสื่อป้องกันภันและสันติวิธีโดยการสาธิตไอคิโด จาก อ.ปางมะผ้า ตบท้ายด้วยสื่อพื้นบ้านอย่างรำนกกิงกะหล่าจากเยาวชนบ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม


ช่วงบ่าย ทีแรกกะจะจัดวงเสวนากันเรื่องสื่อเด็กและงานวิจัยท้องถิ่น แต่คิดว่าแทนที่จะเสวนา เด็กน่าจะสนุกกับการวาดภาพมากกว่า ก็เลยผสมกันซะเลย คือให้รวมกลุ่มวาดภาพสะท้อนการเรียนรู้จากนิทรรศการครั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขคือภาพแต่ละอันต้องสามารถนำมาเล่าต่อกันได้เป็นเรื่องราว เอ้า เด็กๆก็รวมกลุ่มวาดกันใหญ่

ก่อนกลับ เด็กๆก็ร่วมกันประเมินกิจกรรมอย่างอิสระ ผมอ่านดูแล้วก็ชื่นใจ เด็กๆทุกคนอยากจะพบกันอีก และบ่นว่าเวลาน้อยจัง อยากให้จัดอย่างนี้อีก ผมก็รับเอาเสียงสวรรค์จากเทวดาน้อยๆเหล่านี้มาเป็นภารกิจ "กู้ชาติ" ต่อไป และคิดว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนดีๆที่น่าจะหนุนนำร่องเป็นหนึ่งแนวทางการประยุกต์ให้งานพัฒนาเด็กบ้านเราก้าวหน้าต่อไป

แต่ก็อย่างที่อาจารย์ประเวศว่าไว้ งานสร้างวัฒนธรรมนั้น มันต้องใช้เวลาและสรรพกำลังจากภาคีหลายฝ่าย ลำพังผมและสโมสรเล็กๆก็คงมีกำลังไม่มากพอ แต่ถึงกำลังน้อยก็จะขอเป็น "เล็กพริกขี้หนู" ยืนหยัดสู้อยู่ต่อไป ใครอยากร่วมแจม ก็มาจอยกันได้นะครับ
สวัสดีค่ะ
- น่าสนุกค่ะ
- ได้อีกแนวทางแล้วค่ะ..... แลกกันนะคะ
- เล่าเรื่องเล่น ๆ โดยนางพรรณา ผิวเผือก
- เล่าเบื้องหลังการ์ตูนเพื่อน้องผู้กำพร้า
- ปลาร้าการ์ตูน
สวัสดีค่ะครูยอด
รู้สึกเสียดายมากๆเลยที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจาก
วันที่ 17 ติดเรียนและมีการสอบและปัจฉิมนิเทศก์สุดท้าย
ก็เลยพลาดโอกาสที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย เอาไว้คราวหน้าจะ
ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วยนะคะ เพราะอยากจะฝึกประสบการณ์
และการจัดกิจกรรมค่ายค่ะ
Librarian
หากคุณบีเวอร์อยากช่วยงาน ก็เข้ามาเป็นอาสาสมัครในค่ายก็ได้ครับ จะมาเป็นพี่เลี้ยงแบ่งปันประสบการณ์ นำเกม ช่วยกระตุ้นให้น้องๆตอบคำถาม วาดภาพระบายสี ฯลฯ ที่คุณคิดว่าน่าจะมาแชร์กับเด็กได้ ก็เชิญเลยครับ ลองอีเมล์มาคุยกันก่อนก็ได้ว่าเคยทำงานหรือกิจกรรมอะไรมาบ้าง ทางเราไม่มีค่าเดินทางหรือค่าวิทยากรให้ แต่มีที่พักและอาหารทุกมื้อไว้รองรับตามอัตภาพครับ ยกเว้นบุหรี่ เหล้า ยาเสพติดทุกประเภท งานอาสาอย่างนี้ขอฝากถึงทุกคนที่สนใจด้วยนะครับ
สวัสดีครับ ....แวะเข้ามาทักทายและขอคำแนะครับ คือ... ราวๆ กลางเดือนมีนา โรงเรียนบ้านเมืองแปงมีโครงการจะพาลูกเสือ-เนตรนารีระดับมัธยมต้นประมาณ 80 คน ไปเรียนรู้ที่ถ้ำน้ำลอดครับ ตามกำหนดการคร่าวๆ คงอยู่ที่ถ้ำลอดในภาคเช้า แล้วถ้ามีเวลาในช่วงบ่าย อยากได้คำแนะนำว่าน่าจะพาเด็กไปไหนดี ที่เพิงผาบ้านถ้ำน่าไปไหม จริงๆ แล้วอยากไปน้ำตกแม่ยาน(ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า) แต่กลัวไม่ทัน เดินทางไปทั้งวันก็อยากจะให้เด็กได้รู้ได้เห็นให้คุ้มค่า ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
แก้ไขขอรับกระผม ...จากเพิงผาบ้านถ้ำเปลี่ยนเป็นเพิงผาบ้านไร่แทน.....
สวัสดีครับ
ผมเดาเอาว่าทั้งพี่และผมหายไปนานจาก gotoknow เพิ่งจะได้มีโอกาสตามอ่านเก็บตกครับ
เรื่องการปลูกฝักการรักการอ่านนี้เป็นประเด็นที่ผมเห็นอยู่เรื่อยๆ ใน gotoknow นะครับ ทั้งคนในเมืองและต่างจังหวัด แต่ไม่ค่อยมีคนเอาโครงการมาเล่ากันจะ ๆ แบบนี้ครับ
ผมไม่อยากจะโทษสื่ออื่น แต่จะไม่โทษได้อย่างไร ในเมื่อเราเอาหนังสือไปเปรียบกับโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อทันสมัยอย่างอินเตอร์เน็ต
แต่ไม่ว่าสื่ออะไรๆ จะเกิดขึ้น ผมก็รู้สึกว่าหนังสือมีคุณค่าในตัวและยากที่สื่ออื่นจะทดแทนได้ ทุกครั้งที่มีสื่อทันสมัยออกมา ก็จะมีการเอามาเทียบ กะเกณฑ์ว่าจะมาทดแทนหนังสือได้ ไม่ว่าจะวิทยุ โทรทัศน์ หรืออินเตอร์เน็ต แต่ผมเห็นหนังสือก็ยังขายกันเกลื่อน แม้คุณภาพจะต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหนังสือนิตยสารที่วางกันล้นแผงในทุกวันนี้
เห็นในกรุงเทพฯ มีหอสมุดที่ทันสมัย มีงานสัปดาห์ฯ หนังสือปีละสองหน ผมก็ว่าเป็นทิศทางที่ดีนะครับ
ก็คงต้องช่วยๆ กันไปคนละไม้คนละมือ ไว้ผมจะค่อยๆ นึกว่าในฐานะผู้สอน เราจะปลูกฝักให้ผู้เรียนรักการอ่านได้อย่างไร
แต่ตอนนี้ขอกลับไปอ่านหนังสือ ทำรายงานก่อนครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับคุณรักเมืองปาย
ยินดีต้อนรับสู่บล็อกอีกครั้งครับคุณแว้บ
“ฝึกทักษะการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง” แล้วจักได้ “ทักษะการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง”
สวัสดีพี่ยอดดอยอีกครั้งครับ
เป็นเรื่องที่ผมประทับใจมากเหมือนกันกับวัฒนธรรมการอ่าน และการให้อ่านต่อของฝรั่งครับ เพราะเป็นเรื่องจริง
จากประสบการณ์ของผม คนไทยหวงหนังสือครับ (ผมก็หวง) คือซื้อแล้วต้องเก็บ ต้องขึ้นหิ้งบูชา แต่ฝรั่งเขาให้กันเป็นว่าเล่น ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่ข้าวของก็ให้กัน หนังสือเรียนก็ให้ยืมกันง่ายๆ เลย
อีกเรื่องที่น่าสนใจมากๆ คือ book club ในระดับชุมชนครับ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสภากาแฟบ้านเรา คือการจับกลุ่มคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่ฝรั่งเขาจับกลุ่มคุยกันเรื่องหนังสือ คือมีการนัดแนะว่าใครจะอ่านเล่มไหม แล้วก็เอามาวิจารณ์กัน
วัฒนธรรมเหล่านี้ผมไม่แน่ใจว่ามีรากฐานจากไหน ไม่รู้จะไปสืบสาวยังไง แต่ไว้จะลองถามเพื่อนๆ ดู
ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมภาษามากหรือเปล่า เพราะภาษาฝรั่งไม่มีระดับชั้น (hierarchy) แต่ภาษาเรามี อย่างน้อยประเด็นภาษานี้น่าจะบอกถึงโครงสร้างสังคมได้ ผมหมายถึงว่าเวลาจะพูดกับใครมันไม่ค่อยจะมีอารมณ์ของผู้ใหญ่กับผู้น้อย ทำให้พูดได้ง่าย ออกความเห็นได้ไม่ขัดเขิน แต่บ้านเราต้องระวังการใช้คำพูด แน่นอนครับ ถ้าการแสดงความคิดติดอยู่ที่การใช้ภาษาว่าจะเลือกคำอย่างไร หรือถูกกำกับว่าต้องพูดให้สุภาพ ใช้คำให้ถูกเท่านั้น มันจะไปปิดกั้นความสามารถในการสื่อสาร ที่หยั่งลึกกว่านั้นคือว่าบ้านเราไม่มีหลักความคิดเสรีนิยมเท่าไหร่นัก เสรีนิยมในที่นี้หมายถึงการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ซึ่งไม่ค่อยจะมีในฝั่งตะวันออก ทำให้การโต้เถียงเกิดได้ยาก (เคยคุยเรื่องนี้กับอาจารย์ปัทมาวดีครับ)
อันนี้ผมก็เดาไปเรื่อยละครับ ไว้เดี๋ยวจะลองเถียงกับเพื่อนๆ ดู แล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ
ขอบคุณครับ
งานที่ว่า ทั้งสอง อย่าง พี่ทำเสร็จไปแล้วหนึ่งอย่าง คือ วิจัยท้องถิ่น เรื่องระบบคิดเกี่ยวกับความสัมพันธุ์ ในชุมชน อย่างที่ 2 หนังสือ อ่านเพิ่มเติม กำลังดำเนินการ นะคะ