เรื่องมีอยู่ว่า เราได้มาร่วมตัวกันด้วยความสมัครใจเพื่อเขียนรายงานการเยี่ยมโรงพยาบาลจู่ๆพี่หมูก็ถามคำถามพี่หมีขึ้นมา พอลล่าก็สนใจ นั่งฟังด้วย เลยขออนุญาตนำสิ่งที่พี่หมูบันทึกตอนที่เราคุยกันมาเล่าสู่กันฟังค่ะ พี่หมูเขียนไว้ดังนี้
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 23.39 น. (พอลล่า พี่หมี พี่หมู)
"เมื่อวานพี่หมีช่วยเขียนรายงานด้านชุมชน และได้ตั้งคำถามมากมายทำให้เริ่มสนใจที่จะศึกษามุมมองด้านส่งเสริมสุขภาพ วันนี้มีโอกาสได้คุยกันก็เลยถามว่า “หากเราต้องเขียนรายงานองค์ 5 มีข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องรวบรวมมาเพื่อที่จะทำให้เราสามารถเขียนรายงานได้ง่ายขึ้น” ได้รับทราบคำตอบว่า เริ่มต้นที่โรงพยาบาล ศึกษาข้อมูลของโรงพยาบาลก่อนว่าเขากำลังให้ความสำคัญกับกลุ่มโรคอะไร หรือกลุ่มโรคอะไรที่เป็นปัญหาในโรงพยาบาล หากเป็นโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมต้องศึกษาวิธีการปรับพฤติกรรม หรือต้องพูดถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หากมองในมุม HA จะให้น้ำหนักกับการรักษาการดูแล การใช้ยา ส่วน HP จะเพิ่มคุณค่าในเรื่องการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับโรคได้อย่างสมดุลมีความสุข เช่น การเพิ่มสมรรถนะของปอดดีขึ้น การทำให้คนไข้เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค และรู้ว่าจะต้องดูแลตนเองในระดับไหน ร่วมกับการให้ข้อมูลที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยว่าเขาสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง การให้ข้อมูลที่มีความชัดเจนเพียงพอ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าเมื่อถึงระดับไหนที่เขาจะต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ เราสามารถเชื่อมโยงปัญหาที่พบกับการดูแลต่อเนื่องและการวางแผนจำหน่ายให้กับผู้ป่วยในกลุ่มโรคเดียวกัน หรือในการให้บริการครั้งต่อไป (HP เน้นการเสริมพลังและการให้ข้อมูลคนไข้)
กลุ่มโรคอาจเป็นโรคติดต่อ โรคติดเชื้อ โรคเรื้อรัง หรือโรคฉุกเฉินก็ได้ ถามต่อว่า “หากเราจะใช้ Acute MI เป็นตัว trace งาน HP เราจะดู trace อย่างไร” จากการพูดคุยกันทำให้ได้คำตอบว่า AMI เป็นภาวะฉุกเฉิน กระบวนการประเมินและดูแลรักษา AMI จึงสะท้อนภาพของ HA ชัดเจนแต่หากมีการทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังใน case AMI อาจได้ข้อมูลที่ช่วยในการวางแผนพบว่าปัญหาคืออะไร เช่น AMI ส่วนใหญ่มี underlyingdisease อะไร เช่น เบาหวาน พบแล้วโรงพยาบาลพยายามทำอะไรต่อ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว
พอลล่าเล่าให้ฟังว่า “ที่รพ.แห่งหนึ่ง เขาจะเน้นการป้องกันการเกิด CHF ซึ่งเป็น secondary prevention” และจากการคุยกันทำให้ตั้งข้อสังเกตว่า ในฐานะที่ รพ. เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ รับส่งต่อผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ เขาได้นำปัญหานี้มาวิเคราะห์หรือไม่และนำปัญหานี้ไปสร้างการเรียนรู้ให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อนำสู่การป้องกันปัญหาหรือการดูแลเบื้องต้นอย่างไร การเน้นที่ primary prevention โดยการ educate กลุ่มโรงพยาบาลในเครือข่ายหรือโรงพยาบาลชุมชน ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ
ข้อสังเกตอีกประการคือ หากเป็น AMI มักมี underlying เป็น DM แต่หากเป็น Stroke ปัญหาจะมาจาก HT ดังนั้นการ( Empower )ให้โรงพยาบาลค้นหาและป้องกันปัญหาจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งการดูแลผู้ป่วยที่เชื่อมโยงไปยังชุมชน หรือการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและเข้ามาช่วยเหลือในการดูแลและป้องกันปัญหาเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างเสริมให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง
กล่าวโดยสรุปจะเห็นว่า การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลเชื่อมโยงกับการสร้างเสริมสุขภาพ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเสริมพลัง empower ให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเรียนรู้และเข้าใจปัญหาสุขภาพที่เป็นอยู่เรียนรู้ที่จะดูแลตนเองและแก้ไขปัญหาให้กับตนเองได้ ดังนั้นการเชื่อมโยงกับแนวคิดการวางแผนจำหน่าย จึงให้ความสำคัญกับการค้นหาปัญหาและสามารถให้คำแนะนำหรือการช่วยให้คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ภายใต้บริบทหรือวิถีชีวิตของเขา ดังนั้นในการเยี่ยมสำรวจสิ่งสำคัญจึงเป็นการเข้าไปเรียนรู้ว่า อะไรคือปัญหาที่ชุมชนเผชิญ เขาได้เรียนรู้และจัดการปัญหานั้นอย่างไร เขาได้ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดด้านสุขภาพอย่างไร
และเมื่อคุยกันถึงการลงเยี่ยมชุมชน ก็ทำให้ได้บทเรียนว่า การเรียนรู้ปัญหาสุขภาพของชุมชน ความต้องการจำเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง จะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้โรงพยาบาลสามารถสร้างเสริมสุขภาพของชุมชนได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและตรงประเด็นมากขึ้น ส่วนใหญ่โรงพยาบาลมักจะมองปัญหาชุมชนจากปัญหาที่คนส่วนใหญ่เข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาล เช่น คนไข้เบาหวานมาก ก็นำเรื่องเบาหวานมารณรงค์เพื่อลดปัญหาด้านเบาหวานจริงอยู่แม้ว่าจะไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะบางครั้งสิ่งที่ชุมชน concern อาจไม่ใช่สิ่งที่โรงพยาบาล concern และเมื่อการ concern ในเรื่องหรือปัญหาที่ต่างกัน การพัฒนาย่อมมีโอกาสเผชิญกับอุปสรรค
ข้อสังเกตจากการเยี่ยมโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่จะพบว่า ปัญหาที่นำคนไข้มารับการรักษาจำนวนมากคือ Diarrhea หรือ URI แต่ปัญหาเหล่านี้มักถูกทีมนำทางคลินิกมองข้ามเพราะมันดูเหมือนไม่รุนแรง โดยที่เขาอาจลืมไปว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพทั้งสิ้น ดังนั้นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีควรสามารถแก้ปัญหาที่เผชิญได้
ดังนั้นในการเข้าเยี่ยมชุมชนจึงควรเพิ่มความสำคัญในการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของชุมชน ข้อจำกัด การมีส่วนร่วมที่ชุมชนให้ชัดเจน เช่น เคยพบว่าไปเยี่ยมโรงพยาบาลทีมนำทางคลินิกให้ความสำคัญกับ DM ทำให้นำแนวคิดการดูแลตนเองและทำให้ชุมชนเข้าใจผิดว่า DM คือปัญหาชุมชน พี่หมีเล่าให้ฟังว่า เคยถามชาวบ้านว่า ในหมู่บ้านมีกี่คนที่เป็นเบาหวาน แล้วคนที่นี่ทำงานอะไร ปัญหาที่เกิดจากการทำงานมีอะไรบ้าง หรือถามว่าคนส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยเป็นอะไร แล้วดูแลตนเองอย่างไร เมื่อไหร่จะต้องไปหาหมอ ถ้าไม่ไปหาหมอจะดูแลหรือแก้ปัญหายังไง ซึ่งการชวนชาวบ้านพูดคุยประมาณนี้อาจเป็นการกระตุ้นให้โรงพยาบาลได้มองเห็นปัญหาที่แท้จริงของชุมชน และเข้ามามีส่วนในการสร้างเรียนรู้ที่จะสร้างเสริมสุขภาพขอบชุมชน ด้วยชุมชน เพื่อความยั่งยืน
การประเมินชุมชนว่าเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างไรนั้นแม้โรงพยาบาลจะเตรียมคนมาคุยกับเรา แต่หากเราคุยกับเขาให้เขารู้สึกเป็นมิตรกับเราและสนุกที่จะคุยกับเรา จะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้ปัญหาสุขภาพชุมชน หรือการพัฒนาที่ดีๆ ของชุมชนได้ ตัวอย่างเรื่องเล่าที่พี่หมีเล่าให้ฟัง ก็น่าสนใจ เรื่องมีอยู่ว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้เตรียมคนให้เข้ามาคุยด้วย แต่เมื่อคุยกันเรื่อยๆ ทำให้คนเหล่านั้นบอกความจริงและการดำเนินชีวิตปกติให้ฟัง ซึ่งมันจะช่วยให้เราประเมินได้ว่า การสร้างเสริมสุขภาพเกิดขึ้นจริงหรือไม่ กรณีตัวอย่างที่พี่หมีเล่าให้ฟังคือ มีคนไข้คนหนึ่งเป็นเบาหวานเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยมาก คนไข้คนนั้นเคยเป็นนางเอกลิเก สามีรักมาก ไม่ให้ทำงานแต่ให้เงินใช้ เขาก็นำเงินไปซื้อเหล้ามาดื่ม คนไข้ติดเหล้า มีปัญหาเรื่อง Hypo-Hyperglycemia บ่อย วันหนึ่งทีมงานโรงพยาบาลจึงได้เข้าไปคุยกับชุมชนเพื่อให้ช่วยเหลือ ชุมชนไปคุยกับสามีผู้ป่วยไม่ให้จ่ายเงินให้ใช้ ไปขอร้องร้านขายเหล้าไม่ให้ขายให้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันสะท้อนภาพของการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล
บทเรียนจากพี่หมี บอกว่า เมื่อสัมผัสได้ว่าทีมไม่เข้าใจ คำถามคือ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาไม่เข้าใจ ถ้าคุยแล้วรู้สึกว่าเขาไม่เข้าใจจะให้คนอื่นทำ ทำให้คนที่มีหน้าที่ทำ ไม่ถูกพัฒนา (เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา)
สวัสดีค่ะ อาจารย์