ผมได้ไปเยี่ยมชมรูปแบบการจัดการศึกษาที่ช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่น่าสนใจมากที่ศูนย์เรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็กวังน้ำคู้ศึกษา ที่เกิดจาก อบต.วังน้ำคู้ (ท่านนายกฯวิเศษ ยาคล้าย) อ.เมือง พิษณุโลก เป็นแกนกลางสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยใช้หลักการบริหารจัดการให้โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก 4 โรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น ขาดครูสาขาวิชาเฉพาะ และขาดแคลนทรัพยากร คือ โรงเรียนวัดปากพิงตะวันออก โรงเรียนบ้านวังยาง โรงเรียนบ้านหนองหญ้า และโรงเรียนไผ่หลงราษฎร์เจริญ ให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
โดยมีโรงเรียนมัธยมศึกษา คือโรงเรียนวังน้ำคู้ศึกษา ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ เป็นที่ตั้งศูนย์ แล้ว อบต.จัดรถรับส่งให้มาเรียนที่ศูนย์ ซึ่งสามารถใช้การบริหารจัดการใช้ทรัพยากรร่วมกันทำให้นักเรียนได้เรียนกับครูอย่างครบชั้น ถึงชั้นละ 2 คน แถมโรงเรียนวังน้ำคู้ศึกษา(มัธยม) ยังจัดครูช่วยสอนคอมพิวเตอร์ให้ บริการอาคารเรียน ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ ให้ฟรีทุกอย่าง อบต.วังน้ำคู้จ้างครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษ สนับสนุนงบประมาณรถรับ-ส่งนักเรียน ประกันอุบัติเหตุนักเรียน มอบทุนการศึกษา เสริมอาหารกลางวัน อาหารนมเสริม เครื่องเขียน แบบเรียน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอื่นๆอีกมากมาย(โดยไม่สนใจเรื่องการถ่ายโอน) สพท.พิษณุโลก เขต 1 สนับสนุนงบประมาณ ห้องสมุด และการจัดบรรยากาศในห้ห้องเรียน
3 ปีที่ผ่านมา ศูนย์เรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็กวังน้ำคู้ศึกษา ได้เรียนรู้จากบริบทและปรับปรุงพัฒนา แก้ปัญหาต่างๆมาโดยลำดับ จนเกิดผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจคือ คุณภาพนักเรียนโดยรวมสูงขึ้น มีครูพอเพียง สอนตรงตามความถนัด ผู้ปกครองและชุมชนจากที่ไม่ค่อยพอใจที่เคลื่อนย้ายเด็กจากโรงเรียนเก่ามาเรียนตอนนี้กลับพึงพอใจมาก และโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ผ่านการประเมินมาตรฐานจาก สมศ.ทั้งสิ้น
ผลจากการมีส่วนร่วมดังกล่าวทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทั้งสิ้น คือโรงเรียนประถมขนาดเล็กได้พัฒนาคุณภาพนักเรียนอย่างเต็มที่ เด็กที่มาเรียนเมื่อจบ ป.6 ก็มาเรียนต่อที่โรงเรียนวังน้ำคู้ศึกษา(เพราะมีความผูกพันกับบรรยากาศของโรงเรียน) ครูโรงเรียนขนาดเล็กบางคนที่มีความชำนาญการในบางสาขาวิชาก็มาช่วยสอนให้โรงเรียนวังน้ำคู้ศึกษาที่ขาดแคลนครูในสาขาวิชานั้นๆ เป็นต้น(win…win กันทุกฝ่าย) ด้วยการใช้หลักบริหารจัดการที่มีท่านนายกฯอบต.วิเศษ ยาคล้าย ที่ผมขอปรบมือให้ด้วยใจจริง
ผมเคยไปดูการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้นที่นิวซีแลนด์ ซึ่งเขาใช้การสอนแบบคละชั้นหรือรวมชั้น (สพฐ.กำลังสนับสนุนให้นำมาใช้ที่บ้านเรา) แต่ผมดูโดยบริบทของนิวซีแลนด์ แล้วต่างจากของเรามาก เพราะที่นั่น พ่อแม่ผู้ปกครองเอาใจใส่ดูแลลูก ช่วยเหลือโรงเรียนอย่างดี รัฐก็สนับสนุนด้านสื่อการสอนที่มีคุณภาพ ครูที่นั่นก็เก่งมาก สามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้จำแนกตามพื้นฐานเด็กได้อย่างดี และวัฒนธรรมที่นั่นเขาไม่เน้นสอนหนังสือ(8 กลุ่มสาระเหมือนของเรา) แต่เขาใช้กิจกรรมที่เด็กชอบ เช่นวาดเขียน ดนตรี กีฬา บูรณาการสู่การเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับการอ่านออกเขียนได้และคิดเลขได้ เป็นพื้นฐาน แต่บ้านเราค่อนข้างตรงกันข้าม ถ้านำมาคละชั้นหรือรวมชั้นแล้ว อาจเกิดการสอนแบบปูพรมไปหมดก็ได้
ใจจริงแล้วผมชอบรูปแบบของวังน้ำคู้ศึกษา แต่ก็คงไม่ใช่รูปแบบตายตัว เราสามารถใช้รูปแบบนี้เป็นบทเรียนนำไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น แล้วเรียนรู้พัฒนากันไป โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับที่นายกฯอบต.วังน้ำคู้ทำครับ...
ไปดู "ศูนย์เรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็กวังน้ำคู้ศึกษา"
ใจจริงแล้วผมชอบรูปแบบของวังน้ำคู้ศึกษา แต่ก็คงไม่ใช่รูปแบบตายตัว เราสามารถใช้รูปแบบนี้เป็นบทเรียนนำไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น แล้วเรียนรู้พัฒนากันไป โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับที่นายกฯอบต.วังน้ำคู้ทำ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
อำพร เรืองศรี · 17 ก.พ. 2551
คนตานี · 17 ก.พ. 2551
สมเจตน์ · 17 ก.พ. 2551
Panda · 17 ก.พ. 2551
ดร. หัสชัย สิทธิรักษ์ · 17 ก.พ. 2551
ตะวันหว้ากอ · 17 ก.พ. 2551
ที่โรงเรียนของดิฉันขณะนี้มีนักเรียน ๑๕ คนครู ๑ คนค่ะกำลังนำมาเรียนรวมกับโรงเรียนบ้านนากวางภาคเรียนที่ ๒ นี่เองอยากให้โรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กเป็นอย่างศูนย์เรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็กวังน้ำคู้ศึกษา จังค่ะแต่คงอีกหลายปีกว่าจะรวมกันได้เพราะตราบใดที่ยังมีครูหลายๆฝ่ายยังยึดติดกับ คำว่า"บวร" บ้าน วัด โรงเรียน นำมารวมยากมากค่ะ มันเป็นความเจ็บปวดของผู้นำชุมชน ผู้ปกครองตลอดจนผู้เรียนมากพอดูในการที่จะยอมรับเรื่องนี้(ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสามอย่างนี้) แต่แล้วด้วยภาวะจำยอมจึงจำต้องเป็นไป ถ้าเป็นไปได้อยากให้หลายๆภาคส่วนช่วยกันส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กโดยกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักเห็นความสำคัญในการเรียนรู้ของเด็กๆมากกว่ายึดติดกับความรู้สึกเดิมๆหรือความรู้สึกกลัวเสียหน้าถ้ารักษาโรงเรียนไว้อยู่คู่ชุมชนไม่ได้เช่นทุกวันนี้ และเพื่อให้การเรียนแบบศูนย์เรียนรู้ที่จะเพิ่มมากขึ้นโดยไม่กระทบต่อจิตใจของผู้นำชุมชนและทุกฝ่าย
ชื่นชมกับแนวคิดคุณประไพศรีครับ การบริหารทุกวันนี้ต้องคิดเรื่องเครือข่าย การมีส่วนร่วม ซึ่งจุดเริ่มต้นต้องมีผู้นำที่จะสร้างความตระหนักและมีกระบวนการสร้างเครือข่ายที่เป็นระบบ ต่อเนื่อง