ทุกวันนี้ลัทธิบริโภคนิยมมีอิทธิพลแผ่กระจายไปทั่วทั้งโลก ทั้งศาสนาและการเมืองไม่สามารถเทียบทานได้ ในประทศไทยลัทธิบริโภคนิยมครอบงำจิตใจคนไทยไปมากมาย ลัทธินี้สามารถเปลี่ยนความเชื่อ วิถีชีวิต และปรากฏการณ์ต่างในสังคมไทย เกิดวัฒนธรรมต้องเดินเตร็ดเตร่ซื้อของและเที่ยวห้าง ลุ่มหลงการพนัน เสี่ยงโชค เกิดลัทธิคลั่งซื้อ เกิดอาชญากรรมที่รุนแรงขึ้น เกิดการคอร์รัปชั่นทุจริตคดโกงกันไปทุกวงการทั่วทั้งประทศไว้เว้นแม้เด็กนักเรียน การแย่งชิงและทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนสำนึกดีไปสู่สำนักชั่วเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ บ้าวัตถุ และความเชื่องมงายที่เรียกว่าศาสนาเชิงพานิชย์(เครื่องลาง ของขลัง จตุคาม ฯลฯ)แพร่ระบาดไปทั้งประเทศ

               สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน การสร้างสังคม,ชุมชนเป็นไปเพื่อการเกื้อกูลต่อชีวิตที่ดีงาม ครอบครัว ชุมชนวัด มัสยิด โบสถ์ เป็นสถาบันหลักทางศีลธรรมที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อมนุษย์ต่อจิตสำนึกของผู้คน แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปลัทธิทุนิยม บริโภคนิยมเข้ามาแทนที่ จิตใจใฝ่ธรรมก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ (ชุมชนทางศีลธรรมเราอ่อนแอลง) เราไม่สามารถรู้เท่าทันลัทธิบริโภคนิยมนี้ว่ามันมีโทษอย่างไร จริงอยู่เราสะดวกสบายจากลัทธิบริโภคนิยม ต่เราก็สูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปมิใช่น้อย และถามว่าที่เสียไปเป็นความสุขสบาบที่แท้จริงหรือไม่ ขอยกกรณี การคืบคลานเมาของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ผู้คนเดินขวักไขว่แทบจะเดินชนกันทุกวันหยุดหรือช่วงเลิกงาน เงินทองไหลไปไหน จริงอยู่คนไทยมีงานบนเศษเงินที่มาจากกำไรของสินค้าส่วนหนึ่งที่ทำให้ร้านค้าเล็กน้อย ร้านของผู้เฒ่าผู้แก่ดังเดิมพังล้มลงส่วนเงินมหาศาลหลั่งไหลไปประเทศแม่เดือนละหลายร้อยหลายพันล้าน และมีแนวน้อมที่ผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นจะออกใบอนุญาตให้ห้างยักษ์ใหญ่ไปซื้อไปเช่าที่ดินระดับอำเภอตำบลทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนรุนแรงไปทุกหย่อมหญ้า เชื่อไหมครับว่าหากเราไม่รู้เท่าทันแรงปรารถนาของตัวเรา(ลัทธิคลั่งซื้อ)ก็ยากที่จะหลุดพ้นจากการครอบงำของลัทธิบริโภคนิยมได้ เราจะเรียนรู้ให้เท่าทันและก้าวพ้นลัทธินี้อย่างไร 1.การรู้จักประมาณ ใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่คลั่งซื้อ 2.ต้องไม่ลืมว่าทุกคนต้องความสบายซึ่งความสะดวกสบายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกื้อกูลต่อชีวิต ช่วยให้ชีวิตงอกงามเข้าถึงความสุขที่ลึกซึ้ง 3.ต้องตอบตัวเอง ครอบครัวว่าเรามีสุขที่แท้อย่างไร ใจเราพอไหมที่จะต้านลัทธินี้ ต้องไม่ลืมว่าความสุขทางกายคือความสุขจากการเสพและการใช้ทรัพย์ ความสุขทางศีลคือมีความสุขกัยพฤติกรรมที่ดีงาม มีสัมพันธภาพที่ราบรื่นเป็นสุขกับผู้อื่น ความสุขทางจิต อบอุ่น เกิดปิติ เกิดสมาธิผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ความสุขทางปัญญาเป็นความสุขที่รู้แจ้งในสัจจธรรม ทำให้รู้เท่าทัน ที่สำคัญตอบใจเราให้ได้ว่าเรามีสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ดีจริงๆแล้วหรือเปล่า ผมให้ความสำคัญของข้อที่ 3 มาก และอยากให้เราสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของลัทธิทุนนิยมบริโภคนิยม และรื้อฟื้นวิถีเกื้อกูลกันของสังคมไทยเดิมกลับคืนมา