อินเตอร์เน็ทเร็วขึ้นแล้วครับ แต่ที่ตามมาคือ ค่าโทรศัพท์ก็เพิ่มขึ้นด้วย ใช้เวลารอ adsl เกือบสองเดือน

วันนี้ตอนช่วงเช้า บังเอิญแวะไปเยี่ยมอาจารย์ของคณะที่ห้องพัก นานมากแล้วครับที่ผมไม่ได้เดินไปเยี่ยม แล้วก็เห็นสมุดเซนต์ชื่อของสาขาวิชา รปศ. น่าสนใจมากครับ ก็เลยได้สอบถามพูดคุยกับอาจารย์... (ขอสงวนนาม ไม่มีไรหรอก แค่ไม่อยากบอกชื่อ) ถึงผลการดำเนินการ ซึ่งพบว่า ทำให้สาขาวิชามีข้อมูลและติดตามงานของอาจารย์ได้ดีขึ้นมากเลยครับ และเรื่องนี้ก็ทำให้คิดถึงนโยบายของผมเองที่ให้สาขาวิชาดำเนินการไปเมื่อหลายปีก่อน (เป็นนโยบายที่ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ต้องประกาศออกไป) คิดได้อย่างนั้นก็สรุปการทำงานของตัวเองว่า ติดลบจริงๆ ให้นโยบายคนอื่นแล้วทำไมไม่ติดตามงานบ้าง และก็ไม่แน่ใจว่ามีสาขาวิชาไหนบ้างที่ยังดำเนินการอยู่ แต่พอได้คุยกับสาขาวิชาอื่นก็พบว่ามีการดำเนินการอยู่เกือบครบทุกสาขา (อาจจะยกเว้นก็ วิชาชีพครู ต้นสังกัดผมเอง ฮาฮา)

เมื่อได้เจออาจารย์..... ก็เลยเชิญท่านมานั่งคุยต่อที่ห้องคณบดี แล้วก็เชิญรองคณบดีอีกสองท่านมานั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเสียเลย ได้ความคิดเห็นต่อการพัฒนางานของคณะเยอะมากครับ สรุปเป็นข้อๆ ได้อย่างนี้ครับ

  • จากการประเมินอย่างไม่เป็นทางการของหน่วยงานจากสำนักงานอธิการบดี พบว่า คณะศิลปศาสตร์ฯ เป็นคณะมีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานช้าที่สุด
  • ผู้บริหารระดับปฏิบัติการของคณะขาดการสื่อสารกับระดับนโยบายของมหาวิทยาลัย อันนี้ผมเห็นด้วยมาก แล้วก็นำเสนอไปว่า ตอนนี้ในระดับรองคณบดีเราสร้างโลกของเราเองครับ เราจะทำเฉพาะที่เราคิดและตัดสินใจเองได้เท่านั้น ผมยกตัวอย่าง รองบริหาร ตอนนี้ท่านสร้างระบบธุรกิจคณะขึ้น เพื่อช่วยให้งานบริหารของคณะคล่องตัวขึ้น ส่วนเรื่องอื่นถ้าไม่ได้รับการสั่งการมา ก็ไม่รู้จะทำให้อย่างไร ขณะเดียวกัน ส่วนใหญ่ตอนนี้ผมส่งเรื่องอะไรขึ้นไป ผมไม่เคยได้ฟีตแบคกลับมาเลยครับ และเมื่อเดือนที่แล้วผมส่งเรื่องเดียวกันไปยังสองหน่วยงาน แต่ก็เงียบทั้งสองหน่วยเลยครับ
  • ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศของคณะ ยังไม่สามารถตอบสนองงานจริงๆ ได้
  • งานสารบัญของคณะมีปัญหา
  • ผมสรุปรูปแบบบริหารคณะตอนนี้ว่า ระบบตอนนี้เป็นเหมือนสายไฟที่มันพันกัน เลยหาไม่เจอว่า มันช็อตกันที่ไหน แล้วทำไมไฟจึงตกบ่อย
  • อำนาจการตัดสินใจในระดับหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ มีจำกัดมาก

สิ่งสุดท้ายที่ในการสนทนาครั้งนี้เอามาคิดกันคือ การที่ผู้บริหารไม่ตัดสินใจในบางปัญหา ทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีค่าใช้จ่ายแบบเปล่าประโยชน์เพิ่มเป็นสองเท่า ดังนั้นถ้าผู้บริหารมีข้อมูลพร้อมตัดสินใจแต่ยังประวิงเวลาอยู่เพียงเดือนเดียว มหาวิทยาลัยเสียเงินไปเกือบสองหมื่นบาทต่อหนึ่งปัญหา อันนี้ยังไม่นับปัญหาสืบเนื่องอีกเยอะครับ อย่าหาว่าผมตำหนิผู้หลักผู้ใหญ่นะครับ แต่มีหลายปัญหาที่ไม่ได้ยินคำตัดสินสักทีหนึ่งครับ ลองคิดดูนอกจากจะเป็นปัญหาให้กับระบบงานปกติแล้ว ยังต้องเสียเงินเพิ่มอีก บางปัญหาลากยาวมาตั้งแต่เปิดเทอมแล้วครับ

การนั่งคุยนอกรอบแบบถอดหมวกครั้งนี้ ผมและรองคณบดีอีกสองท่าน (รวมเป็นสามท่าน เพราะผมก็เป็นรองคณบดีเหมือนกัน ฮิฮิ) หาทางออกได้ในหลายส่วนครับ แต่ก็มีอีกหลายปัญหาที่จะต้องหาทางสะท้อนภาพให้ผู้บริหารระดับสูงต่อไปได้ทราบและแก้ไขครับ

อีกหนึ่งเสียงสะท้อนมาจากภรรยาผมครับ แต่ไม่ใช่ภรรยาผมบ่นนะครับ เป็นเพียงคนรายงานต่อ เนื่องจากวันนี้มีเจ้าหน้าที่จาก TOT (ไม่ใช่คนอื่นคนไกลครับ รู้จักกันมาก่อน) มาติดตั้ง adsl ที่บ้านผมครับ เขาบ่นว่า ที่มหาวิทยาลัยระบบมีปัญหาบ่อยมาก และเขาต้องเสียเวลามาซ่อมให้จนเสียงานอื่น พยายามจะบอกวิธีการให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่พยายามจะทำความเข้าใจ ใช้เวลามาเกือบชั่วโมง มาซ่อมแค่ไม่ถึงสามนาที (แต่ตอนผมกลับมาถึงบ้าน เขาไม่ได้บ่นให้ผมฟังนะครับ ฮิฮิ) เสร็จจากบ้านผม เห็นว่าจะไปซ่อมข้างในมหาวิทยาลัย พอผมรู้ว่าเสียอย่างไร ก็เลยบอกว่า ที่คณะก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน รบกวนไปซ่อมด้วยนะครับ (ฮิฮิ มารู้ที่หลังว่า เขาฝากภรรยาต่อว่าไปเมื่อกี้นี้เอง)

อันนี้น่าจะเป็นปัญหาจากระบบเครือข่ายภายในของมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีใครยื่นมือมาเป็นเจ้าภาพสักที (เจ้าภาพตัวจริงก็เอาตัวเองไม่รอด) ทำให้แต่ละหน่วยงานเลยขาดระบบเครือข่ายที่ดี อันนี้แหละครับที่ทำให้ผมไม่กล้าเดินโครงการหลักสูตรทางไกลต่อ

บันทึกก่อนหน้านี้เป็นบันทึกแรกที่ผมทดลองใช้ระบบ adsl ที่บ้านครับ พร้อมกันนั่นก็คุยงานกับฝ่ายวิชาการผ่านโปรแกรม skype เพราะขี้เกียจกลับไปทำงานที่คณะแล้ว (เสร็จจากประชุมกับทีมงานของกำนัน ภรรยาก็โทรเรียกให้กลับบ้าน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ tot ต้องการคุยด้วย)