หลังจากศึกษาวิชาของพระพุทธเจ้ามาได้ครบหนึ่งปีเต็มๆ ข้าพเจ้าก็ได้พบว่า เราทั้งหลายนั้นตกอยู่ในโลกของสิ่งสมมุติ และ ตกอยู่ภายใต้กฏของความไม่แน่นอน ก่อนหน้านี้ถ้าใครมาบอกข้าพเจ้าว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง อย่ายึดมั่นถือมั่น ข้าพเจ้าคงจะไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ และอาจจะคิดเห็นไปว่า คนที่พูดอย่างนี้ต้องเป็นคนที่ปลงต่อชีวิตและสิ้นหวังอะไรสักอย่าง
ปัจจุบันข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง และเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าท่านเหล่านั้นหมายถึงอะไร การปฎิบัติธรรม ทำให้จิตเราได้รับรู้ความจริงอันนี้ และเป็นความจริงแท้อย่างไม่ต้องสงสัย ท่านว่าขันธ์ 5 นั้นเป็นทุกข์ ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยว่ามันเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การกำเนิดเกิดมาในโลกนี้และการดำเนินชีวิตของเราทุกวันนี้ ไม่มีอะไรที่ควรจะยึดมั่น เพราะทุกอย่าง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปในที่สุด แม้ข้าพเจ้าจะเป็นเพียงนักเรียนชั้นต้นในวิชานี้ ข้าพเจ้าก็สามารถเข้าใจได้จากการพิจารณาไตร่ตรองตามคำสอนที่ท่านว่า แม้ข้าพเจ้าจะยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรแต่ด้วยการฟังและพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ในห้วงเวลาที่จิตใจสงบและเปิดกว้างที่จะรับฟัง ข้าพเจ้าก็เริ่มเข้าใจ และเริ่มเห็นภัยในวัฎสงสาร
เคยมีคนถามหลวงปู่ติชทำนองว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนในชีวิตแบบนี้ เราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร ท่านตอบว่า ในเมื่ออดีตมันก็ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง มีสิ่งเดียวที่เราจะแน่ใจได้และจับต้องได้ ก็คือการอยู่ในปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดี นั่นคือสิ่งเดียวที่เราจะทำได้ เราจึงต้องกลับมามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ในอดีตหรือนาคต
หลวงพ่อชาก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ให้เอาปัจจุบันเป็นเหตุ เมื่อเราทำปัจจุบันให้ดี อดีตก็จะดีเอง และในอนาคตซึ่งมีเหตุจากปัจจุบันที่ดี ก็จะเป็นอนาคตที่ดีด้วย และนั่นก็คือความจริงที่เราต่างก็ต้องยอมรับ
ตอนแรกข้าพเจ้าก็คิดเห็นไปว่า การคิดจะมีชีวิตอยู่แต่ในปัจจุบัน เหมือนมีชีวิตอยู่ไปวันๆ แล้วอนาคตล่ะ โครงการต่างๆล่ะ เพราะในการใช้ชีวิตทางโลก เราต้องทำงาน ทำโครงการ มีแผนงานต่างๆ จะให้คิดเป็นวันๆ ไม่ให้คิดถึงอนาคตได้อย่างไร งานการจะก้าวหน้าพัฒนาหรือ เรื่องนี้ท่านผู้รู้กล่าวว่า อนาคตหรือโครงการที่ดีย่อมเกิดจากการคิดแผนงานหรือโครงการที่ดีในปัจจุบันอย่างรอบคอบ แน่นอนว่าเราย่อมมีแผนงานหรือโครงการในอนาคต แต่เราจะไม่นำสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตมาวิตกกังวล เราอาจคิดโครงการต่างๆ ในปีหน้า เดือนหน้า นำไปเสนอเจ้านาย ในขณะที่งานยังไม่ได้รับพิจารณาเราก็มักจะวิตกกังวลว่าเจ้านายจะชอบหรือไม่ เราจะได้เลื่อนตำแหน่งไหม๊ และเมื่อโครงการผ่าน เราก็มากังวลต่อว่าจะมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่มันก็ยังเป็นโครงการอยู่บนโต๊ะทำงาน การคิดถึงเรื่องอนาคตจึงเป็นเรื่องที่ต้องมาคิดพิจารณา แต่ไม่ใช่การกังวลต่อสิ่งต่างๆในอนาคต ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น
ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าก็มีอาการดังว่า คือคิดถึงแต่เรื่องในอนาคต เมื่อใดที่ข้าพเจ้ามีโครงการใหญ่จะไปเที่ยวไกลๆกับกัลยาณมิตร แม้จะอีกสามเดือนข้างหน้าโน่น แต่ข้าพเจ้าก็เฝ้ารอที่จะไปเที่ยว คิดแต่เรื่องจะไปเที่ยวอีกสามเดือนข้างหน้า บางครั้งเหมือนจะทำอะไรไปวันๆ เพื่อรอจะให้ถึงวันที่ไปเที่ยวเสียที ใจของข้าพเจ้าไปอยู่กับเรื่องอีกสามเดือนข้างหน้าเสมอ และเริ่มไม่อยู่ในปัจจุบัน แต่พอมีเรื่องงานที่มีปัญหาในอดีตข้าพเจ้าก็กังวลแต่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว คิดวนเวียนอยู่กับมันทั้งๆที่ก็รู้ว่า มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว และมันก็จริงอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านว่า ทำไมเราทั้งหลายจึงมักจะเป็นทุกข์กับสิ่งที่เป็นอดีตอันแก้ไขอะไรไม่ได้ แล้วก็ชอบกังวลอยู่แต่กับเรื่องในอนาคตและเป็นทุกข์กับมันทั้งๆที่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เสียเวลาไปกับการกังวลถึงมัน เป็นทุกข์กับมัน แบบนี้นี่เองที่ชีวิตเราไม่มีความสุข
อะไรมันก็ไม่แน่ทั้งนั้น อะไรมันก็เป็นของสมมุติทั้งนั้น แต่เราก็พยายามจะยึดมั่นให้มันแน่ให้มันเป็นไปดังใจเรา มิน่าเราจึงเป็นทุกข์ เพราะเราคิดแบบฝ่าฝืนกฎของธรรมชาติ ก็คงเหมือนเราทั้งหลายต่างก็รู้ๆอยู่ว่า เวลาขวางก้อนหินขึ้นไปในอากาศ สักพักมันก็ต้องตกลงมา แต่เราก็ดันไปเป็นทุกข์ว่าทำไมมันต้องตกลงมา มันต้องลอยอยู่อย่างนั้นสิ เราไปทุกข์กับเรื่องที่ก้อนหินตกลงมา ทั้งๆที่ก็รู้ว่ามันก็เป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนเราใช้ชีวิตในทางโลก เราเป็นทุกข์ก็เพราะคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นสิ่งที่แน่นอน สิ่งนั้นต้องเป็นของเราตำแหน่งนั้นเราต้องได้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วเราไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรสักอย่าง และไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง
คงเหมือนผู้หญิงบางคนที่ยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดของชายคนรักที่บอกว่า จะรักเธอตลอดไป แต่พอฝ่ายชายเปลี่ยนใจ ก็เป็นทุกข์ ว่าทำไมเขาถึงไม่รักษาคำพูดทำไมเขาเป็นไปได้ขนาดนั้น ฟูมฟายร้องไห้จนลืมไปว่า ตัวเราเองก็ยังเปลี่ยนใจเปลี่ยนความคิดได้บ่อยๆ มันควรหรือไม่ที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดเหล่านั้น มาดูที่ตัวเราเอง ปัจจุบันเราอาจจะคิดแบบนี้ แต่บางทีอีกสองนาทีข้างหน้าเราอาจจะคิดไม่เหมือนเดิมเลยก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอนแม้แต่จิตใจเราเอง แล้วจะไปบังคับใจของผู้อื่นให้มีความแน่นอนย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ปัจจุบันข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า การดำรงชีวิตในโลกของความไม่แน่นอนนั้นไม่ยาก ใช้หลักการในวิชาของพระพุทธเจ้า คือวางทุกอย่างลง วางสมมุติบัญญัติลง เลิกคาดหวังใครต่อใคร เลิกสนใจเรื่องในอดีต สิ่งที่อดีตจะช่วยได้ก็คือ เอาไว้เป็นบทเรียนเพื่อจะไม่ทำผิดหรือเห็นผิดซ้ำสอง เลิกกังวลกับอนาคต พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ เลย มันต้องผ่านการฝึกปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ข้าพเจ้าพบว่า การปฎิบัติเช่นนี้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น การได้มองเห็นท้องฟ้าสีฟ้าใส เห็นต้นไม้สีเขียวๆ ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุข การนั่งเงียบๆตามลมหายใจ ภายใต้ร่มไม้ มองหมาน้อยที่น่ารักนั่งกระดิกหางไปมา ก็ทำให้ชีวิตเป็นสุขได้สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขง่ายๆที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงินทอง ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้ว่าเราเป็นอย่างไร ดี - ชั่วอย่างไร ตำแหน่งการงานเป็นอย่างไร เราไม่ต้องมีเงินทองมากมายอะไร การเป็นคนธรรมดาๆบนพื้นโลก เดินไปมาอยู่ในหมู่คนทั่วๆไป เราก็จะมีเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขมากมาย การได้เดินบนพื้นโลกแบบนี้เป็นปาฎิหาริย์จริงๆ

สวัสดีครับ
มาเก็บเกี่ยวครับ
ในเมื่ออดีตมันก็ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง มีสิ่งเดียวที่เราจะแน่ใจได้และจับต้องได้ ก็คือการอยู่ในปัจจุบัน
และทำปัจจุบันให้ดี นั่นคือสิ่งเดียวที่เราจะทำได้ เราจึงต้องกลับมามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ในอดีตหรือนาคต
การทำความเข้าใจ และเข้าถึงหลักการ ของปัจจุบันขณะ
เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยทีเดียวครับ...
แม้ว่าจะอ่านและจดจำไว้หลายปีแล้ว....
แต่ก็เพิ่งจะเข้าใจบ้าง เข้าถึง และสัมผัสบ้างเมื่อไม่นานมานี้เองครับ
และเข้าใจว่ายังต้องฝึกให้รู้อีกมากครับ...อีกมากจริงๆ..
ขอบคุณมากๆครับ
พี่เองก็กำลังพยายามฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเช่นกันค่ะ
อาศัยหนังสือเล่มนี้ค่ะ หนังสือที่ชื่อว่า ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ
หนังสือเล่มนี้ช่วยพี่ได้มากจริงๆ
สวัสดีครับ...
เริ่มอ่านเล่มนี้ตั้งแต่เรียนแพทย์..
เป็นหนังสือที่ช่วยผมให้พ้นทุกเวทนาทางกายใจ ตอนนั้นมากจริงๆครับ
และช่วยให้ผมผ่านเรื่องราวมาได้มากมาย..
ยิ่งอ่านหลายรอบ หลายวาระก็ยิ่งเก็บเกี่ยวได้ครับ..
ผมจำไม่ได้ว่าเนื้อหามีอะไรบ้างแล้ว แต่รู้เพียงว่าช่วงที่เราอ่าน
เราได้เก็บเกี่ยว..และเปลี่ยนแปลงตนเองช่วงนั้นๆครับ...
มีกัลยาณมิตรให้แผ่นซีดี เรื่องนี้มาหนึ่งแผน..
หลายวันไม่ได้เปิดฟัง....
อาจจะต้องฟังดูเพื่อทบทวนบ้างแล้วละครับ....
ขอบคุณมากๆครับ...
หนังสือของหลวงปู่ติช เล่มนี้ ได้สร้างปาฎิหาริย์ให้พี่และใครอีกหลายๆคนเช่นเดียวกันค่ะ พี่เองก็อ่านไปหลายๆรอบ หลายๆ วาระ ปัจจุบันก็ยังหยิบมาอ่านอยู่เรื่อยๆ หลวงปู่ติชท่านบอกหลักการเบื้องต้นของการอยู่ในปัจจุบันขณะได้ดีจริงๆ
หนังสือเล่มนี้ เขียนออกมาในช่วงที่ประเทศเวียตนามกำลังลุกเป็นไฟ เป็นช่วงเวลาที่หลวงปู่ติชคงมีความทุกข์ใจไม่น้อย และท่านก็คงอยากจะเขียนขึ้นเพื่อให้กำลังใจแก่ศิษย์ของท่าน และให้กำลังใจแก่ทุกคนที่ทำงานรับใช้สังคมและส่วนรวม
โดยส่วนตัวแล้วมันทำให้พี่มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น และมีความเข้าใจและเห็นใจในคนที่กำลังอยู่ในความทุกข์จากการเจ็บป่วยมากขึ้น
สำหรับพี่แล้วหัวข้อเรื่องของหมอยาเรื่องนี้ ทำให้พี่สะท้อนใจตัวเองมาก ช่วงนี้พี่กำลังอ่อนแอ เพราะพี่ได้เจอบททดสอบที่หนักหนาสำหรับพี่มาก คือลูกสาวไม่สบาย อาการไม่ชัดเจนเป็นไข้ปวดศรีษะปวดท้อง คลื่นไส้ เมื่อพี่ให้กินยาลดไข้ นอนหลับตื่นมาก็บอกว่าตาพร่ามัวสักพัก เป็นๆหายอยู่ 2-3 ครั้งแล้ว พี่ก็ได้แต่บอกลูกว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับร่างกายหนู แต่ถ้าจะเกิดจากการเจ็บป่วยจริงๆหนูก็ต้องอดทนนะ แม่จะดูแลหนูเอง พี่รู้สึกใจหายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกเพราะพี่ยังติดอยู่กับสิ่งสมมุติตามธรมมชาติ พี่พยายามบอกกับตัวเองว่าพี่ต้องยอมรับความเป็นจริงให้ได้ ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน ไม่มีอะไรที่เราจะยึดไว้ได้แม้แต่ชีวิตของเราเอง กับเหตุการณ์นี้ทำให้พี่รู้ว่าพี่ต้องฝึกฝน และเรียนรู้อีกมาก
พี่เตือน...เป็นธรรมดาค่ะ แม้จะรู้ว่าอะไรก็ไม่แน่นอน แต่เมื่อมีเรื่องใดๆ เกิดกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา เราก็อดที่จะเป็นห่วงและเป็นทุกข์ไปกับเขาด้วยไม่ได้ แต่ท่านว่าทุกข์ก็ให้รู้ว่าทุกข์ สุขก็ให้รู้ว่าสุข แล้วจะรู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
ขันธ์ 5 นั้นเป็นทุกข์ ของเราแต่ละคนก็มีอยู่ห้าแล้ว แถมยังมีของคนรอบข้างของ คนที่เรารักอีก คนละ 5 เป็นธรรมดาค่ะ ที่จะต้องมีทุกข์บ้างสุขบ้าง ตอนนี้ก็กำลังฝึกฝนอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะมีขันธ์ 5 เพิ่มมาอีกหนึ่ง คือเจ้าหลานชายวัย 10 เดือน ที่กำลังน่ารักน่าชัง ทีเดียว