เรื่องเล่า Clinical Immersion (2)
เรื่องราวที่นักศึกษาแพทย์ปี 2 ออกไปชุมชนและสะท้อนกลับมานั้น มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เราเกิด "ฉุกคิด" ว่าทำไมหนอ เราถึงได้มองข้ามไป อาจจะเป็นเพราะเราเรียนมาก่อน รู้มาก่อน เราก็เลย shut-down การที่จะเรียนรู้เพิ่มจากส่ิ่งที่เกิดขึ้นทุกวี่วันหรือไม่ ความน่าตื่นเต้น น่าสนใจ กลายเป็นเรื่องประจำวัน ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังกลายเป็น routine ซึ่งน่าเบื่อ แต่นักเรียนปี 2 นั้น เรื่องเหล่านี้สามารถกลายเป็นเรื่องแปลกใหม่และน่าสนใจทุกวัน และนำมาพูดคุยกันต่อไปได้อีกเรื่อยๆ
เรื่องเล่าเรื่องที่ 8
คลินิกพิเศษที่ รพ. เกือบทุกที่คงจะมีได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อาจจะเป็นเพราะเป็นโรคเรื้อรัง เป็นแล้วหายยาก แต่บาง รพ.ก็จะมีคลินิกพิเศษอื่นๆด้วย เช่น คลินิกคนไข้จิตเวช
คนไข้จิตเวชบางคนจะอารมณ์ดีมาก ดูไม่ออกเลยว่าไม่สบาย มีอยู่ครั้งหนึ่งน้อง นศพ.เข้าไปนั่วคุยด้วย ปรากฏว่าคนไข้ก็ดีใจมากที่หมอมานั่งคุย ก็เลยเล่าอะไรๆให้ฟังต่อ
"มาเอายาหรือคะ?" น้องถาม
"ครับ มาประจำแหละครับ" คนไข้ตอบ ยิ้่มแป้น
"อาการดีขึ้นไหมคะ?"
"ก็ดีครับ เป็นๆหายๆครับ" ย้ิมไม่หุบ
"แล้วรู้ได้ยังไงคะว่าหาย?" อันนี้น้องคงสงสัยจริงๆ อดมิได้ต้องถาม
"ก็คนข้างๆบอกครับ"
"??..... แล้วทำไงคะ ถ้าไม่หาย"
"ผมก็ปรับยาเองครับ เพ่ิมยานั้นบ้าง นี้บ้าง พอยาหมดก็มาหาหมอใหม่ครับ" ยิ้มกว้างขวาง
"อืม...................... ค่ะ!!"
เรื่องเล่าเรื่องที่ 9
ประทับใจ PCU
มีพี่นักวิชาการ PCU คนนึงน่ารักมาก ทำแผนภูมิประชากรกว่า 20,000 คนที่ดูซับซ้อน แต่ทำให้น่าสนใจและมีประสิทธิภาพมาก แต่ละบ้่านพี่เขาไปเยี่ยมกับพยาบาล PCU ก็จะทำ family profile และใช้แผนเป็นจำแนก ตาม health profile และความเสี่ยง เช่น ปกติเราก็จะมี genogram หรือแผนภูมิคนที่อาศัยอยู่ในครอบครัว เพื่อนบ้าน ทำเป็นวงๆ และมีสายโยงความสัมพันธ์ ใครเป็นอะไรกับใคร แต่ของที่นี่จะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเพ่ิมที่สำคัญ อาทิ คนไหนป่วยอยู่ ใครเป็นคนดูแล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี color-profile สำหรับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีใครสูบบุหรี่ เป็นโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ฯลฯ เพราะฉะนั้นเวลาไปเยี่ยม นอกจากคำถามทั่วๆไปแล้ว แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ PCU จะสามารถตัดแต่งคำแนะนำให้เหมาะสมเฉพาะบ้านได้ดี บ้านนี้ต้องคุยเรื่องอาหาร เพราะเป็นทั้งเบาหวานความดัน บ้านนี้สูบบุหรี่และเป็นหอบหืด บ้านนี้มีคนกินเหล้า ติดเหล้่่า เป็นต้น
น้อง นศพ. รู้สึกว่าพอเราสามารถพูดคุยเรื่องราวเฉพาะคนไข้ได้ เป็นปัญหาส่วนตัวของเขา มันเกิดความสัมพันธ์พิเศษ คล้ายๆกับว่า เออ นะ หมอ พยาบาลเขารู้จักเราดี รู้จักเราจริงๆ ไม่ได้พูดแต่ กินอาหารให้ถูกหลักนะ ออกกำลังกายนะ แต่อย่างเดียว
เรื่องเล่าเรื่องที่ 10
ที่ รพ. จะมีกลุ่มกิจกรรมเยอะ มีทั้งโยคะ มี workshop ออกกำลัง มีเล่นเปตอง มีิกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจคือการทำแบบสอบถามความสุข
น้องก็ถามพี่ว่า แบบทดสอบนี้รายงานผลว่ายังไงบ้าง
พี่ก็ตอบมาว่า ก็จะแบ่งประชาชนออกเป็นคนที่ไม่มีความสุขเลย ไม่มีความสุขเล็กน้อย กลางๆ มีความสุข และ "มีความสุขเกินไป"
อือ... เป็นยังไงนะ มีความสุขเกินไปเนี่ย?
อ๋อ นัยว่าคนมีความสุขเกินไปเนี่ย ก็จะไม่มีแรงบันดาลใจจะทำอะไรต่อ เพราะมันสุขเกินไปงัย
@#$?????????......................... อืออออ น่าสนใจแฮะ แบบสอบถามนี้
เรื่องเล่าเรื่องที่ 11
น้อง นศพ. ตามพี่พยาบาล PCU ไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน ก็มีการเตี๊ยม สอนวิธีสอนกันก่อนที่ รพ. จนใช้ได้ ก็พาทั้งกลุ่ม 4 คนไป
"ป้าจ๊ะ สวัสดีค่ะ หมอจะขอตรวจเต้านมให้ป้านะคะ"
"ไม่ให้ตรวจจ้ะ"
"อ้าว... ทำไมล่ะคะ ตรวจไว้ก่อน ถ้ามีอะไรจะได้รีบรักษาไงล่ะจ๊ะป้า"
"ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวตรวจเจอ ก็เป็นมะเร็งล่ะสิ"
"???......."
อีกราย
"คุณพี่ครับ ขอหมอตรวจเต้านมให้นะครับ"
" ไม่ล่ะค่ะ"
"เรามีพยาบาลอยู่ด้วยนะครับ จะอยู่กับเราตลอดเวลาเลย คุณพี่กลัวอะไร หรืออยากจะถามอะไรรึเปล่าครับ"
"ไม่เอาค่ะ ขนาดสามีพี่ พี่ยังไม่ให้ดูเลยมาตั้งหลายอาทิตย์แล้ว"
"............"
และอื่นๆอีกมากมาย ที่ได้ฟังจากน้องๆ นศพ.เขาไปได้ประสบการณ์กันมา เรื่องแต่ละเรื่อง แต่ละโรงพยาบาลไม่มีซ้ำกันเลย
ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ เราคิดจะสอนวิธีสมัภาษณ์คนไข้่ สอนเรื่องความเป็นอยู่ กระบวนทัศน์ ทัศนคติอะไรก็ตาม สอนในโรงเรียนแพทย์ไม่มีทางได้ผลเลย เรื่องแบบนี้มันเป็นความหลากหลายของชีวิต ที่มีแต่ประสบการณ์ตรงเท่านั้นที่จะทำให้ "ความกว้่าง" บังเกิดขึ้นในการรับรู้ของนักศึกษา การเรียนอะไรที่ไม่ได้ไปกับระบบ ไม่ได้กลมกลืนกับชีวิตจริง น่าจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไร
"Success is not in the Learning, but in its application to the benefit of mankind"
เรื่องเล่าที่ 11 นี่ จี้จัง
แสดงว่า คนไข้ไม่มีความรู้พื้นฐานเลย
แล้วเวลา หมอหรือพยาบาลไปพูดอย่างนี้ จะเป็นการข้ามขั้นตอนไปไหมคะ
คิดว่า น่าจะมีการให้ความรู้พื้นฐานก่อนนะคะ
สวัสดีครับ คุณ sasinanda
การให้ "ความรู้พื้นฐาน" นั้นมีอยู่แล้วครับ แต่การ "รับรู้" นั้น เป็นอีกมิติหนึ่งของการสื่อสาร
คนไข้ทุกคนมี "ความรู้" ของตนเองมาอยู่ก่อน แต่บางทีเรามักจะตั้งต้นจากคิดว่าคนไข้ หรือชาวบ้าน "ไม่รู้" ฉะนั้นพอไปถึงเราก็จะเริ่มบรรยาย lecture ให้ความรู้ "ของเรา" แกคนไข้ทันที
เมื่อความรู้ที่เราให้แก่คนไข้ ไม่สอดประสานกับความรู้เก่า ความเชื่อเก่า ก็จะเกิดสมดุลใหม่ในทิศทางต่างๆ และบางทีทิศทางที่ลงเอย ก็จะเป็นไปในทางที่เราคิดไม่ถึง จนบางทีเราก็ฉงนฉงาย ไม่เข้าใจ รีบไปค้นหาว่าเราสอนผิดรึเปล่า สอนน้อยไปรึเปล่า
แต่ในความเป็นจริงนั้น เมื่อเราใส่ "สีแดง" ลงไปบนกระดาษ มันไม่จำเป็นต้องเห็นสีแดงเสมอไป แดงผสมเหลืองกลายเป็นส้ม แดงผสมน้ำเงินกลายเป็นม่วงไป
วาระที่คนเราจะเรียนรู่้อะไรใหม่ๆนั้น ต้องกอปรไปด้วยบริบทมากมาย ทั้ง cognitive readiness และ emotional readiness หาไม่ก็จะเกิด selective learning ขึ้น และส่งผลต่อสมดุลสุดท้ายว่าจะออกมาเป็นสีอะไร และเผลอตัดสินไปว่าคนไข้ไม่ฟัง เราไม่สอน หรือปัญหาอยู่ที่นั้นนี้
ปัจจุบัน cultural competency จึงสำคัญมาก หมอ พยาบาลจะต้องมีความสามารถและเจตนคติที่ถูกต้องในการเข้าถึงความเขื่อ ระบบศรัทธา และกระบวนทัศน์เก่าของคนไข้ ของประชาชนให้ได้ครับ
นำช่อดอกไม้มาคาระวะอาจารย์ค่ะ
น้อมคารวะด้วยความขอบพระคุณครับ หอม สดชื่น และงดงามนักแล้วครับ