เรื่องเล่า Clinical Immersion

จากตอนที่แล้วรายวิชา สัมผัสชีวิตแพทย์ (Clnical Immersion) มีเรื่องเล่าจากของ นศพ.ได้ไปประสบ และกลับมาสะท้อนให้ฟัง จะขอเล่าต่ออีกสักบางเรื่อง

เรื่องเล่าเรื่องที่ 5

ที่อำเภอหนึ่ง นศพ.ได้ไปแวะชม "ซอยนรก" ที่ได้ชื่อมาจากกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในซอย จะเหมือนกัน Red-light District ของฮอลแลนด์ หรือพัฒนพงษ์ที่กทม. เต็มไปด้วยการซื้อขายยาเสพติด ร้านเหล้า ผับ และผู้หญิงขายบริการ ในพื้นที่นี้ปรากฏว่าคนไข้ HIV หรือ AIDS เยอะมาก มีมากถึง 30-40% และสาเหตุหลักก็มาจากทั้งยาเลพติดและเพศสัมพันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นประชากรต่างด้าว ที่ไม่มีสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาล เพราะเข้าเมืองและอาศัยอยู่อย่างผิดกฏหมาย

พวกนี้มาที่ รพ. ก็จะมีเรื่องวัณโรคของอวัยวะต่างๆ ไม่เพียงแต่โรคปอดอย่างเดียว เพราะระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลว 

น้อง นศพ.ก็พยายามสื่อสารกับผู้หญิงขายบริการว่าทำไมเธอจึงมาทำอาชีพนี้

"ก็เพราะไม่มีเงิน"

"ไม่มีค่ารักษาพยาบาล เบิกอะไรก็ไม่ได้ ก็ต้่องหาเงิน"

น้องก็อธิบายเรื่องความเสี่ยงของโรค และความน่ากลัวของโรคเอดส์ที่ยังไม่มียารักษาหายขาดในขณะนี้ และคนจำนวนมากตกตายไป ว่าไม่กลัวเหรอ

"กลัวเหมือนกัน แต่กลัวอดมากกว่ากลัวตายค่ะหมอ....."

เรื่องเล่าเรื่องที่ 6 

 ป้าเป็นโรคเบาหวาน หมอก็ให้คุมอาหาร คุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง น้อง นศพ.จึงเข้าไปคุย

"ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะป้า"

"คุมดีขึ้นค่ะหมอ" ชาวบ้านจะเรียกน้อง นศพ.เราว่าหมอทุกคน อาจจะเป็นเพราะชุดเครื่องแบบที่ใส่ หรืออย่างไรไม่ทราบ ทั้งๆที่น้องๆเหล่านี้อยู่แค่ปี 2 เท่านั้นเอง

"บางทีทำไมคุมไม่ดีล่ะคะ?" น้องถาม

"ครั้งก่อน พ่อของป้าป่วยค่ะ ต้องไปดูแล ช่วงนั้นน้ำตาลป้าก็ขึ้นอยู่พักนึง"

..... เอ ทำไมคุณพ่อป่่วย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้ำตาลของป้าล่ะหว่า??......

"แล้วป้าคุมอาหารยังไงคะ งดอาหารมันรึเปล่า?"

" ป้ากินแกงกะทิอยู่" ป้าตอบ

"อ้าว ทำไมล่ะป้า แกงกะทิมันก็มันล่ะซิ"

"ก็ป้าตัดยาง ต้องตื่นแต่ดึก ไม่กินแกงกะทิมันจะไม่มีแรงจ้ะ"

"........."

"กินอย่างอื่นได้ไหมล่ะป้า" น้องพยายามช่วย

"คนอื่นๆในบ้านก็มีลูกชาย ช่วยป้าตัดยาง มันก็ต้องกินแกงกะทิเหมือนกัน ทีนี้ป้าไม่มีเวลาทำอาหารเฉพาะของแต่ละคนหรอกจ้ะหมอ เราก็ต้องกินกันพร้อมๆกัน เหมือนๆกันทั้งบ้านแหละ ไม่มีเวลา และไม่มีเงินจะมาทำแยกเป็นจานๆสำหรับของใครของมันจ้ะ"

"........." 

"แต่ตอนนี้ป้าคุมได้ดีมาหลายเดืิิอนแล้วนะ" ป้ายิ้มอวด

"เหรอทำได้ยังไงล่ะจ๊ะ"

"ป้าเป็นห่วงหลานมันจ้ะ กลัวว่าป้าเป็นอะไรไปมันจะอยู่ได้ยังไง ก็เลยพยายามคุมอาหารมันตามหมอบอกจ้ะ

".........." อะไรคือตัวเปลี่ยนพฤติกรรมของป้า? ทำไมเวลาญาติไม่สบาย จึงมีผลต่อระดับน้ำตาลคนไข้เองได้ ความรู้ที่มี หรือ อะไร ที่ทำให้ป้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับปรุงอาหาร 

เรื่องเล่า เรื่องที่ 7

ครูช้อยเป็นครูมาหลายสิบปี ก่อนที่จะมีอาการเจ็บคอ ไปหาหมอแล้วหมอพบก้อนที่โคนลิ้น ตัดเนื้อไปตรวจปรากฏว่าเป็นมะเร็งโคนลิ้น ต้องผ่าตัดเอาลิ้นออกทั้งหมด และตัดกรามล่างบางสวนด้วยเพราะมะเร็งลุกลาม  ตอนแรกครูช้อยไม่ยอม บอกว่าจะเป็นภาระแก่ลูกๆหลานๆไปเปล่าๆ แกเป็นอะไรก็เป็นไป แต่ลูกหลานไม่ยอม คะยั้นคะยอจนแกยอมผ่าตัด ผ่าตัดเสร็จครูช้อยก็พูดด้วยความยากลำบาก เสียงไม่ชัด อ้อๆแอ้ๆ

น้องนศพ.ก็เข้าไปคุยกับครูช้อยที่บ้าน

"เป็นไงบ้างจ๊ะลุง"

"ไม่เป็นอัยอ้ะ.. บายอี"

ครูช้อยโบกมือ "อ๋อยไปอ่อย หมอ"

"อะไรหรือจ๊ะลุง?" น้องงง

"ลุงแกบอกให้หมอถอยไปหน่อยจ้ะ" ป้าชื่น ภรรยาครูช้อบช่วยแปลให้

"อ๊ำอายมันกระเอ็น" ครูช้อยชี้ไปที่ปาก ทำมือไม่้ประกอบ

"อ้อ น้ำลายมันกระเซ็น" น้อง นศพ. ตั้งใจฟัง แล้วก็เริ่มจับใจความได้ เนื่องจากกรามล่างถูกตัดไปด้วย ทำให้ครูช้อยคุมน้ำลายไม่ค่อยอยู่ และพูดอะไรที่ต้องใช้ลิ้นเยอะๆ จะไม่ชัดเจน

"เอี๋ยวมันไปโอนหมอเอาอ้ะ" ครูช้อยพูด

ก็พอจะสื่อสารได้ ตอนนึง น้องเริ่มถามครูช้อยที่ว่าตอนแรกแกไม่ยอมรักษา ไม่ยอมผ่าตัด แล้วต่อมายอม และถึงตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ครูช้อยก็ตอบว่า "แกไม่อยากเป็นภาระใคร คุยกันไป คุยกันมา ถ้าไม่ยอมไปผ่าตัด ครูช้อยรู้สึกท่าทางมันจะเป็นภาระเดือดร้อนต่อคนรอบข้างมากกว่า แกก็เลยยอม ตอนนี้แกปรับตัว พยายามทำตัวให้มีความสุข ไม่เดือดร้อน ไม่เรียกร้อง เพราะกลัวจะเป็นภาระ กลัวจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน "

ก่อนจะกลับบ้าน น้อง นศพ.ขอถ่ายรูปร่วมกับครูช้อย แกก็ดีใจ กระวีกระวาดลุกหายไปหลังบ้าน สักพักก้กลับออกมา ที่แท้ครูช้อยกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้่าใหม่ เพื่อออกมาถ่ายรูปคู่กับ "หมอน้อย" ทั้งสี่คนอย่างเต็มภาคภูมิ