การเรียนรู้เพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

เข้าใจลึกซึ้งเมื่อมีกระบวนการคิดเกี่ยวกับสื่อและเนื้อหา
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้มโนทัศน์ครูควรจะได้จัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสนำมโนทัศน์ไปใช้ ในทางปฏิบัติในสถานะการของชีวิตจริง  หรืออยู่ในรูปของการแก้ปัญหา 
กระบวนการการปรับความสมดุลย์ (self-regulation) ส่วนใหญ่มาจากแบบจำลองปรับความสมดุลของเปียอาเจ  (Piaget’s equilibration model) ตรงกับของ Festinger (1957) ที่ใช้คำว่า dissonance แทนคำ equilibrium   ส่วน
Lawson ใช้ กระบวนการ self regulation สัมพันธ์กับ 3 ขั้นของวัฏจักรการเรียนรู้  ตามแนวทั้งสองอย่างดังกล่าวนั้นต่างก็สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้  เทอมการเพิ่มความเข้าใจ น่าจะตรงกับ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง  increase understanding = deep understanding   ข้อจำกัดการใช้วัฏจักรการเรียนรู้  ที่ผู้เรียนต้องขจัดมโนทัศน์ก่อนหน้านี้ออกเสียก่อน ไม่ให้มารบกวนมโนทัศน์ที่จะเรียนรู้

 การจะให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งจะต้องมีกระบวนการการคิดเกี่ยวกับสื่อการเรียนและเนื้อหาที่จะเรียนรู้ในแนวทางที่เชื่อมโยงสื่อการเรียนกับสารสนเทศ และความคิดที่มีอยู่แล้วในใจของผู้เรียน (Reigeluth,1938)

การใช้กระบวนการสร้างสรรค์ (constructive process) ของการควบคุมตนเองหรือปรับความสมดุลย์เอง (self-regulation) ให้ผลไปในทางการสร้างสรรค์ขึ้น (creation) หรือเปลี่ยนความรู้เชิงประกาศ ที่อยู่เคียงข้างกับระบบมโนทัศน์ (conceptual systems) ที่มีองศาของความซับซ้อนที่หลากหลายและเป็นนามธรรม

ให้สามารถออกแบบคำสอนวิทยาศาสตร์อย่างไร ที่จะนำไปใช้ช่วยเหลือผู้เรียนในการสร้างและคงสภาพมโนทัศน์หรือความรู้เชิงประกาศ และพัฒนาการรู้ตัวในจิตสำนึก ของทักษะการคิดที่ให้ผลดี นั้นก็คือความรู้เชิงกระบวนการที่อยู่ในสภาพที่ประยุกต์ใช้ได้

คำสำคัญ (Tags): #ความรู้เชิงกระบวนการ #ความรู้เชิงประกาศ 

ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น

บทความในวันเดียวกัน

มีต่อ