เรียนรู้คู่ชุมชน
วันที่ 21/1/51

  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">       ถอดบทเรียนจากที่ได้ไปทัศนศึกษาที่”จังหวัดสมุทรสงคราม” โดยแบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น 7 ฐาน ดังนี้</p>  <blockquote> น้ำหมักชีวภาพ(ปรุงแต่ง) เป็นการนำผลไม้ที่รสชาติเปรี้ยวเช่น มะยม มะนาว มะเฟืองหรือผลไม้ในท้องถิ่นที่จะปล่อยทิ้งไม่เกิดประโยชน์นำมาหมักจนได้ที่ผสมกับน้ำขี้เถ้า เกลือ N70 คนส่วนผสมจนเป็นน้ำที่ข้น ๆ แต่เดิมผู้จัดตั้งกลุ่มเป็นพนักงานธนาคารแต่เนื่องจากเห็นว่าเป็นการทำงานที่เอาเปรียบจึงได้กลับมาดำเนินงานในท้องถิ่นของตนเองโดยยึดหลักความจริงใจซื่อสัตย์มีน้ำใจ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ คือน้ำยาล้างจาน สบู่เหลว ยาสระผม น้ำยาล้างห้องน้ำเป็นต้น เวลาในการรวมกลุ่มจะมีการจัดการประชุมโดยอาศัยความอดทนอดกลั้นทุ่มเทเสียสละทั้งด้านเวลาและน้ำใจอันดีงามในการนำมาพัฒนาชุมชน โดยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดรายจ่ายเพิ่มรายได้สู่ชุมชน </blockquote><blockquote> มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น  เตาเผาถ่านใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างเตาโดยการใช้กระถางแล้วเอาไปวางบนกองฟืนใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงแล้วจะปิดด้วยใบตองผลพลอยได้จากการเผาถ่านคือ น้ำส้มควันไม้ ถ่านผลไม้ ถ่านหุงต้ม นอกจากนี้การทำเครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์ภายในถังมีเส้นใยแก้ว และทองแดงมีกระจกเป็นตัวรับแสงและความร้อนทำให้น้ำร้อนได้ทั้งวัน การทำเห็ดโอ่งโดยการนำวัตถุเหลือใช้จากในชุมชนในการเพาะเลี้ยงเห็ดไว้บริโภคในครัวเรือน </blockquote><blockquote>กลุ่มสตรีเกษตรพัฒนาผลิตและจำหน่ายผลไม้กลับชาติเป็นผลไม้จำพวกมะนาว ส้มโอ ลูกตำลึง มะละจีน มะละขี้นกและ บอระเพ็ดโดยทำการเพิ่มราคาให้กับผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวหรือขมมาทำให้รสชาติน่ารับประทาน</blockquote><blockquote>ส้มโอปลอดสารพิษ ใช้ขี้แดดนาเกลือเป็นปุ๋ยในการเพิ่มธาตุอาหารสู่ต้นส้มโอซึ่งส่งผลให้ส้มโอมีรสชาติหวาน</blockquote><blockquote> การทำนาเกลือ ยังคงมีการรักษาวัฒนธรรมดั่งเดิมในการทำนาเกลือมีการทำขวัญนาเกลือ การแรกนาเป็นการดูฤกษ์ในการทำพิธีโดยส่วนมากจะกระทำในวันพฤหัส การเปิดยุ้งขายจะกระทำก่อนการขายเกลือ เมื่อเริ่มต้นการทำนาเกลือจะได้ขี้แดดนาเกลือนำไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นพืชได้ผลดีจากนั้นจะได้เกลือที่แบ่งออกเป็น 3 ชั้นชั้นล่าง ชั้นกลางและชั้นเกลือจืดซึ่งผลิตผลที่ได้เป็นเกลือเต้าหู้ ดีเกลือ เกลือจืด ดินฝุ่น เกลือสมุทรซึ่งไม่ได้สร้างผลกำไรมากสักเท่าไหร่แต่เป็นสิ่งที่โด้กระทำสืบเนื่องกันมานานจึงยังคงยืนหยัดที่จะกระทำไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้วิถึชีวิตของคนในชมุชนต่อไปอย่างไม่ท้อใจเพื่อให้เกิดการปลูกฝังและการพัฒนาชุมชนแบบพอเพียง </blockquote><blockquote> การทำแนวกันคลื่น  เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการทำกล่ำ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลและเอาโกงกางมาปักเป็นกลุ่ม และป้องกันคลื่นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายบ้านเรือนและตลิ่งบริเวณนั้นซึ่งเกิดความเสียหายต่อดินโดยเริ่มจากการลองผิดลองถูกกันมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นการจัดการกลุ่มโดยการขอทุนจากกองทุน CEF  โดยการนำยางรถยนต์มาผูกกับไม้ยึดให้แน่นใช้เป็นปะการังเทียมคอยอนุบาลสัตว์น้ำและ ได้เริ่มโครงการปรับปรุงการรณรงค์การปลูกป่าเพื่อสร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อมกลับคืนสู่ชุมชน  สัจจะสะสมทรัพย์เริ่มต้นจัดตั้งกลุ่มคนทานข้าว มีการเริ่มต้นการซื้อขายในราคาที่เกษตรกรสามารถมีกำลังซื้อได้อย่างเหมาะสม มีการจัดตั้งกองทุนวันละบาทเพื่อส่งเงินไว้สำหรับเป็นสวัสดิการเมื่อคนในชุมชนเสียชีวิต โดยอาศัยกองทุนของชุมชน คือ มนุษย์ ทรัพยากร ชีวิตและวัฒนธรรม จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความสัมพันธ์ของชุมชน </blockquote><blockquote><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การเผาถ่านโกงกาง  มีการปลูกป่าในพื้นที่ของตนเองและจ้างคนงานในการตัดไม้ซึ่งจะเลือกเฉพาะไม้โกงกางที่อายุ 15 ปี โดยจะทำการลอกเปลือกออกตั้งแต่ในป่าจากนั้นก็นำมากองรอเพื่อนำไปเผาต่อไปโดยจะลำเลียงเข้าเตาเผาให้ไม้ที่มีขนาดใหญ่อยู่ด้านล่างเป็นไม้ตั้งและไม้ที่มีขนาดเล็กอยู่ทางด้านล่างเป็นไม้ตั้งและไม้ที่มีขนาดเล็กอยู่ด้านบนเป็นไม้เรียง เมื่อทำการเรียงไม้เรียบร้อยจะนำดินและอิฐมาปิดปากเตาแล้วจุดไฟเผาใช้เวลาตามการสังเกตุจากของควันผลพลอยคือน้ำส้มควันไม้ที่สามารถสร้างรายได้เสริมได้อีกทางนึง</p></blockquote><blockquote>นอกจากนั้นยังได้มีการเรียนรู้การทำงานกลุ่มร่วมกันว่าในการทำงานเพื่อชุมชนต้องเริ่มต้นด้วยการวางแผนอย่างดีและรัดกลุ่มสามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพื่อได้ข้อมูลและความรู้อย่างทั่วถึงและเรียนรู้การยอมรับฟังการประเมิณจากผู้อื่นเพราะคนเราในมองสิ่งที่ตนเองกระทำในทุกๆครั้งมักที่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนเองไม่ดีและผิดจึงเป็นการฝึกฝนที่ว่ายอมรับตนเองและมองตนเองเป็นหลักก่อนที่ยอมรับการติชมจากผู้อื่นอย่างมีเหตุและผลเพื่อนำไปปรับปรุงในการดำเนินงานในครั้งต่อไป</blockquote>