มงคลชีวิต 38 ประการ
ข้อที่ 1: ไม่คบคนพาล "อเสวนา จ พาลานํ" เพราะการคบคนพาลพาไปหาผิด การไม่คบคนพาลจึงทำให้พ้นจากโอกาสที่จะหลงเข้าสู่ความผิด นำมาซึ่งความสรรเสริญของคนทั่วไป
ข้อที่ 2: คบบัณฑิต"ปณฑิตานญฺจ" เพราะได้ความรู้ ความปลอดภัย ความสรรเสริญ ความสุข เกียรติยศ ชื่อเสียง และชื่อว่าได้ทำความดีด้วย ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ง่าย ได้ชื่อว่ามี "กัลยาณมิตร"
ข้อที่ 3: บูชาบุคคลที่ควรบูชา"ปูชา จ ปูชะนียานํ" เพราะทำให้เราลดทิฏฐิมานะลงได้ ป้องกันความเห็นผิด และทำให้เราได้แบบอย่างที่ดีจากคนที่เราเคารพ เป็นการขจัดคนพาลให้พินาศไปโดยทางอ้อมและเป็นการเชิดชูบัณฑิตให้สูงเด่นยิ่งขึ้น และได้ชื่อว่าเป็นผู้มี "กตัญญูกตเวที" อีกด้วย
ข้อที่ 4: อยู่ในถิ่นอันสมควร"ปฏิรูปเทสวาโส จ" เพราะการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีย่อมทำให้เป็นคนดี คนมีความรู้ถ้าอยู่ในถิ่นที่ไม่ต้องใช้วิชาความรู้ ความรู้นั้นก็หมดค่าไป และทำให้คนเรากล้าต่อการเผชิญกับปัญหา เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ ได้รับความสุขกาย สุขใจ มีความเจริญก้าวหน้า ทั้งทางโลกและทางธรรม
ข้อที่ 5: ทำบุญมาไว้ก่อน"ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา" เพราะการทำบุญเป็นการสร้างความดี ซึ่งมีระยะเวลายาวนานต้องอดทน เหมือนปลูกต้นไม้ยืนต้นจะต้องคอยผลไม้นั้นเป็นปีๆ การทำบุญในอดีตส่งผลในปัจจุบัน การทำบุญในปัจจุบันส่งผลในปัจจุบันและอนาคต ผู้ทำความดีจึงต้องคิดว่าเป็นการสร้างฐานแห่งอนาคตไว้ฉะนั้น
ข้อที่ 6: ตั้งตนชอบ"อตฺตสมฺมาปณิธิ จ อัตตะ" เพราะเป็นการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยแก่ตนเอง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่น มีความก้าวหน้า เป็นผู้ป้องกันภัยในอบายภูมิ และได้รับสมบัติ 3 ประการคือ มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ
ข้อที่ 7: เป็นพหูสูต "พาหุสจฺจญฺจ" เพราะการฟังมาก ย่อมเพิ่มวุฒิปัญญา เชาวน์ และไหวพริบ นำความรู้ที่ได้ยินได้ฟัง ได้อ่าน ไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือตนเองหรือคนอื่นได้มาก
ข้อที่ 8: รอบรู้ในศิลปะ"สิปฺปญฺจ สิปปะ" เพราะคนมีศิลปะจะช่วยตัวเองได้ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานะใด คนมีศิลปะย่อมเจริญก้าวหน้า ได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และทำให้โลกเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจ
ข้อที่ 9: มีวินัยที่ดี"วินโย จ สุสิกฺขิโต" เพราะวินัยเป็นตัวกำหนดให้เกิดความสามัคคี ความมีระเบียบสร้างความเข้มแข็งในกิจการงานต่างๆ ทำให้สังคมที่ดีดำรงอยู่
ข้อที่ 10: มีวาจาอันเป็นสุภาษิต"สุภาสิตา จ ยา วาจา" เพราะคนที่พูดวาจาสุภาษิต จะบันดาลให้การงานทั้งปวงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม ได้รับความสำเร็จในเรื่องที่เจรจา
ข้อที่ 11: ดูแลบำรุงบิดามารดา"มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ" เพราะเป็นการสืบต่อสังคมโดยอัตโนมัติ การบำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดา ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีความเจริญก้าวหน้า เป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
ข้อที่ 12: ดูแลสงเคราะห์บุตร"ปุตฺตสงฺคโห" เพราะบุตรเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของประเทศชาติ ถ้าเลี้ยงดูบุตรให้ดีได้รับการศึกษา ก็เท่ากับสร้างครอบครัวให้ดี ประเทศชาติจะเจริญมั่นคง
ข้อที่ 13: ดูแลสงเคราะห์ภรรยา (สามี) "ทารสงฺคโห" เพราะทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคงยั่งยืนเป็นการร่วมกันสร้างฐานะให้มั่นคง การสงเคราะห์ภรรยาเป็นการสร้างความมั่นคงและมั่นใจให้แก่ภรรยา ครอบครัวมีความสงบสุข ได้รับการยกย่องสรรเสริญ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
ข้อที่ 14: ทำการงานไม่ให้คั่งค้าง"อนากุลา จ กมฺมนฺตา" เพราะถ้าหากงานคั่งค้างแล้วย่อมไม่มีประโยชน์ไม่เห็นผล งานไม่คั่งค้างจะทำให้ฐานะของตน ครอบครัว และประเทศชาติเจริญขึ้นเพราะฉะนั้นงานที่ทำเสร็จเห็นผลงานจึงเป็นมงคล
ข้อที่ 15: ให้ทาน"ทานญฺจ" เพราะเป็นการฝึกใจให้เป็นนักเสียสละ เป็นการลดความเห็นแก่ตัว ถ้าต่างคนต่างมุ่งหวังให้ทาน ความเห็นแก่ตัวจะลดลง การทุจริตจะลดลง ทำให้มีชื่อเสียงในสังคม แม้ตายแล้วย่อมไปเกิดในสวรรค์
ข้อที่ 16: ปฏิบัติธรรม"ธมฺมจริยา จ" เพราะเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ผู้ประพฤติธรรมมีแต่ความสุข
ข้อที่ 17: ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติ/พี่น้อง"ญาตกานญฺจ สงฺคโห" การสงเคราะห์ญาติคือ เมื่อยามญาติ อัตคัด เกินขัดข้องควรหาช่อง สงเคราะห์ ไม่เลาะหนี เขาซาบซึ้ง ถึงคุณ อบอุ่นดี หากถึงที เราจน ญาติสนใจ
ข้อที่ 18: ทำงานที่ไม่มีโทษ"อนวชฺชานิ กมฺมานิ" ทำงานที่ไม่มีโทษ คือ งานรับจ้าง ล้างชาม ก็ตามเถิดหากไม่เกิด โทษทัณฑ์ นั่นสดใสเมื่อได้ช่อง ต้องจำ กระทำไปได้กำไร ทุกทาง ไม่ว่างงาน
ข้อที่ 19: ละเว้นการทำบาป"อารตี วิรตี ปาปา" บาปคือสิ่งที่ไม่ดี เสีย ความชั่วที่ติดตัว ซึ่งไม่ควรทำ ท่านว่าสิ่งที่ทำแล้วถือว่าเป็นบาปได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐
ข้อที่ 20: สำรวมจากการดื่มน้ำเมา"มชฺชปานา จ สญฺญโม" ว่าด้วยเรื่องของน้ำเมานั้น อาจทำมาจากแป้ง ข้าวสุก การปรุงโดยผสมเชื้อ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดื่มแล้วทำให้มึนเมา เช่นเบียร์ ไวน์ ไม่ใช่แค่เหล้าเท่านั้น ล้วนมีโทษอันได้แก่๑.ทำให้เสียทรัพย์ ,๒.ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท,๓.ทำให้เกิดโรค ,๔.ทำให้เสียชื่อเสียง
ข้อที่ 21: ไม่ดำรงตนอยู่ในความประมาท"อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ" พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงโปรดแนะทางไว้ คนที่ประมาทในธรรมนั้นมีลักษณะที่สรุปได้ดังนี้คือ ๑.ไม่ทำเหตุดี แต่จะเอาผลดี ๒.ทำตัวเลว แต่จะเอาผลดี ๓.ทำย่อหย่อน แต่จะเอาผลมาก
ข้อที่ 22: มีความเคารพในบุคคลที่ควรเคารพ"คารโว จ" สิ่งที่ควรเคารพมีอยู่ดังนี้ ๑.พระพุทธเจ้า ๒.พระธรรม ๓.พระสงฆ์ ๔.การศึกษา ๕.ความไม่ประมาท คือการดำเนินตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนาอื่นๆ ด้วยความเคารพ ๖.การสนทนาปราศรัย คือการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนด้วยความเคารพ
ข้อที่ 23: มีความถ่อมตน"นิวาโต จ" โทษของการอวดดีนั้นมีอยู่ดังนี้คือ ๑.ทำให้เสียคน คือไม่สามารถกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้เหมือนเดิม เสียอนาคต ๒.ทำให้เสียมิตร คือไม่มีใครคบหาเป็นเพื่อนด้วย ถึงจะมีก็ไม่ใช่เพื่อนแท้
ข้อที่ 24: มีความสันโดษ"สนฺตุฏฺฐี จ" ลักษณะของความสันโดษเป็นดังนี้ คือ ๑.ยถาลาภสันโดษ หมายถึงความยินดีตามมีตามเกิด คือมีแค่ไหนก็พอใจเท่านั้น เป็นอยู่อย่างไรก็ควรจะพอใจ ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ ๒.ยถาพลสันโดษ หมายถึงความยินดีตามกำลัง เรามีกำลังแค่ไหนก็พอใจเท่านั้น ตั้งแต่กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังบารมี หรือกำลังความสามารถเป็นต้น
ข้อที่ 25: มีความกตัญญู"กตญฺญุตา" กตัญญูนั้นมีดังนี้ ๑.กตัญญูต่อบุคคล บุคคลที่ควรกตัญญูก็คือ ใครก็ตามที่มีบุญคุณควรระลึกถึงและตอบแทนพระคุณ เช่น บิดา มารดา อาจารย์ เป็นต้น ๒.กตัญญูต่อสัตว์ ได้แก่สัตว์ที่มีคุณต่อเราช่วยทำงานให้เรา เราก็ควรเลี้ยงดูให้ดีเช่นช้าง ม้า วัว ควาย หรือสุนัขที่ช่วยเฝ้าบ้าน เป็นต้น
ข้อที่ 26: ฟังธรรมตามกาล"กาเลน ธมฺมสฺสวนํ" เวลาที่ควรไปฟังธรรมนั้นมีดังนี้คือ ๑.วันธรรมสวนะ ก็คือวันพระ หรือวันที่สำคัญทางศาสนา ๒.เมื่อมีผู้มาแสดงธรรม ก็อย่างเช่น การฟังธรรมตามวิทยุ การที่มีพระมาแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ หรือการอ่านจากสื่อต่างๆ ๓.เมื่อมีโอกาสอันสมควร อาทิเช่นในวันอาทิตย์เมื่อมีเวลาว่าง หรือในงานมงคล งานบวช งานกฐิน งานวัดเป็นต้น
ข้อที่ 27: มีความอดทน"ขนฺตี จ" ความอดทนนั้นสามารถจำแนกออกได้เป็นดังต่อไปนี้คือ ๑.ความอดทนต่อความลำบาก ,๒.ความอดทนต่อทุกขเวทนา ,๓.ความอดทนต่อความเจ็บใจ ,๔.ความอดทนต่ออำนาจกิเลส
ข้อที่ 28: เป็นผู้ว่าง่าย"โสวจสฺสตา" ผู้ว่าง่ายนั้นมีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้คือ ๑.ไม่พูดกลบเกลื่อนเมื่อได้รับการว่ากล่าวตักเตือน ,๒.ไม่นิ่งเฉยเมื่อได้รับการเตือน ,๓.ไม่จับผิดผู้ว่ากล่าวสั่งสอน
ข้อที่ 29: ได้เห็นสมณะ"สมณานญฺจ ทสฺสนํ" คุณสมบัติของสมณะต้องประกอบไปด้วย ๓ อย่างคือ ๑.ต้องสงบกาย ,๒.ต้องสงบวาจา ,๓.ต้องสงบใจ
ข้อที่ 30: สนทนาธรรมตามกาล"กาเลน ธมฺมสากจฺฉา" ก่อนที่เราจะสนทนาธรรม ควรต้องพิจารณาและคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้คือ ๑.ต้องรู้เรื่องที่จะพูดดี ๒.ต้องพูดเรื่องจริง มีประโยชน์ ๓.ต้องเป็นคำพูดที่ไพเราะ ๔.ต้องพูดด้วยความเมตตา ๕.ต้องไม่พูดจาโอ้อวด หรือยกตนข่มท่าน
ข้อที่ 31: บำเพ็ญตบะ"ตโป จ" การบำเพ็ญตบะหมายความถึงการทำให้กิเลส ความรุ่มร้อนต่างๆ หมดไป หรือเบาบางลง ลักษณะการบำเพ็ญตบะมีดังนี้ ๑.การมีใจสำรวมในอินทรีย์ทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ,๒.การประพฤติรักษาพรหมจรรย์ เว้นจากการร่วมประเวณี หรือกามกิจทั้งปวง
ข้อที่ 32: ประพฤติพรหมจรรย์"พฺรหฺมจริยญฺจ" ประพฤติพรหมจรรย์นั้น มีอยู่ดังนี้คือ ๑.ให้ทาน ,๒.ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานที่ชอบ ที่ถูกที่ควร ,๓.รักษาศีล ๕
ข้อที่ 33: เห็นอริยสัจ"อริยสจฺจานทสฺสน" หลักแห่งอริยสัจมีอยู่ ๔ ประการมีดังนี้ ๑.ทุกข์ ,๒.สมุทัย ,๓.นิโรธ ,๔.มรรค
ข้อที่ 34: ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน"นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ" ทำให้แจ้ง นิพพาน ผลาญสังโยชน์ ตรวจตราโทษ ธาตุ ขันธ์ หมั่นฝึกถอน เอาอรหัต มรรคญาณ เผาราญรอน ดับทุกข์ร้อน นิพพาน สำราญนัก
ข้อที่ 35: มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม"ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปต" ลักษณะของโลกธรรมมี ๔ ประการคือ ๑.การได้ลาภ ,๒.การได้ยศ ,๓.การได้รับการสรรเสริญ ,๔.การได้รับความสุข
ข้อที่ 36: มีจิตไม่เศร้าโศก"อโสกํ" เหตุ ๕ ประการที่ทำให้จิตเราต้องโศกเศร้าคือ ๑.ความโศกเศร้าที่เกิดเนื่องมาจากความรัก ,๒.ความโศกเศร้าที่เกิดจากความใคร่ ,๓.ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เนืองๆ ถึงความไม่เที่ยงในสิ่งของทั้งหลาย และร่างกายของเรา ,๔.ไม่ยึดมั่นในตัวตน หรือความจีรังยั่งยืน ในคนหรือสิ่งของว่าเป็นของเรา ,๕.ทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ แม้ร่างกายเราก็ใช้เป็นที่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น
ข้อที่ 37: มีจิตปราศจากกิเลส "วิรชํ" จิตทีฝึกฝนดีแล้วย่อมหลุดพ้นไม่พัวพันอยู่กับกิเลสทั้งปวง เป็นจิตที่ปลอดโปร่งเป็นอิสรเสรีและมีศักยภาพสูงสุด เป็นจิตที่นำเอาความสงบร่มเย็นที่ยั่งยืนมาสู่โลก
ข้อที่ 38: มีจิตเกษม"เขมํ" หมายถึงการละแล้วซึ่งกิเลส เป็นเครื่องผูกอยู่ ๔ ประการคือ ๑.การละกามโยคะ ,๒.การละภวโยคะ ,๓.การละทิฏฐิโยคะ ,๔.การละอวิชชาโยคะ
อยากรู้ว่า มีอาชีพใดบ้างที่มีมงคลชีวิต 38 ประการ
ให้ความรู้มากเลยคับ
รักนะครับบบบบ