การเลี้ยงสัตว์นั้นได้วางแผนให้มีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
                   

              เศรษฐกิจพอเพียงระดับเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจเพื่อการเกษตรที่เน้นการพึ่งพาตนเอง เกษตรกรจะใช้ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการที่ดินโดยเฉพาะแหล่งน้ำ และกิจกรรมการเกษตรได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกรเองโดยพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในไร่นาและทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ให้มีความหลากหลายของกิจกรรมการเกษตรในไร่นา มีกิจกรรมเกื้อกูลกัน  กิจกรรมเสริมรายได้ ใช้แรงงานในครอบครัวทำงานอย่างเต็มที่ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการผสมผสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง ในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด         

  

                     นายออง  อินขำ เกษตรกรวัย 51 ปี บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 7  ตำบลวังหมัน อำเภอวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ดำเนินชีวิตด้วยการทำการเกษตรโดยยึดเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถขยายพื้นที่ทำการเกษตรและกิจกรรมต่างๆเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ สลัดความยากลำบากด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจในผลงานที่ออกมา          

  

                      น้าออง  ล่าวถึงการดำเนินงานการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงว่า เดิมทีมีอาชีพทำนา ต่อมาในปี 2530  ได้เริ่มปลูกส้มโอขาวแตงกวา จำนวน 25 ต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอวัดสิงห์ หลังจากส้มโอเจริญเติบโตเต็มที่จึงได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน มีส้มโอขาวแตงกวาจำนวน 440 ต้นในเนื้อที่ 10 ไร่ และเริ่มปลูกกระท้อนจำนวน 42 ต้น ในพื้นที่ 1 ไร่ มะม่วง จำนวน 2 ไร่ 50 ต้น โดยอาศัยน้ำจากสระส่วนตัว ขนาดเนื้อที่ 10 ไร่ จำนวน 3 สระ  ซึ่งมีขนาดเนื้อที่ 1 ไร่  3 ไร่ และ  6  ไร่  เพื่อใช้ในการทำสวนส้มโอและกิจกรรมการเกษตรอื่น ๆ  เช่น ป่าไม้ใช้สอยคือ ยูคาลิปตัส  สะเดา จำนวน 56 ไร่ เลี้ยงสัตว์มี สุกรขุน   28 ตัว ไก่พื้นเมือง 100 ตัว เป็ดเทศ 50  ตัว และปลานิล ตะเพียน และปลาแรด ทั้ง 3 สระ            สำหรับแรงงานที่ใช้นั้นเป็นแรงงานในครัวเรือนทั้งสิ้น คือตนเองและลูกชายอีก 2 คน เป็นแรงงานสนับสนุนที่สำคัญ  จึงได้เริ่มทำโรงสีข้าวขนาดเล็ก 12 แรงม้าเพิ่มขึ้นในปี 2541   เมื่อกิจการดีขึ้นโรงสีขนาดเล็กมีกำลังการผลิตไม่พอเพียงแก่ความต้องการด้านอาหารสัตว์ จึงขยายเป็นโรงสีข้าวขนาดกลาง ขนาด 70 แรงม้าในปี 2543 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 500,000 บาท รับสีข้าวแก่เพื่อนบ้านโดยจ่ายค่าขนส่งให้แก่เกษตรกรที่นำข้าวมาสีในราคาถังละ 1 บาท โดยทางโรงสีได้ปลายข้าว รำละเอียด ใช้สำหรับเลี้ยงสุกรขุน ไก่ เป็ดเทศและปลา ทำให้ลดรายจ่ายค่าอาหารสัตว์เป็นจำนวนมาก           

              น้าออง  กล่าวเสริมว่า การเลี้ยงสัตว์นั้นได้วางแผนให้มีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จึงได้สร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรบนคันสระน้ำ เมื่อทำความสะอาดจะได้ชะล้างเศษอาหารลงให้ปลากิน ส่วนมูลสัตว์นั้นเก็บไปตากแห้งเป็นปุ๋ยคอกสำหรับพืชสวนต่อไป อีกทั้งการจัดการในสวนส้มโอ  ได้ใช้วิธีการป้องกันและกำจัดแบบผสมผสาน เช่น การปล่อยมดแดงควบคุมแมลงศัตรูพืช ควบคู่กับการใช้น้ำสกัดชีวภาพ เช่น อีเอ็ม 5 ผสมเหล้าขาว น้ำส้มสายชู  กากน้ำตาล  อัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 ขวด  หมักทิ้งไว้ 3 – 5 วัน  อัตราใช้  2 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อป้องกันแมลงและหนอนชอนใบ ฯลฯ ซึ่งได้ผลดียิ่ง ลดค่าใช้จ่ายในด้านสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่จะเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกบ้างเพราะในระยะแรกจะต้องฉีดพ่นบ่อยขึ้นคือเดือนละ 1 ครั้ง แต่เมื่อธรรมชาติเกิดความสมดุลแล้ว จะฉีดพ่นเพียงปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้แล้วยังใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์  เป็นสารเร่งช่วยย่อยเศษวัชพืชต่าง ๆ ให้เป็นปุ๋ยหมัก   โดยใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ผสมกับกากน้ำตาลอย่างละ 2 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร ใช้แกลบดิบ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วนรำละเอียด 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากันใช้เป็นปุ๋ยสำหรับใส่ในนาและสวนไม้ผล เพื่อปรับปรุงบำรุงดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง

                 ผลที่ได้รับ ค่าใช้จ่ายที่ลดลงเป็นจำนวนมาก ถ้าไม่คิดค่าแรงงานที่ตนเองได้ลงแรงไปแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย ในที่นี้จะเปรียบเทียบต่อไร่ โดยใช้สวนของหลานชายที่ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และของตนเองที่ใช้ธรรมชาติความคุม ดังนี้

รายการ

จำนวน/ไร่/ปี

 

นายออง

หลาน

ต้นทุนการผลิต

500

20,000

ผลผลิต

2,000  กิโลกรัม

2,500 กิโลกรัม

รายรับ (10 บาท/กก.)(ราคาซื้อที่สวน)

20,000 บาท/ไร่

25,000 บาท/ไร่

กำไร

19,500 บาท/ไร่

5,000  บาท/ไร่

                          นายทินกร  เสือรักษ์ เกษตรอำเภอวัดสิงห์ กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อครั้งไปเยี่ยมสวนของนายอองว่าเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า 26 ปี   ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนั้น การส่งเสริมการเกษตรจึงเน้นให้เกษตรกรทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เพียงต้นทุนที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังสร้างสุขภาพที่ดี เป็นการสร้างสรรค์ชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า สร้างชีวิตและสังคมให้ อยู่ดีมีสุข