มีการประชุมรัฐสภา ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เริ่มเวลา 09.30 น.มีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน สนช.ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ผลัดเปลี่ยนเป็นประธานในที่ประชุม
เริ่มด้วยประธานแจ้งต่อที่ประชุมรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และตามด้วยคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 176 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายใช้เวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยย้ำถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐบาล ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะต้องเผชิญกับปัญหาจากเศรษฐกิจโลกที่มีความรุนแรง อย่างน้อยสองประการคือ ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบถึงตลาดเงินและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลก และปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อในโลกและในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการรับมือป้องกันปัญหาไว้แล้ว โดยในช่วง 4 ปีต่อไป รัฐบาลจะดูแลปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว และมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศ ภายใต้หลักการสำคัญสองประการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศ และประชาคมโลก โดยการสร้างความสมานฉันท์ให้แก่คนไทยทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกันในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันจะเร่งด่วนในเรื่องการสร้างความปรองดองโดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" มาดำเนินภารกิจในด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา โดยให้มีความสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ วิถีชีวิต วัฒนธรรมและความเชื่อของประชาชน ตลอดทั้งอำนวยความเป็นธรรมและความยุติธรรมโดยเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความสมานฉันท์และสันติสุขในพื้นที่โดยเร็วที่สุด และจะเร่งขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไปโดยเร็ว
นอกจากนี้ยังยืนยัน ดำเนินการให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา 12 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งสนับสนุนผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรืออยู่ในสภาวะยากลำบาก ให้ได้รับการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้แก่เยาวชนในการศึกษาต่อผ่านกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต และเชื่อมโยงกับนโยบายการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถของประเทศ รวมทั้งต่อยอดให้ทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
ส่วนเรื่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันกับที่ประชุมรัฐสภา ว่าจะดำเนินการต่อไป ในประเด็นสำคัญด้านภาคเกษตรกร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดและการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค อีกทั้งจะผลักดันภาคเกษตรเป็นศูนย์กลางผลิตอาหารของโลกอีกด้วย ขณะเดียวกันในภาคอุตสาหกรรม จะยกระดับความสามารถ ทักษะแรงงาน การบริหารจัดการของผู้ประกอบการ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการภายในกลุ่มอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาให้แก่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ในภาคการท่องเที่ยวและบริการ รัฐบาลจะเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว โดยฟื้นฟู พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน และสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิงกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
นโยบายของรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางบกทางน้ำและทางอากาศ โดยจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน การขนส่ง เชื่อมประตูการค้าใหม่ และขณะเดียวกันจะจัดหา พลังงานทดแทนให้เพียงพอ กับอนาคต ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะโลกร้อน นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลให้ความสำคัญแก่บทบาทของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนา ดูแลใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจที่เหมาะสมต่อไป
นายกรัฐมนตรียังได้ชี้แจงนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ว่าจะดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อตอบสนองผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และสานต่อนโยบายทีมประเทศไทย (Team Thailand) เพื่อให้การดำเนินงานด้านต่างประเทศมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีเอกภาพ
ส่วนนโยบายความมั่นคงนั้น รัฐบาลจะรักษาความมั่นคงของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ เตรียมความพร้อมในการเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งภัยธรรมชาติและความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบถึงประเทศไทย แก้ไขความขัดแย้ง ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขสามัคคี สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศและต่อต้านภัยสังคมในทุกรูปแบบ
ส่วนนโยยายด้านการบริหารจัดการ นายกรัฐมนตรี รับปากต่อรัฐสภาว่า จะปรับปรุงระบบการบริหารงาน สร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการทุกระดับ เพื่อให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งจะส่งเสริม การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง "สนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และการจัดทำงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดวางยุทธศาสตร์การพัฒนาและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล และความต้องการของประชาชน"นายสมัคร กล่าวและยืนยันจะบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม
นายสมัคร ยังกล่าวว่าทุกอย่างในนโยบายของรัฐบาลและ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ จะเป็นแนวทางดำเนินการในระยะเวลา 4 ปี พร้อมศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันในส่วนของรัฐธรรมนูญ ยังปรากฏว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก รัฐบาลนี้จึงจะสนับสนุนให้มีการศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศให้ดียิ่งขึ้นในเวลาอันควรต่อไป "รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่า จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมที่มีความสมดุลมากขึ้น และให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทย ทั้งนี้ โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง" นายสมัครย้ำในตอนท้าย
<p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">แนวหน้า (บางส่วน) 19 ก.พ. 51</p>