ปลายปีเป็นฤดูกาลประชุมมูลนิธิต่างๆ เพื่อสรุปงาน (และเงิน) ประจำปี     สำหรับผม เป็นโอกาสสรุปคุณค่าของมูลนิธิต่อสังคม    เท่ากับเป็นการทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม

         วันที่ ๒๐ ธ.ค. ๕๐ ผมเข้าร่วมประชุมมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)  และมูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์  เห็นได้ชัดเจนว่ามูลนิธิทั้งสองได้ดำเนินการ (หรือเป็นร่มของกิจการ) เพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างน่าภาคภูมิใจ     เป็นการทำ public service หรืองานเพื่อสาธารณะ โดยหน่วยงานเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไร    คือในสังคมปัจจุบัน กิจการสาธารณะ (public services) ไม่ใช่งานที่ผูกขาดโดยราชการอีกต่อไป    ทั้งเอกชนที่ไม่ค้ากำไร (มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ)  และเอกชนที่ค้ากำไร  ต่างก็ต้องช่วยกันทำงานเพื่อสาธารณะด้วย  งานเพื่อสาธารณะของเอกชนที่ค้ากำไร เรียกว่ากิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม (CSR – Corporate Social Responsibility)

มสช.
         เราได้รับทราบกิจการของสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ที่อยู่ภายใต้ มสช. (โดยได้รับทุนสนับสนุนจากภายนอก)     สถาบันนี้นำโดย นพ. หทัย ชิตานนท์ แพทย์นักวิชาการควบคุมยาสูบ ที่แม้อายุ ๗๘ ปีแล้ว ก็ยังแข็งแรงและทำงานวิชาการเพื่อนำไปสู่นโยบายควบคุมยาสูบอย่างแข็งขัน     เราได้เรียนรู้โครงการการฝึกหัดและศึกษาวิชาการควบคุมยาสูบ     ฝึกนักวิชาการหนุ่มสาวด้านการควบคุมยาสูบ ๒ คน    คล้ายๆ เป็นการสร้างทายาทนักวิชาการควบคุมยาสูบ เพราะ นพ. หทัยสูงอายุมากแล้ว      และโครงการนโยบายสาธารณะ ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายบุหรี่ชูรส      ผมได้เรียนรู้เล่ห์กลของบริษัทบุหรี่ในการล่อเยาวชนให้สูบบุหรี่ โดยแต่งกลิ่นและรสบุหรี่ให้กลมกล่อมขึ้น ดึงดูดคนที่ไม่เคยสูบ    ที่เรียกว่าบุหรี่ชูรส  

         นพ. หทัย ชิตานนท์ ยังมีคุณูปการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในวงการต่อต้านยาสูบนานาชาติ     เวลานี้ท่านได้รับเลือกเป็นประธานภาคีกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก    และโชคดีที่เรามี สสส. เข้ามาอุดหนุนค่าใช้จ่าย ให้นักวิชาการไร้ทุน สามารถไปทำงานที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติยิ่งนี้ได้

         ผมมองว่าสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยมีคุณูปการต่อสังคมไทยในการปกป้องชีวิตคนไทย โดยพวกเราไม่รู้ตัว     คนที่ไม่สูบบุหรี่จะมีชีวิตยืนยาวกว่าคนสูบนับสิบปี     และยังมีคุณภาพชีวิตดีกว่าอย่างมากมาย

         วารสารหมออนามัย เป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้ร่มของ มสช. โดยได้รับทุนสนับสนุนจากภายนอก  และกิจการสามารถเลี้ยงตัวเองได้     วารสารนี้ออกราย ๒ เดือน พิมพ์ฉบับละ ๕,๐๐๐ เล่ม    มีคุณค่าสำคัญต่อการสร้างเครือข่ายหมออนามัย (ซึ่งเป็นบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ที่มีคุณค่ามาก)    และขับเคลื่อนเครือข่ายการควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ได้แก่ การควบคุมการบริโภคยาสูบ  การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่สัมพันธ์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

         งานที่ริเริ่มและรับผิดชอบโดยเลขาธิการ (ของมูลนิธิ) โดยตรง     ได้แก่ เครือข่ายวิจัยสุขภาพ,  การทบทวนข้อมูลงานส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคภายใต้ระบบ ๓๐ บาท  และแนวทางพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคระยะยาว,  และ โครงการการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การจัดลำดับความสำคัญงานวิจัยด้านสุขภาพ

         เครือข่ายวิจัยสุขภาพ   เป็นงานของ สกว.  เน้นการจัดการเพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์    เน้นเด็ก  ผู้สูงอายุ  และโรคเรื้อรัง
         จากการประชุม ผมได้รับรู้ว่า ได้เกิดโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นองค์กรมหาชน แห่งที่ ๒  ถัดจาก รพ. บ้านแพ้ว คือ รพ. ป่าตอง ที่ภูเก็ต  และได้รับรู้ว่า เวลานี้ภาครัฐเริ่มเข้าไปซื้อ รพ. เอกชน  เช่น อบจ. ภูเก็ต ซื้อ รพ. เอกชนในภูเก็ต
         งานด้านเด็ก ทำเรื่องการป้องกันโรคอ้วนในโรงเรียน  กับเรื่องพัฒนาการเด็ก     งานนี้ทำให้เกิดการร่วมมือเป็นเครือข่ายกับเทศบาลหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ภูเก็ต
         ดร. สุทธิลักษณ์ สมิตะสิริ แนะนำว่าบทบาทของนักวิชาการต่องานพัฒนาที่สำคัญคือการ document best practices สำหรับให้ผู้ปฏิบัตินำไปต่อยอดได้     เป็นรอยต่อระหว่าง KM กับการวิจัยที่ผมสนใจมาก    
         ผมได้เรียนรู้วิธีคิดในการทำงานที่ซับซ้อน  เช่น เรื่องเด็ก ซึ่งมีมิติต่างๆ มากมายหลากหลายและซับซ้อนมาก     จึงมีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเป็นเจ้าของหลายหน่วย     และตามวัฒนธรรมดั้งเดิม หน่วยงานเหล่านี้มักจะแก่งแย่งแข่งขันขัดแย้งกัน     ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า มสช. มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ “ช่างเชื่อม” เชื่อมต่อ สร้าง synergy ระหว่างฝ่ายต่างๆ     โดยใช้ SST – SSS เป็นเครื่องมือ     ศ. นพ. ประเวศ วะสี ประธาน มสช. เรียกว่าเป็น “ตัวช่วย” (Helper Cell)     หลักการคือ อย่าไปทำงานเป็น “Another one of the same”    ต้องเข้าไปทำหน้าที่เชื่อมโยงแบบไม่มีตัวตน   

         แผนงานเพื่อคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงอายุ    มีงาน ๔ ด้าน ได้แก่  ระบบบริบาลผู้สูงอายุ,  พฤฒิพลัง,  ศูนย์เอนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุ,  และ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับผู้สูงอายุ
         ผมชื่นใจที่ได้เห็นการทำงานพัฒนาเชื่อมโยงกับชุมชน  อบต.    โดยมีผู้สูงอายุเองเป็นแกนนำ   มีกระทรวง พม. เข้าไปหนุนด้วย   
         ศ.นพ. ประเวศ แนะนำให้ทำงานเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ๔ ด้าน 
1. Mapping ผู้สูงอายุ ว่าอยู่ที่ไหน  ขาดแคลนอะไร
2. ระบบเศรษฐกิจสำหรับผู้สูงอายุ  เช่น เงินออมสำหรับใช้ยามชรา
3. ระบบสุขภาพชุมชน  ไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน อย่าเอามาโรงพยาบาล    ดูแลให้ได้ครอบคลุมเต็มพื้นที่    การผลิตพยาบาลชุมชน    ทุกตำบลสามารถสำรวจหาคนที่ถูกทอดทิ้ง     เมื่อพบแล้วจะมีคนเข้าไปช่วยเหลือ
4. ผู้บริบาลคนแก่    เป็นที่ต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ     ต้องการระบบฝึกอบรมคนและเกณฑ์ขีดความสามารถของคนประเภทนี้    รวมทั้งการยอมรับทางกฎหมาย
         ดร. สุทธิลักษณ์ เสนอว่าประเทศต้องการการสร้างท่าทีต่อนโยบาย    ผมมองว่าเป็นการพัฒนากระบวนทัศน์ของสังคม     ที่มองผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรของประเทศ ไม่ใช่ภาระ
         มีการเอ่ยถึงเรื่องบริการ asset management สำหรับผู้สูงอายุที่อาจมีทรัพย์สิน เช่นที่ดิน บ้าน    เพราะผู้สูงอายุจะช่วยตนเองไม่ได้ในเรื่องที่ซับซ้อนดังกล่าว 
         ผมได้คำดีๆ จาก นพ. ชูชัย ศุภวงศ์ ว่า “ประชาสังคมนิยม ดีกว่าประชานิยม”  
         ผู้ประสานงานแผนงานผู้สูงอายุ คือ พญ. ลัดดา ดำริการเลิศ หมอผ่าตัดเด็กจากสถาบันสุขภาพเด็ก    ที่ย้ายไปทำงานที่ สวรส. เพื่อทำงานด้านผู้สูงอายุ    คุณหมอลัดดาเป็น “ช่างเชื่อม” ที่เก่งมาก   

         เครือข่ายการจัดการงานวิจัยสุขภาพ    กำลังก่อตัว โดย สวรส. จะเป็นกลไกเชื่อม ๙ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1. วช.
2. สกว.
3. สสส.
4. สวทช.
5. สวรส.
6. กสธ.
7. TCELS
8. WHO สำนักงานประเทศไทย
9. มสช.

         งานที่ริเริ่มโดยบุคคลแล้วมาอยู่ใต้ร่มระบบการจัดการของ มสช.    ได้แก่ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพระดับจังหวัด,  โครงการศึกษาตัวแบบการมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพระดับชุมชน ระหว่างกองทุนของภาครัฐ องค์การบริหารส่วนตำบล และกองทุนสุขภาพชุมชน,  โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองสุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ระยะที่ ๒,  แผนงานศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)     

         เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพระดับจังหวัด   เป็นโครงการที่ได้รับเงินจาก สสส. ดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๓ ที่ผมเป็นประธาน    ผลของโครงการนี้ (ผ่านมาแล้ว ๔ ปี) คือเกิดจังหวัดที่มีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเข้มแข็ง ๒ จังหวัด คือ สงขลา กับแพร่  การ ลปรร. ในวันนี้ช่วยให้ผมได้เรียนรู้หลักการว่า วิธีทำงานของหน่วยงานที่เป็นแหล่งทุนอย่าง สสส. ที่สำคัญที่สุดคือ การเรียนรู้จากงานที่ตนให้การสนับสนุน    ผมมองว่างาน ๔ ปีที่ผ่านมา สอนเราว่า เงินทุนของ สสส. ไม่ควรใช้สำหรับสร้างเครือข่ายสุขภาพในจังหวัด     แต่ควรใช้สำหรับสร้างเครือข่าย ลปรร. เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพระหว่างจังหวัด    

         เมื่อแตะเครือข่าย จ. สงขลา คุณยุวดี คาดการณ์ไกล ก็เอาหนังสือ “นโยบายสาธารณะท้องถิ่น : บทวิเคราะห์นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ จังหวัดสงขลา”    ที่แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายในจังหวัดจะทำงานหลายด้านของเรื่องสุขภาพ  ไม่ใช่แค่การสร้างเสริมสุขภาพ 

         ศวปถ.  ได้ นพ. ธนพงศ์ จากกรมควบคุมโรคมาดูแล    เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน    เวทีเรื่องเล่าความสำเร็จจึงจะช่วยเชื่อมโยงหน่วยงาน     แต่ขาดแคลน “คุณอำนวย” จัดเวที SSS (Success Story Sharing)     เพราะคนจากหลายหน่วยงานทำ storytelling ไม่เป็น    ผมจึงเห็นโอกาสที่ สคส. ยุคใหม่จะเข้าไปรับงานให้บริการฝึก "คุณอำนวย"    เพื่อหารายได้เข้า สคส. ได้ด้วย และเป็นการทำงานให้สังคมด้วย

         หลายปีมาแล้ว  ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับ มสช.  ด้วยความใฝ่ฝันอยากเห็น มสช. เป็นหน่วยงานเอกชนไม่ค้ากำไร ที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์    ทำงานแบบมืออาชีพ  เป็นที่ยอมรับในสังคม     และพนักงานก็มีงานทำที่มั่นคง เกิดการเรียนรู้     มาวันนี้ผมมีความสุขมากที่ได้เห็นภาพนั้นชัดเจน   

         ปีนี้พื้นที่ มสช. – มสส. กลายเป็นพื้นที่ ๓ มูลนิธิ  คือมีมูลนิธิพัฒนาผู้สูงอายุ (มพ.ผส) เข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ด้วย

มสส.  
         งานที่ทำมีงานใหญ่งานเดียว คือแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ    ใช้ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม  ของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ๒ ข้อ คือ การสื่อสารความดี  และการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์     และมีเรื่องเดิมต่อเนื่องคือ จิตอาสา 

         จิตอาสา  ในรอบปีที่ผ่านมามีเรื่องที่ผมสนใจคือ จิตอาสาใน รพ.  กับจิตอาสาในเยาวชน

         สื่อสารความดี  ระบบจัดการแผนที่ความดี   สื่อสารสาธารณะเรื่อง Humanized HC เปา     ประกวดหนังสั้นแผนที่คนดีด้วย open source 
         ผู้ทำเป็นผู้ได้ ได้การพัฒนาจิต   HHC,  จิตอาสา,  แผนที่ความดี คนเล่าเกิดการพัฒนาจิต เรื่องเล่า เป็นเครื่องมือสื่อสารความดี    ประเวศ โครงการจิตอาสาใน รร นรต โดยศูนย์คุณธรรม  ไปช่วยคนอื่น เกิดความสุข     ถ้าทำบ่อยๆ จะเกิดเป็นนิสัย  เกิดโปรแกรมในสมอง
         สปสช.  อรจิต อาสาบำบัด
         ต้องการ "คุณอำนวย" ช่วยไกด์ จากจิตตอนให้จาก sympathy สู่ empathy    ฉือจี้ใช้กาย  ให้ ๒ มือ    ให้ด้วยใจ  ด้วยความเคารพ ด้วยความขอบคุณผู้รับ   
มีคนทำแล้ว ทำอะไรอีก   ทำงานสร้าง synergy ระหว่างกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว     ยกระดับผลกระทบต่อสังคม
 
โครงการนวัตกรรมการเรียนรู้  (กลุ่มโกศล - ภาคีส่งเสริมนวัตกรรมการเรียน)   
         กุลวิตรา (สบร.)   ศูนย์คุณธรรม (ศศิธร กลับ สกศ.)    สสส. (เพ็ญพรรณ)     ดวงพร    คข. ส่งเสริมการอ่าน    ผลบุญ (ผอ. TK Park)    เป็นภาคีส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้    ก่อตัวขึ้นเอง (autopoiesis)    เมื่อก่อตัวแล้วมาอยู่ใต้ร่ม มสส. ซึ่งชำนาญด้านจัดเวทีนโยบาย
 
         การจัดประชุมนโยบายการศึกษา   ควรใช้คำ นโยบายส่งเสริมการเรียนรู้     อบต.     ก่อศักดิ์  สถาบันปัญญาภิวัตน์  เรียนไปทำงานไป    เรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง    

         มสส. ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษา     เกิด พรบ. ปฏิรูปการศึกษา ๒๕๔๒ ไปผิดทาง    ดร. อุทัย ดุลยเกษม มาอยู่ ๒ ปี     วิวัฒน์ทำสานปฏิรูป ช่วย สกศ.  อยู่ระยะหนึ่ง    

วิจารณ์ พานิช
๒๐ ธ.ค. ๕๐