"โอโซนกับรังสีอัลตราไวโอเลต : ภัยจากท้องฟ้า"
โพรงโอโซนที่ปรากฎขึ้นในท้องฟ้าเหนือขั้วโลกใต้ ในไม่ช้าก็จะบังเกิดขึ้นในท้องฟ้าเหนือประเทศรัสเซีย กลุ่มสแกนดิเนเวีย เยอรมนี อังกฤษ แคนาดาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ บัดนี้ทั่วโลกก็ทราบถึงอันตรายที่มาจากท้องฟ้าเพราะหลักฐานมีอยู่ท่วมท้นว่า โอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ของโลก ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องห่อหุ้มป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตอันเป็นอันตรายจากแสงอาทิตย์กำลังเริ่มสูญหายไปเพราะถูกทำลายด้วยสารเคมีจากฝีมือมนุษย์รวดเร็วยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนใดเคยพยากรณ์ไว้เสียอีก ชั้นโอโซนที่เกิดโพรงในบรรยากาศมิใช่เป็นการคุกคามอนาคตของเราเพียงเท่านั้น เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว ณ บัดนี้ ไม่ช้าเราก็จะได้เห็นโพรงโอโซนในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นทั้งในภาคพื้นทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป มิใช่แต่ในขั้วโลกที่มีแต่น้ำแข็งปราศจากผู้คนและอารยธรรม อันตรายแก่ระบบเกื้อหนุนชีวิตของดาวเคราะห์ดวงนี้ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อนย่อมส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างน่าหวั่นสยองแก่สุขภาพของมนุษย์ สัตว์ทุกชนิด พืชพรรณใหญ่น้อยที่เป็นปัจจัยผลิตอาหารเป็นลูกโซ่และกระทบถึงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเกลียวโยงใยสลับซับซ้อนและเปราะบางของธรรมชาติมากน้อยขนาดไหน ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะสายเกินแก้ในแง่ของการป้องกันและนับวันจะรุงแรงมากขึ้นในขวบปีข้างหน้า สิ่งที่ชาวโลกพึงหวังอย่างดีที่สุดคือ หาทางระงับการสูญหายของโอโซนมิให้มากไปกว่าที่เกิดขึ้นขณะนี้เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ศตวรรษใหม่
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) พร้อมกับนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันร่วมกันประกาศผลการค้นพบจากการศึกษาบรรยากาศของโลกด้วยเครื่องบินสอดแนมระยะสูงกับดาวเทียมที่โคจรรอบโลก ปรากฎว่าเมื่ออากาศยานทั้งสองข้ามท้องฟ้าด้านเหนือของโลกเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2535 ต่างก็พบความหนาแน่นของแก๊สคลอรีนโมนอกไซด์เข้มข้นเป็นประวัติการณ์ แก๊สชนิดนี้ติดมากับสารซีเอฟซี (คลอโรฟลูออโรคาร์บอน) ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นตัวการที่ทำลายโอโซนในเขตบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ ถึงแม้ผลการค้นคว้ายังอยู่ในขั้นแรกแต่เป็นเรื่องที่น่าวิตกทำให้องค์การ NASA นำออกเผยแพร่เร็วกว่าที่กำหนดไว้ 1 เดือน ก่อนการสอบสวนค้นคว้าจะเสร็จสมบูรณ์ การศึกษาครั้งก่อนก็แสดงไว้แล้วว่าระดับโอโซนในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นซีกโลกเหนือลดลง 4 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลครั้งล่าสุดแสดงนัยว่าชั้นโอโซนในบางแห่ง รวมทั้งภาคเหนือสุดของสหรัฐ แคนาดา ยุโรป และรัสเซีย อาจลดลงหรือหดหายไปในปลาย ๆ ฤดูหนาวหรือต้นใบไม้ผลิถึง 40% เกือบเท่ากับการสูญหายของโอโซนในทวีปแอนตาร์กติกาซึ่งบันทึกไว้ 50% โชคดีที่เหตุการณ์เช่นนี้ยังไม่เกิดขึ้นเพราะฤดูหนาวที่ผ่านมาอากาศอุ่นกว่าปกติ อย่างไรก็ดีถ้าหากยังไม่เกิดโพรงโอโซนในปีนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายในปีสองปีนี้ ดังที่นายไมเคิล เคอริลโล หัวหน้าโครงการวิจัยเขตบรรยากาศชั้นบนขององค์การ NASA กล่าวเตือนว่า "ทุกคนควรจะตกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะร้ายแรงกว่าที่เราคิดเป็นอย่างมาก"
การแก้ไขปัญหานี้มิใช่เรื่องง่าย เพราะสารซีเอฟซีมีอยู่แพร่หลายเกือบจะทุกสังคมในโลกใช้กันดาษดื่นในเครื่องทำความเย็นทุกประเภทรวมทั้งน้ำยาทำความสะอาดตามโรงงานและสารผสมที่ทำพลาสติก โฟมบางชนิด ในหลายประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ยังคงปล่อยให้ผู้คนฉีดน้ำยากระป๋องอัดลมที่มีสารซีเอฟซีเจือปนขึ้นสู่อากาศ เช่น ฉีดละอองน้ำยาใส่ผม เป็นต้น
ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรจะหันมาให้ความสนใจ ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ ข้อความข้างบนนี้ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2538 นับถึงปัจจุบันก็ 13 ปี นั่นคือมันได้เกิดขึ้นแล้ว และตอนนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข และบางคนอาจหลงลืมมันไปแล้วก็ได้ ไม่แน่นะวันหนึ่งเมื่อเราแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เราอาจจะได้เห็นความน่ากลัวแทนความสวยงามของดวงดาวแล้วเมื่อถึงวันนั้นก็อาจจะสายเกินแก้แล้ว....
ไปอ่านเจอมาครับ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรก็เป็นมลพิษไปหมดแล้ว
'หลังเต่า' ก่อความเสียหายร้ายกาจ ทำโลกพลอย เป็นอันตรายไปด้วย [1 ก.พ. 51 - 00:31]
การสร้าง “หลังเต่า” เพื่อให้ยวดยานต้องชะลอความเร็วลงตามถนนสายต่างๆ กลายเป็นเรื่องเสียหาย เมื่อถูกพบว่า ไม่เพียงแต่อาจทำให้รถเสียหาย และคนขับต้องได้รับความกระทบกระเทือนแล้วยังถูกกล่าวหาว่า ทำให้โลกต้องได้รับความเสียหายอีกด้วย
สมาคมราชยานยนต์แห่งอังกฤษได้พบในการศึกษาว่า มันทำให้รถยนต์ ต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในควันไอเสีย และทำให้รถต้องกินน้ำมันเพิ่มเป็น 2 เท่า ด้วยเหตุว่าคนขับต้องเบรกชะลอความเร็วสลับกับเหยียบคันเร่งติดๆกัน
รายงานผลการศึกษากล่าวว่า อย่างเช่นรถที่แล่นด้วยความเร็ว 48 กม. ต่อ ชม. ใช้น้ำมัน 4.55 ลิตร เคยแล่นได้เป็นระยะทาง 92.04 กม. หากไปวิ่งบนถนนที่มี “หลังเต่า” มากๆจะวิ่งได้ระยะทางไกลแค่ 49.36 กม.เท่านั้น นอกจากนั้น หากจำกัดความเร็ว ให้รถที่เคยวิ่งทุกวันด้วยอัตราความเร็ว ชั่วโมงละ 48 กม. ในการวิ่งทุกวัน ลงมาเหลือ ชั่วโมงละ 32 กม. จะทำให้รถปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นอีกถึงปีละ 1 ตัน และปล่อยไอเสียสูงขึ้นกว่าเดิมอีก 10% ด้วยเหตุว่าเครื่องยนต์รถถูกออกแบบมาให้ทำงานดีที่สุด เมื่อวิ่งในอัตราความเร็วชั่วโมงละ 48 กม.
นายกสมาคมราชยานยนต์ นายเอดมันด์ คิง กล่าวว่า “การทำหลังเต่านับเป็นการบังคับรถราให้ ต้องชะลอความเร็วอย่างห่ามๆ เพราะมันทำให้สิ่งแวดล้อมต้องพลอยเสียหายไปด้วย เราเห็นว่าคนขับรถจะชอบให้ติดกล้องคอยตรวจจับรถ ที่ขับเร็วเกินกว่าความเร็วจำกัดกันมากกว่าการทำหลังเต่าขึ้น”
ขณะเดียวกัน บริการรถพยาบาลของลอนดอน ก็ได้กล่าวหาว่า การที่มีการทำหลังเต่าไว้ตามถนนสายต่างๆ 30,000 แห่ง ทำให้คนไข้ฉุกเฉินโรคหัวใจ ต้องพากันตายบนถนนปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 500 ศพ เพราะไปถึงโรงพยาบาล
เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ พึ่งค้นหาเจอ หวังว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆๆอีกน่ะครับ
เป็นเรื่องน่ากลัวนะคะถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ คิดว่าจะไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังและจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น และอยากจะให้ทุกคนได้ช่วยกันดูแลรักษาสภาพอากาศของเราให้เรามีอากาศที่ดี ๆ ตลอดไปค่ะ