สุขภาพที่ดี ย่อมอยู่ในร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์

...เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านมักจะเห็นชายคนหนึ่งออกมาเดินอยู่ข้างถนนทุกวัน.. ในเวลาเช้า เดินไปอย่างมีจุดหมาย..ร้านค้าในหมู่บ้าน ..ขอบุหรี่สูบหน่อย แม่ค้าก็ยื่น บุหรี่ให้ 1 ตัว เอ้า ! ไป แล้วกลับบ้านนะอย่ามาเดินแถวนี้อีก  แล้วชายคนนั้นก็เดินจากไป พร้อมบุหรี่ 1 ตัว กับรอยยิ้มที่มีความสุข...

..วันหนึ่งที่สถานีอนามัย..คุณยายคนหนึ่งมาถามหา..คุณหมอวันอยู่บอ (ภาษาอิสาน) ..ฉันตรวจคนไข้อยู่ในห้องตรวจ...แม้จะเป็นวันอาทิตย์ ก็จะมีคนมารับบริการที่สถานีอนามัย ตลอดทั้งวัน .. "มีอะไรหรือจ๊ะยาย"  ฉันเดินออกมาจากห้องตรวจ เมื่อจ่ายยาคนไข้เรียบร้อยแล้ว คุณยายร่างเล็กท่าทางแข็งแรง ..ฉันยิ้มให้และถามถึงวัตถุประสงค์ที่ยายมาหา "ยายอยากมาขอใบรับรองว่าลูกยายพิการ หมอพร (หัวหน้าสถานีอนามัย) บอกว่าให้มาหาหมอวัน"...คุณยายแจ้งความประสงค์อย่างไม่อ้อมค้อม "ลูกยายพิการเป็นอะไรหรือจ๊ะ" ฉันสอบถามข้อมูล พร้อมคิดทบทวนเกณฑ์การประเมินผู้พิการ..ในใจ. 

... "ลูกยายไม่ได้พิการแต่มันเป็นบ้า"

ตามเกณฑ์การประเมินแบ่งผู้พิการออกเป็น  5  ประเภท คือ

1.  พิการทางการมองเห็น (ตาบอด)

2.  พิการทางการได้ยิน (หูหนวก)

3.  พิการทางร่างกาย ..แขน - ขา การเคลื่อนไหว  และ

4.  พิการทางจิตและพฤติกรรม

5.  พิการทางพัฒนาการและสติปัญญา

ซึ่งการประเมินแต่ละข้อก็จะมี  ...เกณฑ์ ของแต่ละประเภท ต้องผ่านการวินิจฉัย และการตรวจจากแพทย์

ศูนย์สุขภาพชุมชน หรือสถานีอนามัย จะมีหน้าที่คัดกรอง ผู้พิการแต่ละประเภท และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อผ่านการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ ขอใบรับรองความพิการ แล้วจึงส่งต่อไปทำบัตรผู้พิการที่ พมจ. ต่อไป

ลูกของยายคงอยู่ในประเภทที่ 4 ซึ่งมีเกณฑ์ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยทางจิต และได้รับยารักษาต่อเนื่อง 6 เดือนขึ้นไป (ฉันคิดในใจ) 

ปัจจุบันผู้พิการในพื้นที่มักได้รับการดูแลด้านสวัสดิการ เป็นเงินช่วยเหลือรายเดือนจาก อบต.  การประเมินผู้พิการจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ไม่ปิดบัง อย่างเมื่อก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต

การออกไปคัดกรองผู้พิการในชุมชนก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนมาก และประชาชนเข้าใจมากขึ้น ส่วนใหญ่จะมาขอรับบริการที่สถานีอนามัยให้ช่วยออกใบส่งตัว (ใบประเมินคัดกรองผู้พิการ) เพื่อไปขอใบรับรองโดยแพทย์จากโรงพยาบาลแม่ข่าย ...ต่อไป

"...แล้วลูกของยายได้รับการรักษาหรือเปล่าจ๊ะ .."

"...ตอนนี้ลูกของยายกินยาและรักษาที่โรงพยาบาล ....."    พอดีมีผู้ป่วยมารับบริการ ...ฉันจึงบอกยายว่าตอนเย็นจะไปเยี่ยมที่บ้าน และประเมินสุขภาพลูกของยาย ...นะจ๊ะ....

...หลังเลิกงาน ...ไปประเมินสสุขภาพจิต ..การรับรู้ บุคคล เวลา สถานที่ ความคิดอ่าน ..ยาที่ได้รับต่อเนื่อง การให้ผู้ป่วยรับประทานยา (ยาย..แม่ของนายคำขุนเป็นผู้ดูแล)

...วันต่อมา ..ได้ประสานกับทางโรงพยาบาล ...โดยตรงที่แผนกจิตเวช

3 วันต่อมา  ยาย..กลับมาหาหมออนามัย นำหลักฐานต่าง ๆ มาให้ดู ทางพมจ. ให้เตรียมเอกสาร ใบสำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้ป่วยและผู้ดูแล รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว ติดบัตรผู้พิการ

 ..สรุปนายคำขุน ได้รับการดูแลโดยการเยี่ยมบ้าน 3-4 ครั้ง กว่าจะยอมให้ถ่ายรูป (โดยหมออนามัย)

กว่าจะได้นำรูปไปล้างให้ ก็ 1 สัปดาห์ผ่านไป ประสานสอบต. ประจำหมู่บ้านมารับรูปไปทำบัตรผู้พิการให้ (ยาย...อายุ 66 ปี เดินทางเข้าเมืองคงลำบาก)

...จะเห็นได้ว่า การทำงานการดูแลผู้ป่วย ต่าง ๆ ในชุมชน จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะ ครอบครัว เป็นจุดเริ่มต้น ที่ให้ความสำคัญในการดูแลประจำวัน ส่วนการสนับสนุนทางสังคม ก็มี อบต. สถานีอนามัย และโรงพยาบาล.. สิ่งสำคัญคือการประสานงานและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยค่ะ