เรื่อง "ควาย" ภาค ๒ นี้เป็นการสืบเนื่องจากเรื่องที่แล้ว ซึ่งผมจะต้องนำมาเขียนต่อจากการพูดคุยกับเพื่อนซึ่งเป็นตัวละครสำคัญนั่นเอง

   บ่าย ๓ โมง ๔๕ นาที ผมอาศัยรถศูนย์ให้การศึกษาเซียร์ไปลงที่ฟิวเจอร์รังสิต เพื่อไปดำเนินการเกี่ยวกับแผ่นบันทึกข้อมูลจิ๋วที่ซื้อมาแต่ใช้ไม่ได้ ระหว่างนั้น มีเพื่อนที่เคยคุยเรื่องควายนั่งอยู่ด้วย ระหว่างคุยเรื่องราวหลายเรื่อง ๑ ในเรื่องนั้นผมได้ถามเรื่องควาย

   ปุจฉา : โรงเรียนควาย เป็นโรงเรียนสำหรับให้ควายเรียนจริงหรือ

    วิสัชชนา : จริง คือ เป็นโรงเรียนสำหรับฝึกควาย ให้ควายได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลายๆเรื่องโดยเฉพาะการไถนา (มาถึงตรงนี้ ทำให้ผมคิดในใจว่า เอ๊ะ เดี๋ยวนี้ควายต้องเรียนวิธีการไถนาแล้วหรือ ตกลงมันอะไรกันนี่ เหมือนกับลูกผู้หญิงที่ต้องมานั่งเรียนการทำอาหารในสถานศึกษา เปลี่ยนจากการเรียนที่สืบทอดมาตามตระกูล ต้องมาเรียนตัดผม ต้องมาเรียนเย็บผ้าและอีกสารพัดเรียน)

  ปุจฉา : ทำไมถึงให้มีโรงเรียนควายล่ะ ทำไมต้องให้ควายมาไถนาอีก

    คราวนี้เพื่อนเริ่มกล่าวถึงสาเหตุให้ฟังเป็นทอดๆ ไป

  วิสัชชนา : ชาวบ้านพบว่า การใช้รถไถเพื่อไถนานั้น เดิมเป็นการเดินตามและเปลี่ยนมาเป็นนั่งบนรถ เราต้องสิ้นเปลืองกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยเฉพาะค่าน้ำมัน เรียกว่าเป็นหนี้เป็นสินไปตามๆกัน (ทำให้นึกถึงตอนไปทำวิจัยที่หนองเสือ หากไปขอลูกสาวบ้านใด ต้องรับภาระหนี้สินจากตระกูลไว้ด้วย) การทำนาแบบนี้เป็นการทำนาที่ไม่คุ้มเลย ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงเริ่มหันมาใช้วิธีการเดิม คือการทำนาโดยใช้ควายไถ และนี่เป็นต้นเหตุของโรงเรียนควาย......

   แทรก : ผมสอดแทรกเข้ามาระหว่างนั้น หลังจากมีช่องว่างของคำพูด "สงสารชาวบ้าน เขาไม่เข้มแข็ง ผมเห็นชาวนาซื้อโทรศัพท์มือถือ อันที่จริงผมว่า มัน....ไม่น่าจะจำเป็นอะไรมากมากเลย.....

   แทรก : "ใช่" เป็นคำที่เพื่อนสมทบเข้ามา และพูดต่อไปว่า "ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องจริงที่เห็นจริง สามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีอยู่กลางนา แต่ไม่ไกลจากบ้าน ขณะที่ภรรยาอยู่ในบ้าน สามีโทรศัพท์หาภรรยาบอกให้เอาน้ำมาให้กินหน่อย ภรรยารับโทรศัพท์และนำน้ำมาให้ดื่ม เป็นอะไรที่......เดิมเขาตะโกนกันถึง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ตะโกน เขาใช้เทคโนโลยีกัน"

   แทรก : ผมว่า ชาวบ้านอ่อนแอมากๆทีเดียว แม้ตัวเราก็อ่อนแอ เราได้ซึมซับหลายๆเรื่องจากโทรทัศน์ จากสื่อ จากสิ่งที่พบเห็น และเราก็อยากมีอยากเป็น .........

   แทรก : "ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้ ที่สระแก้ว ชาวบ้านเขาขายที่ให้กับนายทุนหมดแล้ว เพื่อนำเงินมาซื้อเทคโนโลยี โดยเฉพาะรถ...." เพื่อนพูดจบ เราก็ได้แต่มองตากัน จากนั้นผมก็ลงจากรถเดินมุ่งหน้าไปร้านโทรศัพท์มือถือที่ขาย แผ่นบันทึกความจำจิ๋วให้ ระหว่างที่ยืนให้เขาทดสอบอยู่นั้นเอง มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ผมสังเกตหน้าตาแล้วหมองๆ ทำให้ผมรู้สึกสงสารเอามากๆ ทั้ง ๒ เข้ามาถามโทรศัพท์มือสอง ดูเหมือนต้องการโทรศัพท์ แต่ก็ต้องจากใจ เมื่อโทรศัพท์นั้นราคาเกินกว่าที่ต้องการจะได้.......... ผมอยากบอกเขาว่า อย่าซื้อเลยน้า แต่ก็คิดอีกว่า แล้วเราล่ะ เราก็มี ให้นึกถึง อ. ภีม ขึ้นมา ไม่เห็นท่านจะมีโทรศัพท์ก็ยังอยู่ได้

   ผมทราบมาว่า โทรศัพท์มือ ๒ ที่ขายให้ร้านโทรศัพท์นั้น ทางร้านจะรับซื้อในราคาต่ำ และจะขายในราคาสูง เรียกว่าได้กำไรมากทบต้น คนขายจะพูดดีมาก "เชิญค่ะ เชิญมาดูได้ตามใจชอบ ดูก่อนก็ได้ ไม่ซื้อไม่ว่า" แต่เมื่อซื้อแล้วมีปัญหา ก็อย่าหวังว่าจะได้การบริการที่ดีจากคนเดิม ทำให้นึกถึงอีกว่า อย่าเข้าใจว่า การที่เราซื้อของอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น เราซื้อเพราะเราอยากช่วยให้เขาขายได้ อย่าเข้าใจว่า เขาน่าสงสาร เห็นใจเขาเราจึงซื้อจากร้านโทรศัพท์ เพราะคนขายไม่ได้มองอย่างที่คนซื้อแบบนี้มอง อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการซื้อสิ่งเหล่านี้ เราต้องเลือกซื้อ เลือกเดินถามจนกว่าจะได้ราคาตามที่รับได้

   จากประสบการณ์น้อยๆ นี้ ผมก็ได้ข้อคิดแล้วว่า หันหลังให้แก่สิ่งเหล่านี้เถอะ ของซื้อของขายไม่ใช่ของให้ของบริจาค กว่าจะทำนา ทำสวน ขายผักมาได้ต้องใช้เวลาและกำลังมากทีเดียว เราจะเอาเงินมาแลกกับสิ่งที่เป็นเพียง "เหมือนเพื่อนเขา" น่าจะไม่คุ้มแล้วล่ะ

   ทำไปทำมา เรื่องควาย ก็กลายเป็นอะไรบางอย่างไป

................................