กรรมใดใครก่อ : เรื่องของกรรมและการระลึกชาติ

      เรื่องของกรรมมีคนจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะเขาเห็นว่าคนทำชั่วเป็นจำนวนมาก ก็ยังไม่ได้รับผลร้ายตอบสนอง เช่นเดียวกับคนทำดีเป็นจำนวนมาก ก็ยังไม่ได้รับผลดีตอบสนอง นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจในเรื่องของกรรมและกฎแห่งกรรม และไม่เข้าใจในเรื่องความดีความชั่วจึงสรุปเอาง่ายๆว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง ทำให้ไม่เกรงกลัวและละอายต่อการทำบาป นำชีวิตไปสู่ปากทางแห่งอบายอย่างน่าเวทนา ผู้ที่ไม่เชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริงและผลของกรรมมีจริง ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความเห็นผิด บุคคลเหล่านี้เมื่อตายไป โอกาสที่จะไปเกิดในอบายภูมิมีนรก เปรต อสูรกาย และสัตว์เดรัจฉาน จึงมีสูงมาก เรามักได้ยินหรือได้อ่านข่าวว่ามีคนระลึกชาติได้อยู่เสมอ โดยผู้ที่ระลึกชาติได้มีอยู่ทุกมุมโลก ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม แม้ว่าศาสนาที่เขานับถืออยู่นั้นจะไม่สอนหรือเชื่อเรื่องการระลึกชาติได้ก็ตาม การที่มีผู้ระลึกชาติได้ย่อมเป็นหลักฐานอันสำคัญแสดงว่าอดีตชาติมีจริง หรือการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง คนที่เชื่อว่าความสุข ความทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ในชีวิต เกิดจากกรรมเก่าที่ทำไว้ในชาติก่อน แต่แท้ที่จริงแล้วกรรมที่เราทำไว้ทุกอย่าง เมื่อทำไปแล้วย่อมเป็นกรรมเก่า แต่กรรมเก่าของทุกคนหาได้เพียงแต่อดีตชาติเท่านั้น หากชาตินี้มีความขยันขันแข็งขวนขวายหางานทำ ใช้จ่ายให้เหมาะสมกับฐานะ รู้จักประหยัดเก็บออม รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้อื่น ทำบุญด้วยจิตศรัทธา กุศลกรรมที่ทำไว้ในชาตินี้จะช่วยทอนกำลังวิบากกรรมในอดีตชาติให้เบาบางลง ไม่เพียงแต่เท่านั้น หากเพิ่มกุศลให้มากยิ่งขึ้นก็จะพลิกฐานะชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงการกระทำที่ทำไปแล้วทั้งในปัจจุบันชาติและอดีตชาติได้ แต่เราเลือกที่จะสร้างสิ่งดีๆให้กับชีวิตในวันนี้และวันข้างหน้า เพื่อวิถีชีวิตที่ดีของเราได้ คนที่เชื่อว่าความสุข ความทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ในชีวิต เป็นผลมาจากพระเจ้าเป็นผู้บันดาล โดยการบนบานศาลกล่าว อ้อนวอน ร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางครั้งกลายเป็นความงมงายโดยขาดเหตุผล ขาดปัญญาที่จะใช้ความคิดพิจารณาบนหลักพื้นบานของความเป็นจริง พระพุทธเจ้าสอนให้เราพึ่งตนเอง เพราะความสำเร็จและความล้มเหลวขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเป็นหลัก แม้จะมีเหตุปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่เหตุปัจจัยภายในที่สำคัญก็คือตัวเรา เช่นเราทำงานต้องการความสำเร็จ มีความก้าวหน้า ก็ต้องมีความขยัน รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นคนอ่อนน้อม ย่อมมีความเจริญในหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ไหน กับใคร โดยไม่ต้องบนบานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย ส่วนคนที่เชื่อว่าความสุข ความทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์เกิดจากโชคชะตาบันดาล มิใช่เกิดจากเหตุปัจจัย ผู้ที่เชื่อเช่นนี้จะเป็นคนชอบเสี่ยงโชค รอให้โชคชะตาช่วย เช่น เล่นหวย เล่นหุ้น เล่นการพนัน การเสี่ยงโชคดังกล่าวเป็นความหลงและความเขลา หลงว่ามีเงินมากจะมีหน้าตา เกียรติยศ ชื่อเสียง และความสุข แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ได้มาจากการสร้างคุณงามความดีของแต่ละบุคคล จึงจะมีคุณค่าเป็น

 

 

สิ่งที่น่าชื่นชมของคนในสังคมอย่างแท้จริง ส่วนความสุขจะเกิดขึ้นได้โดยการมีปัญญา รู้จักวางใจในสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบในชีวิตไม่ให้เป็นทุกข์ เงินทองที่ร่ำรวยสามารถซื้อหาวัตถุเข้ามาบริโภค ซึ่งเป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกชั่วคราวให้กับชีวิต ไม่ได้เป็นความสุขที่ยั่งยืน

กรรมจำแนกได้เป็นสามประเภทคือ จำแนกตามคุณภาพ ได้แก่ การบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุและกุศลกรรมบถ เช่น การให้ทาน การอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น การรักษาศีล จำแนกกรรมตามที่กระทำ ได้แก่ การกระทำทางกาย วาจา และใจ และจำแนกตามหลักเกณฑ์การให้ ได้แก่ กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา ทั้งในชาติปัจจุบัน ภพที่จะไปเกิด และภพต่อๆไป การยอมรับกรรมไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะนอกจากกรรมในอดีตแล้วก็ยังมีกรรมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรเน้นควรทำ และควรปรับปรุงเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แม้กรรมในอดีตจะมีจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสร้างกรรมใหม่ที่ดีของเราไม่ได้ เพราะทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ต่างก็ให้ผลควบคู่ไปด้วยกัน บุคคลใดที่ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ และได้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ฟังธรรม แสดงธรรม ภาวนา เมื่อตายไปแล้วมีที่ไป คือ ไปสวรรค์ก็มี เพราะได้ทำกรรมดีไว้ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ไปนรกก็มีเพราะ ได้ทำความชั่วไว้มากในชาติก่อน กรรมชั่วยังมีกำลังให้ผลอยู่ ส่วนกรรมดีที่ทำในชาตินี้ยังไม่มีโอกาสให้ผล นอกจากนี้ในขณะที่จวนจะตาย หากจิตของผู้ใดตั้งอยู่ในกุศล ผู้นั้นย่อมไปสู่สุคติก่อน แต่หากจิตผู้ใดตั้งอยู่ในอกุศล ผู้นั้นย่อมไปทุคตินรกก่อน ความคิดสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจตายมีความสำคัญต่อการเกิดในชาติต่อไป การวางใจไว้ให้ถูกที่ในนาทีสุดท้ายของชีวิต เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติหรืออบายภูมิเป็นที่หมาย ตรงกันข้ามกับจิตผ่องใส สุคติภูมิเป็นที่หมาย การปฏิบัติธรรมที่มีประสิทธิผลและประสิทธิคุณต่อชีวิต ก็คือการมีสติปัญญาระลึกรู้อารมณ์ของจิตอยู่เสมอ เมื่อจิตเศร้าหมองก็ละวางความเศร้าหมอง ปรับแต่งจิตให้มีอารมณ์ผ่องใส กรรมในอดีตทั้งที่เป็นชาตินี้และชาติก่อน ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และชาติกำเนิดของแต่ละบุคคลที่ได้เกิดมาแล้วก็เลือกไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้นทั้งกรรมชาติกำเนิดที่ผ่านมาจึงเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับสถานะความเป็นจริง แต่ไม่ควรจะยอมจำนงต่อสถานะที่เป็นอยู่ กล่าวคือ หากเกิดในสถานะที่ยากจนขัดสนก็ไม่ยอมจำนนต่อชีวิต หาทางต่อสู้พัฒนาไปสู่ฐานะที่ดีให้ได้ ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าจะเกิดในฐานะที่มั่งคั่งบริบูรณ์ ก็จะต้องพัฒนาไปสู่สถานะที่ดียิ่งๆขึ้น คนเรามิได้เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม เพราะชีวิตของเรามิได้ขาดทุน ล้มละลาย ที่จะต้องมาชดใช้หนี้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เรามีทั้งต้นทุนที่เป็นทรัพย์สิน คือบุญบุญ และหนี้บาป ของชีวิตติดตัวมา เราเกิดมาเพื่อที่จะสร้างทรัพย์สินให้มากยิ่งขึ้น และชดใช้หนี้สินที่ทำไว้ให้หมดไปโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็สังวรระวังตัวที่จะไม่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ช้าหนี้สินเก่าก็จะหมดไป ชีวิตก็จะเป็นอิสระ หากเรามีความเข้าใจและตั้งเป้าหมายในการดำเนินชีวิตไว้เช่นนี้ เราจึงเกิดมาเพื่อพัฒนาชีวิต ให้การกระทำหรือกรรมของเรามีกำไร มิให้ขาดทุน ชาตินี้มีความสำคัญยิ่ง เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งนับเป็นลาภอันประเสริฐแล้ว ควรใช้โอกาสนี้สร้างบุญบารมีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งได้พบพระพุทธศาสนา และมีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำชีวิตไปในทางที่ถูกแล้ว อย่าปล่อยโอกาสอันดีให้ผ่านไป เพราะการเกิดในชาติต่อไป โอกาสจะได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องอันจะนำชีวิตออกจากทุกข์นั้น เป็นของที่ยากยิ่ง

สิ่งสำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรมก็คือ การนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะชีวิตประจำวันของเราสัมผัสสัมพันธ์อยู่กับธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมทั้งนั้น โลกกับธรรมอยู่คู่กัน แต่ก่อนเมื่อไม่รู้จักธรรมบุคคลจึงอยู่กับโลก ปล่อยให้กระแสโลกนำพาชีวิตจิตใจให้ลุ่มหลงไปกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน เมื่อมีสติปัญญารู้จักธรรมแล้ว ก็จะเห็นสิ่งต่างๆเป็นธรรมหรือเห็นความเป็นจริงของสัจธรรม จะได้ไม่ลุ่มหลงไปกับกระแสโลกเหมือนที่เคยเป็นมา การฝึกจิตให้เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจรงอยู่เนืองๆ เป็นการเปิดรับให้ธรรมเข้ามาอยู่ในใจ ให้ใจอยู่ในธรรม ธรรมกับใจหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อนั้นจิตผ่องใสอยู่กับสิ่งทั้งหลายโดยไม่หลง จิตก็จะเป็นอิสระพ้นจากบ่วงมารได้ การที่เราเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติและชีวิตช่วยให้เราทำใจได้ เมื่อเผชิญกับความไม่เที่ยงที่เกิดขึ้นในชีวิต การทำใจยอมรับความไม่เที่ยงไม่ใช่เป็นการยอมจำนน ปล่อยให้สิ่งต่างๆในชีวิตดำเนินไปตามยถากรรม ตรงข้ามกลับนำเอาความจริงของธรรมชาติมาเป็นเครื่องฝึกใจ เพื่อเตรียมพร้อมกับความไม่เที่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยให้มีสติปัญญาเตือนใจอยู่เนืองๆในสิ่งที่ตนสัมผัสสัมพันธ์อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมบัติวัตถุที่ครองครองใช้สอยอยู่ เป็นบุคคล ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน ตลอดจนในสังคมที่เกี่ยวข้องอยู่ แม้ในกิจกรรมเกี่ยวกับหน้าที่การงานที่จะต้องทำอยู่ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีความไม่เที่ยง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และให้พิจารณาว่าเหตุปัจจัยของความไม่เที่ยงเกิดจากอะไรบ้าง หากเป็นเหตุปัจจัยภายในให้หาวิธีป้องกันไว้ก่อน ความสุขความยินดีพอใจในสิ่งที่ตนชื่นชอบเป็นของชั่วคราว แม้ความทุกข์ความคับแค้นใจก็เป็นของชั่วคราว คำว่าชั่วคราวนั้น หากเป็นความสุขความพอใจ บุคคลก็อยากให้ชั่วคราวนั้นอยู่นานๆ บางสิ่งอยากให้นานไปตลอดชีวิต แม้ชีวิตที่อยู่บนโลกจะชั่วคราว ก็ยังอยากให้ชั่วคราวนานๆ สักแป๊บเดียวยิ่งดี แต่ชั่วคราวจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของสิ่งนั้นๆ ใช่ว่าจะบังคับได้ดังปรารถนา เมื่อธรรมชาติของความจริงเป็นเช่นนี้ บุคคลควรจะพิจารณาความเป็นจริงดังกล่าว และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันเตือนจิตเตือนใจของตนอยู่เสมอ เรามาอยู่ในโลกนี้ชั่วคราว สิ่งที่ได้ ที่มี ที่เป็น ที่สัมผัสสัมพันธ์ ล้วนเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น วันหนึ่งก็ต้องจากกันไป โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลย นอกจากบุญกับบาปเท่านั้นที่จะตามติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ การฝึกจิตให้มีความเห็นถูกต้องหรือตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิเป็นหนทางที่จะนำสุขมาให้ในชีวิตประจำวัน แม้ล่วงลับไปแล้วก็จะนำไปสู่สุคติภูมิ เพราะการฝึกจิตจะช่วยเพิ่มกำลังของสติปัญญาในทางที่ชอบ ให้เห็นจริงตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งจะช่วยถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิด อันนำความทุกข์มาสู่ชีวิต และพาชีวิตไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิ ฉะนั้นหัวใจหลักก็คือ แม้ว่าเราจะพยายามเอาชนะกรรม แก้กรรม หรือพยามยามสร้างกรรมดี แต่สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ที่ใจทั้งสิ้น เมื่อใจดี มีการนั่งสมาธิ ปฏิบัติภาวนาอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ทุกคนได้พบกับความสุขที่แท้จริง