มาประเมินกันดีกว่า

            หลายๆที่ทำงานคงมีระบบการประเมินการทำงานที่แตกต่างกันใช่ไหม แล้วที่บ้านผมมันเป็นยังไง?

            เมื่อพูดถึงเรื่องการประเมินหรือถูกประเมิน หลายคนอาจจะมีความรู้สึกแหนงหน่าย แขยง เบื่อ หรือไม่ก็ตื่นเต้น ตื้นตัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบริบทที่ว่า ตัวเองเป็นคนแบบไหน เป็นคนถูกประเมิน เป็นคนตั้งเกณฑ์การประเมิน หรือเป็นคนภายนอกที่มาดูการประเมิน

            การประเมินเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามผลการทำงานของบุคลากร อันนี้ผมสรุปเองครับ ไม่ทราบว่าจะถูกต้องครอบคลุมหรือไม่ เอาเป็นว่า ในมุมมองของผู้ไม่บริหาร ผมก็มองมันว่าเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ควบคุมและติดตามคุณภาพของเรา ซึ่งจุดมุ่งหมายของเครื่องมืออันนี้ก็คิดว่า คนที่เอามาใช้ก็คงเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในหน่วยงานนั่นเอง แต่นั่นแหละ เมื่อมีการประเมินก็ต้องมีการถูกประเมิน เราเคยใช้เครื่องมือนี้แล้วเกิดผลเสียตามมาด้วยเหมือนกัน เป็นต้นว่า เมื่อประเมินผู้ร่วมงานออกมาแล้วได้ผลว่า เขาทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน หรือถ้าเรียกให้หรูว่า below average แล้วล่ะก็ การลาออก ก็อาจจะเป็นคำตอบสุดท้าย ของผู้ที่มีที่ที่จะไปได้

            เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินนั้น จะมีมาตรฐานหรือแม่นยำหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่ปัจจัยบางอย่าง เป็นต้นว่า มีเกณฑ์ที่ละเอียดถี่ยิบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เหล่านี้คือปัจจัยทางด้านกายภาพของเครื่องมือ แต่อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นก็คือคนใช้เครื่องมือ ซึ่งในส่วนตัวแล้วผมคิดว่าตรงนี้มีความสำคัญที่สุด พูดอย่างทันสมัยก็คือ มันคืออาวุธ มันคืออำนาจ ผู้ที่มีอำนาจมากย่อมจะต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูงส่งเช่นเดียวกัน

            การมีเกณฑ์ตรวจวัดนั้นทำให้เครื่องมือมีความแม่นยำมากขึ้น อันนี้อาจจะเป็นจริงครับ แต่ลองมาดูกรณีหนึ่งซิครับว่า มันแม่นจริงหรือไม่

            สมมติว่า การประเมินของหน่วยงานหนึ่งนั้นมีเกณฑ์การตรวจวัดดังนี้ ด้านการเรียนการสอน ด้านวิจัย ด้านกิจการนักศึกษา ด้านกิจกรรมวิชาการ ด้านบริการ ด้านบริหาร (สมมติเท่านั้นนะครับ) ซึ่งแต่ละด้านก็มีตัววัดอีกหลายหัวข้อ (อันนี้น่าสงสารคนที่ต้องลงคะแนน คนที่ต้องออกแบบประเมินมาก)

ด้านการเรียนการสอนนั้นไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะนักเรียนประเมินเราในแบบฟอร์มที่กำหนด ด้านงานวิจัยนั้นอาจจะประกอบด้วย การมีส่วนร่วมในงานวิจัย การเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานวิจัย เช่น journal club, research meeting เป็นต้น แต่หากเรามาเอาคะแนนในส่วนของการเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการมาจับ เช่น ใครมีส่วนร่วมในงานวิจัยเท่าไหร่เราไม่สน แต่เราจะมาวัดกันที่ปริมาณการเข้าร่วม conference แล้วไซร้ มันจะช่วยบอกถึงคุณภาพของการประเมินในด้านนี้สักเท่าใด และเมื่อมีการลงคะแนน เขาก็มาดูว่า เรานั้นเข้าร่วม journal club กี่ครั้ง สมมติว่าปีนี้มี 10 ครั้ง มีคะแนน 10 คะแนนเต็ม ใครเข้า 2 ก็ได้ 2 คะแนน ฟังดูก็น่าจะดีใช่ไหม แต่หากมีการมาแก้คะแนนแบบศรีธนชัยแล้วล่ะก็ ฮ่า ฮ่า ยอมไม่ได้ ที่ผมเข้าได้ 2 ครั้งนี้ก็เพราะว่ามีเหตุจำเป็นจริงๆนี่นาที่เข้าร่วมไม่ได้ ผมต้องไปประชุมในกรรมการตามที่หน่วยงานให้ไปนี่นา ยังไงก็เข้าได้ 2 ครั้ง เพราะอีก 8 ครั้งไปประชุม อย่างนั้นเพื่อความยุติธรรม ผมควรได้คะแนนในส่วนนี้ 2 ครั้ง ในจำนวนที่เข้าร่วมได้จริงๆ 2 ครั้ง นั้นคือ ต้องได้ 10 คะแนนเต็ม?!? เล่นเปลี่ยนตัวหารแบบนี้ เรียกว่าคุณพระศรีฯจริงๆ เพื่อนร่วมงานคนอื่นที่มีงานวิจัยในมือมาก แต่ไม่ค่อยเข้าร่วม journal club ไม่ยอมมาแก้ไขคะแนนส่วนนี้ว่าที่ไม่เข้าร่วมเพราะอะไร เช่น ติดงานบริการอยู่ หรือกำลังทำงานวิจัยจริงๆ คนๆนั้นก็จะได้ไป 2 คะแนน ตามระเบียบพัก ยังครับ ยังไม่จบ ตัวอย่างด้านกิจการนักศึกษา ทุกคนก็บอกว่า เราเป็นอาจารย์ มีลูกศิษย์ที่ปรึกษา เราควรจะได้คะแนนเต็ม เพราะว่าเราต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (อันนี้ไม่ต้องไปดูว่า คุณภาพมีไหม ได้เจอลูกศิษย์บ้างหรือไม่ จำชื่อเขาได้ไหม..ฮา) ในขณะที่ผู้ร่วมงานท่านอื่นเขาอาจจะต้องทำงานในหน่วยงานนี้มากหน่อย ใช้เวลาราวร้อยละ 10 ของการทำงานไปกับการดูแลนักศึกษา แต่ก็ยังคงได้รับคะแนน 10 เท่ากับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ เช่นเดียวกันกับเกณฑ์การให้คะแนนในส่วนของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ หากเรานับจากการลงชื่อเข้าร่วมโดยมิได้ดูอย่างอื่น อันนี้ก็คงไม่มีความแม่นยำ เช่น คนที่เข้าตรงเวลากับคนที่เข้าท้ายชั่วโมง คนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมเต็มที่กับคนที่เข้ามาเพื่อนั่งคุยเรื่องอื่นๆ หรือคนที่เข้ามาเพียงเพื่อลงนามให้ปรากฏแล้วเดินออกไป เหล่านี้เป็นต้น

จากปรากฏการณ์ที่เห็น คงพอจะมองออกว่า คนทำงานนั้น ย่อมมีความสามารถที่แตกต่างกันไปตามปัจเจก บางคนเก่งเรื่องการเรียนการสอน บางคนเก่งเรื่องงานบริการ บางคนเก่งเรื่องการทำวิจัย ในขณะที่บางคนเก่งเรื่องการดูแลนักเรียนของเขา การประเมินที่ดีย่อมต้องแยกให้ออกว่าคนไหนเก่งด้านใด และต้องยอมรับในความสามารถของเพื่อนร่วมงานของเรา จากที่เล่ามาก็คงพอจะมองออกว่า ทำไปทำมา แต่ละคนก็อยากจะเด่นหรือเก่งในทุกด้าน คนที่ทำงานบริหารก็ได้คะแนนบริหารดีเยี่ยม ในขณะเดียวกันก็ได้คะแนนเต็มด้านกิจการนักศึกษา เพราะท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (เท่านั้น) ในขณะเดียวกันท่านก็ได้คะแนนด้านการวิจัย เพราะว่าเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกครั้ง (ตามแต่ว่าท่านจะเข้าได้กี่ครั้ง ฮ่า ฮ่า) ในขณะเดียวกันท่านก็ได้คะแนนการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเต็มทุกครั้ง เพราะเมื่อท่านเข้าไม่ได้เพราะติดประชุมบริหาร ท่านก็ยังสามารถได้คะแนนส่วนนี้ (เรียกว่าเปลี่ยนตัวหารยังไงเล่า) ในขณะเดียวกันท่านก็ได้คะแนนดีมากๆจากการบริการทั้งๆที่ท่านทำงานบริการน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร เพราะท่านติดประชุมอย่างไรเล่าจะมาให้การบริการเท่าคนอื่นได้อย่างไร เราต้องยุติธรรมแก่ท่านด้วยนะ และในขณะเดียวกัน ท่านก็ต้องได้คะแนนบริหารดีด้วย เพราะท่านเป็นผู้บริหารไง อันนี้คนที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารก็ต้องเข้าใจนะ ว่าคนที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารย่อมไม่สมควรได้คะแนนส่วนนี้ไป มันจะไม่มีความยุติธรรม (เอาเข้าไป) เมื่อรวมคะแนนออกมาแล้วก็แทบจะได้คะแนนสูงลิ่วทุกครั้งไป เด่นดีทุกส่วน แล้วจะประเมินกันไปทำไม นี่คือหนึ่งในการใช้เครื่องมือในการประเมินที่ผิดอย่างมหันต์ (ถ้าเป็นภาษาบ้านผมจะเรียกว่า ผิดอย่างแรง)

เฉกเช่นเดียวกับการประเมินคนอื่น เราคงต้องมีความยุติธรรม ประเมินตามความเป็นจริงที่มองเห็นด้วยตาหรือด้วยผลงานของเขา มากไปกว่าการใช้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ แต่ประเทศชาติก็คงเจริญไปนานแล้ว หากเรามีแต่คนที่ยุติธรรม จริงไหม บ้านเรายังคงมีการใช้มิจฉาทิฐิในการประเมินกันค่อนข้างสูง ลองดูตัวอย่างว่า ผู้ร่วมงาน 3 คน ทำงานใน 3 หน่วยงาน ที่มีหัวหน้าเป็นผู้ประเมินลูกน้อง (แน่นอนว่า ก็มีการประเมินหัวหน้าโดยลูกน้องเช่นเดียวกัน) คะแนนในส่วนนี้จำเป็นต้องมีความยุติธรรมเป็นอย่างมาก เพราะหากเราประเมินคนที่หน้าตา ความถูกอกถูกใจมากไปกว่าผลงานหรือคุณความดีที่เขาทำนั้น ความไม่แม่นยำของเครื่องมือก็จะบังเกิด เช่น ทั้ง 3 คนที่ว่านี้ ทำงานดีเท่ากัน ปริมาณงานเท่ากัน สำริดผลเท่ากัน แต่หัวหน้างานทั้ง 3 หน่วยงานกลับให้คะแนนที่แตกต่างกันมาก เช่น 10 และ 3 อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่แม่นยำของการประเมินเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดที่เขียนมานี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า การประเมินที่ดีนั้น จำต้องมีเครื่องมือที่ดี และคนใช้เครื่องมือที่ดี โดยที่ส่วนตัวมีความเห็นว่า ปัจจัยส่วนหลังมีความสำคัญที่สุด และปัญหาก็มักจะเกิดจากส่วนนี้เสียด้วยซี

แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี

ผมก็ไม่รู้หรอก ทำให้ดี ทำให้ดีด้วยตัวเอง ทำให้ดีโดยไม่ต้องไปพะวงกับการประเมิน และทำให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องพะวงกับผลการประเมิน ฟังดูอาจจะทำได้โดยยาก เพราะเรามักถูกสอนว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง เพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล โดยที่ไม่ได้ดูว่า หนทางในการได้รับชื่อเสียงเกียรติยศนั้นได้มาอย่างไร แต่ถ้าหากเราลืมเรื่องนี้ไปเสียบ้าง ทำงานต่อไป ปล่อยวาง อุเบกขาในข้อนี้จะทำให้เราหลุดพ้นจากความกังวลใจต่อไปได้ในที่สุด และเราก็จะมีความสุขในการทำงานที่สุด เชื่อผมไหม (เชื่อ ไม่เชื่อ เชื่อ ไม่เชื่อ...........)