สาระสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ในญี่ปุ่น: Product Liability Law
ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ในบริบทของประเทศญี่ปุ่น ณ สำนักงานคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนของทุนรัฐบาลญี่ปุ่น โดย JICA ขอสรุปดังนี้
นายซาโตรุ คาวาซากิ รองหัวหน้าแผนกวางแผนด้านผู้บริโภค กรมคุณภาพชีวิต สำนักงานคณะรัฐมนตรีได้บรรยายสรุปได้ดังนี้ความเป็นมาของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์นั้น ได้มีการพิจารณาถึงความเป็นไปของระบบว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ซึ่งได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๙๗๒ เป็นต้นมา เนื่องจากการเกิดปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับอันตรายที่อยู่ในชั้นรุนแรงมาก และจนถึงปัจจุบัน ในต่างประเทศซึ่งเริ่มจากกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันตกได้เริ่มพัฒนากฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ โดยในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ EC Directives ได้มีประกาศมีผลบังคับใช้ออกมา และในขณะเดียวกัน ภายในประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการร่างกฎหมายหรือข้อเสนอแนะในการร่างกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ออกมาหลายฉบับจากหลายฝ่ายด้วยกัน เช่น พรรคการเมือง นักวิชาการ หรือสภาทนายความ เป็นต้น และสำหรับในส่วนของรัฐนั้น รัฐได้เริ่มทบทวนและพิจารณาจากผลการประชุมความเป็นอยู่ของประชาชนครั้งที่ ๑๓ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๐ เป็นครั้งแรก และได้ผ่านรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๙๔ และประกาศใช้ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ในปีเดียวกัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีถัดไปเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๑๙๙๕
จะเห็นได้ว่าได้ใช้กระบวนการในการใช้เวลาในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้กว่า ๓๐ ปี ในอดีต หากเกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค จะมีกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับ โดยกฎหมายแพ่งได้บัญญัติให้ผู้ประกอบธุรกิจรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดแก่ผู้บริโภคหากผู้ประกอบธุรกิจนั้นมีเจตนาหรือจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้เป็นการให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินธุรกิจโดยเสรีตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด หากมีกรณีพิพาทก็จะนำหลักกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับ แต่ปัจจุบันได้มีการบัญญัติกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ดังนี้
๑. ต้องการให้ผู้บริโภคมีฐานะในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ทัดเทียมกับผู้ประกอบการซึ่งมีศักยภาพสูงในการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างสลับซับซ้อนขึ้น จนอาจทำให้ผู้บริโภคตามไม่ทัน ไม่สามารถรู้ได้เท่าทันการพัฒนากระบวนการผลิตของผู้ประกอบธุรกิจ และตกเป็นผู้เสียเปรียบในที่สุด ความทัดเทียมกันในระบบเศรษฐกิจการตลาดของทั้งสองฝ่ายจะเป็นการป้องกันและรองรับปัญหาอันอาจเกิดจากการพัฒนาการผลิตในอนาคต
๒. ต้องการให้ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้รับภาระในการนำสืบกรณีต่างๆ ที่เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค เป็นการลดภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหายซึ่งไม่สามารถที่จะนำสืบถึงความบกพร่อง ความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อในการผลิตของผู้ประกอบธุรกิจ โดยหากพบว่าเกิดความบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ประกอบการแม้มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเป็นผู้รับผิดในการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภคสำหรับเนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์มีดังนี้
๑. วัตถุประสงค์ได้กำหนดความรับผิดในการชดใช้ค่าเสียหายของผู้ผลิตสินค้า ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินอันเนื่องมาจากความบกพร่องของผลิตภัณฑ์
๒. ผลิตภัณฑ์ได้กำหนดสังหาริมทรัพย์ทั่วๆไป ที่ผ่านกระบวนการผลิตหรือการแปรรูป และมีแนวความคิดให้รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ด้วย
๓. ความบกพร่องการที่ผลิตภัณฑ์ขาดซึ่งสภาพความปลอดภัยที่สมควรมีอยู่โดยปกติ การพิจารณาความบกพร่องจะใช้หลักพิจารณาองค์ประกอบโดยรวม โดยจะนำตัวอย่างคดีที่สำคัญๆ มาใช้อ้างอิงในการพิจารณา
๔. ความรับผิดในผลิตภัณฑ์ได้กำหนดความรับผิดในการชดเชยค่าเสียหายโดยยึดหลักความบกพร่องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาความรับผิด ซึ่งถือว่าเป็นหลักพิเศษของกฎหมายลักษณะละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่น มาตรา ๗๐๙ ซึ่งถือเอาเจตนา ความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคดี
๕. ผู้ต้องรับผิดได้กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ที่ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าต่างๆ บนผลิตภัณฑ์เป็นผู้ต้องรับผิด
๖. ข้อยกเว้น
๖.๑ การพิสูจน์อันตรายที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา
ผู้ผลิตไม่ต้องรับผิดในกรณีที่ผู้ผลิตสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าการตรวจสอบค้นหาความบกพร่องซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อันเนื่องมาจากเกณฑ์มาตรฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และความรู้ทางเทคโนโลยีในช่วงระยะเวลาที่นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าสู่ระบบจัดจำหน่ายโดยจะพิจารณาถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา
๖.๒ การพิสูจน์โดยฝ่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบหรือวัตถุดิบ
ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบหรือวัตถุดิบจะได้รับการยกเว้นความรับผิดในกรณีที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถพิสูจน์ได้ว่าความบกพร่องนั้นเกิดจากข้อบังคับว่าด้วยการกำหนดต่างๆ ของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์รายอื่นซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบดังกล่าว และมิได้ประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความบกพร่อง
๖.๓ อายุความ
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นอันขาดอายุความ ในกรณีที่ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนได้ผ่านระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย และรู้ตัวผู้ต้องรับผิด หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ผู้ผลิตทำการส่งมอบสินค้า นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์พิเศษในกรณีที่เกิดความเสียหายซึ่งได้มีการสะสมอยู่ในร่างกาย โดยจะนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย
ข้อสังเกตของผู้เขียน
กระบวนการตรากฎหมายในประเทศไทยนั้นควรจะต้องเกิดจากการศึกษาสภาพปัญหาความเป็นจริงในสังคมโดยละเอียดและถ่องแท้ ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายสามารถใช้บังคับได้โดยความรู้สึกร่วมกันของคนในชาติ นอกจากนี้ ฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีสำหรับเป็นสถิติในการตรากฎหมายเป็นสำคัญ การใช้กฎหมายนั้นจะต้องใช้อย่างเป็นระบบต่อเนื่องสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในกฎหมายที่มีใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และจะต้องมีกลไกอื่นสนับสนุนให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะนำมาเป็นข้อมูลในกระบวนการนิติบัญญัติ
ดังนั้น เพื่อให้กฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ จึงมีความจำเป็นต้องเตรียมมาตรการต่างๆ และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกฎหมายฯ ได้แก่
๑. การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์
๒. การเตรียมพร้อมระบบการจัดการกรณีข้อพิพาทนอกศาล (Alternative Dispute resolution:ADR)
๓. การเตรียมความพร้อมในด้านระบบการสืบหาสาเหตุ
๔. การเตรียมความพร้อมด้านระบบการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
๕. การประกันภัย
๖. การป้องกันล่วงหน้าและป้องกันซ้ำมิให้เกิดความเสียหายในผลิตภัณฑ์ เป็นต้นและในช่วงที่ผ่านมาผู้บริโภคญี่ปุ่นเองก็ได้เริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ และในส่วนของผู้ประกอบการนั้นสามารถพัฒนามาตรการได้อย่างเต็มที่ทางด้านการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการพัฒนาและเพิ่มความปลอดภัยของสินค้า ตลอดจนการจัดทำหนังสืออธิบายและฉลากป้ายต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าระบบกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาและมีความมั่นคงในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น
สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์: ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ....ร่
างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... เป็นกฎหมายที่ยกร่างขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้ประกอบการรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้ อันจะมีผลให้ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ถึงความไม่ปลอดภัยของสินค้า ตลอดจนได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรม โดยที่ร่างพระราชบัญญัตินี้คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบในหลักการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... วุฒิสภา ได้พิจารณาเสร็จแล้วแต่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๔๙ ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
โดยที่สินค้าในปัจจุบันไม่ว่าจะผลิตภายในประเทศหรือนำเข้า มีกระบวนการผลิต ที่ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงขึ้นเป็นลำดับ การที่ผู้บริโภคจะตรวจพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัยกระทำได้ยาก เมื่อผู้บริโภคนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย สุขภาพอนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้บริโภคหรือบุคคลอื่นได้ แต่การฟ้องคดีในปัจจุบันเพื่อเรียกค่าเสียหายมีความยุ่งยาก เนื่องจากภาระในการพิสูจน์ถึงความจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการกระทำผิดของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหรือตกเป็นหน้าที่ของผู้ได้รับความเสียหายตามหลักกฎหมายทั่วไป เพราะยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากสินค้าโดยมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในความเสียหายของผู้ผลิตหรือผู้เกี่ยวข้องไว้โดยตรง จึงสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้ อันจะมีผลให้ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ถึงความไม่ปลอดภัยของสินค้า ตลอดจนได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรม
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ มีดังนี้
๑. กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและสินค้านั้นได้มีการขายแล้ว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ก็ตาม
๒. ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนเพียงแต่พิสูจน์ว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการและการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติธรรมดาเท่านั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบการแต่อย่างใด
๓. กำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไว้แตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยให้ใช้สิทธิภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการที่ต้องรับผิด หรือภายในสิบปีนับแต่วันที่มีการขายสินค้านั้น
๔. การฟ้องคดีให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและเปิดโอกาสให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดีแทน
ในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๕๐/๒๕๕๐ เมื่อวันพุธที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐ ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ ๗๓/๒๕๕๐ วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๐ ได้พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... แล้ว ลงมติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป