ยุคของข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้คนแทบจะสำลักกับข้อมูลใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาให้บริโภค ทีมนำระบบงานพัฒนาคุณภาพในโรงพยาบาลจึงต้องมีความไวในการกลั่นกรอง จัดกลุ่ม และเป็นที่ปรึกษาให้ข้อคิดเห็นกับผู้คนในระบบที่เป็นทีมงาน เพื่อปรับความคิดเห็นให้เกิดเป็นความรู้ที่ถ่องแท้ และให้ประโยชน์แก่ผู้รับบริการที่องค์กรดูแล

2 วันที่ผ่านมา ฉันได้พบกับน้องยม คนไข้ที่เคยเข้ากลุ่ม ลปรร. ซึ่งจัดไปเมื่อเดือนพ.ย.2551  น้องยมบอกไว้ว่า  เขากลัวมากที่จะเป็นไตวาย  วันนั้นฉันสัมผัสได้ว่า เขามีความสุขมากขึ้น  สีหน้าดูคลายเศร้า  แววตาแจ่มใสไม่หม่นมัวเหมือนที่เป็นบอกให้ฉันรู้ว่าเขามีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปเพื่อตัวเขาเอง  เขาได้ความมั่นใจคืนมา  

คนไข้รายนี้เป็นรุ่นน้องของฉัน อาชีพรับจ้าง ทำงานเกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผ้า  ไม่ต้องทำงานกะ    ก่อนทำงานนี้ เขาเคยทำงานหนัก  เป็นงานที่ต้องแบกลาก  ต้องทำงานทุกวัน บางวันต้องทำงานกะดึก หลับๆตื่นๆ เพราะงานที่เข้ามาเป็นงานที่ไม่แน่นอน  ดีหน่อยที่เช้าขึ้นได้หยุดพักครึ่งวันก่อนมาเข้างานต่อ  เขาทำงานอย่างนี้เป็นเวลาประมาณ 10 ปีก็เป็นเบาหวาน  การเป็นโรคเบาหวานทำให้เขาเปลี่ยนมาทำงานทำความสะอาดเสื้อผ้า การมีเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องมือผ่อนแรง ทำให้งานซักผ้าเบาลง  แต่ก็ยังต้องทำงานแบกลากอยู่ดี

ตอนที่มาเข้ากลุ่ม  ฉันสังเกตว่า เขาไม่ค่อยมีสมาธิ  บ่อยครั้งที่เขาจมอยู่กับความคิดของตนเอง   มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ให้กลุ่ม ลปรร. เรื่องยา เขากลับเล่าว่า   "ผมไปหาหมอแล้วหมอว่า เบาหวานขึ้นตา  เวลาผมทำงาน ผมตั้งโปรแกรมเครื่องซักผ้าผิดบ่อยๆ   เพื่อนในที่ทำงานจะต่อว่าผมเสมอ  ผมไม่รู้จะทำยังไง"   กว่าจะดึงเขากลับมาอยู่ในประเด็นเรื่องยาได้  ทีมก็ต้องใช้ความสามารถเป็นอย่างสูง

คำพูดบางอย่างของน้องยม เมื่อตอนเข้าลปรร. สะกิดใจฉันให้คิดถึงว่าน่าจะมี administration error  เกิดขึ้นจากระบบงานเภสัชกรรมบำบัดของเราโดยเราไม่ได้นึกถึง   

น้องยมได้เข้าร่วม ลปรร. ที่ตั้งหัวปลาว่า "อยากรู้ว่าคนไข้กินยาอย่างไร"   เครื่องมือที่ใช้ในการ ลปรร. ในกลุ่ม คือ ตัวอย่างยาที่ต้องจ่ายให้ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จำนวนหนึ่ง  คุณอำนวยนำให้คนไข้ที่มาเข้ากลุ่ม  ลปรร.กันด้วยโจทย์ว่า  "ให้หยิบยาของตัวเองขึ้นมาให้ดูก่อน  แล้วมีอะไรอยากเล่า อยากคุย อยากถาม เกี่ยวกับยาให้คุยได้"

น้องยมหยิบยา Enaril, Daonil, Glucophage  ขึ้นมาให้ดู แล้วเล่าว่า " หมอบอกว่า อย่าหยุดยา ให้กินยาไปเรื่อยๆ จะได้คุมโรคได้   ทุกวันผมจะมีอาการไอตอนเย็นๆ   ไออยู่เป็นปีแล้ว  ไปหาหมอขอยาแก้ไอมากินหลายครั้งแล้ว" 

เมื่อคุณอำนวยได้หยิบยา Enaril  ขึ้นมาสรุปให้ฟังว่า   "คนไข้คนไหนกินยาตัวนี้แล้วมีอาการไอ  หมอจะหยุดยาและเปลี่ยนเป็นตัวอื่นที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันให้" 

ฉันได้ยินน้องยมรำพึงว่า  " หมอบอกเราว่า ยาที่เลือกให้กินเป็นยาดี  ไม่รู้เลยว่า  หยุดยาได้" 

น้องยมมาพบเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน ชื่อ น้องหลี  เมื่อเข้ากลุ่ม ลปรร. ทั้ง 2 คนเพิ่งมารู้เรื่องการป่วยของกันและกันก็ตอนมาเข้ากลุ่ม  

น้องหลี หยิบยา Daonil, Glucophage  ขึ้นมาและเล่าว่า   "หมอบอกว่า ให้กินยาให้ตรงเวลา  ผมได้ยานี้แหละมากิน กินวันละ 2 มื้อ เช้า กับ เย็น  มีบ่อยๆที่หลังกินยาแล้วใจสั่นตอนเช้า    ทุกวันเวลา 7 โมง ผมจะกินยาทันที  แล้วมาทำงาน"

ฉันได้ร่วมฟังด้วยตอนที่น้องหลีเล่าเรื่องของเขา  ฉันจึงบอกให้เขาเล่าเกี่ยวกับมื้ออาหารและการดูแลตัวเองเมื่อมีใจสั่นให้ฟัง   น้องหลีเล่าว่า  "ผมกินกาแฟเป็นอาหารเช้า  บางวันมากินที่ทำงาน  บางวันกินมาจากบ้าน  บางวันมาถึงที่ทำงานก็ได้กินเลย บางวันก็ติดงานได้กินตอน 10 โมง   บางวันที่มีอาการใจสั่น ก็หาอะไรหวานๆเข้าปากไว้ก่อนเสร็จงานจึงไปกินกาแฟ"  

เมื่อฉันให้เขาเล่าต่อเกี่ยวกับการมาทำงาน เขาเล่าว่า   "ผมไปทำงานด้วยมอร์เตอร์ไซด์   ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีโดยเฉลี่ย  มาทำงานคนเดียว เวลาออกจากบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นเกือบ 8 โมงบ้าง 7 โมงครึ่งบ้าง"

น้องหลีเป็นคนไข้ที่มีค่า HbA1C  10  ขึ้นไปตลอดปีที่ผ่านมา  เรื่องที่เขาเล่าทำให้ฉันเข้าใจจุดปัญหาในระบบบริหารยาที่ก่อผลต่อภาวะคุมน้ำตาลไม่ได้ของน้องหลีชัดเจนขึ้น  

ฉันจึงให้คำแนะนำว่า  "น้องหลีเอายาไปกินที่ทำงานแล้วกัน   ครึ่งชั่วโมงก่อนจะไปหาอะไรกินตอนเช้า  น้องหลีค่อยกินยานะ"  

ตอนเจอกับน้องยม เขายื่นประวัติผู้ป่วยใส่มือฉัน และมองหน้าเหมือนใจจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่าง   สายตาฉันแวบไปดูผลเลือดในประวัติ    ความยินดีก็บังเกิด ฉันว่าน้องยมชนะแล้ว  วันนี้น้องยมมีผลน้ำตาลในเลือดเพียงแค่ 155  มก./มล.  ในขณะที่ในอดีตที่ผ่านมา มันจะอยู่ที่ 300 ขึ้นไปตลอด   ฉันบอกเขา พร้อมถามไปว่า "ดีใจด้วย ค่าเลือดเธอดีมาก ลดลงเยอะเลย  ตั้งใจต่อนะ  เธอยังมีอาการใจสั่นอีกไหม"   คำตอบคือ "ไม่มีแล้ว"

ผลเลือดของน้องยม บอกให้ฉันรู้ว่า  การจัดเวที ลปรร. ระหว่างกันให้กับคนไข้เบาหวานด้วยวิธี KM  ที่ได้เรียนรู้จากทีมคุณหมอนิพัธ ได้ช่วยการคลายทุกข์ให้คนไข้บางคน 

เรื่องของน้องยม และน้องหลี ทำให้ฉันได้เรียนรู้ ประเด็นที่เกิด Administration error  จากระบบบริหารยาของเรา  และนี่คือ คุณภาพงานสุขศึกษาในระบบบริหารที่ควรมี  PDCA  กำกับ ในบริบท "การเชื่อมโยงสู่ชุมชนของวิชาชีพที่มีบทบาทบริหารยาให้ผู้ป่วยทุกคน"   อันเป็นบริบทหนึ่งที่ถูกคาดหวังจาก HpHA 

คุณค่าของ Agility  ในระบบเภสัชกรรมบำบัดของร.พ.  จึงไม่ได้อยู่ที่การมีรายงาน admininistration error ที่ครอบคลุมครบถ้วน รายงาน ADR ครบถ้วน  แต่อยู่ที่ ความเร็วในการตรวจจับปัญหาในระบบภายในที่วิชาชีพทำกันเอง และความไวในการรับรู้ผลข้างเคียงที่เกิดจากการบริหารยาในผู้รับบริการจากการให้สุขศึกษา 

บันทึกไว้แทนคำขอบคุณแด่ทีมงานเวชศาสตร์ครอบครัว ร.พ.พุทธชินราช พิษณุโลก

1 ก.พ. 2551

 

หมายเหตุ

"กินยาตรงเวลา  ในความหมายของคนไข้ หมายถึง เวลาตามนาฬิกา"

"กินยาตรงเวลา ในความหมายของคนรักษา หมายถึง  เวลาที่เหมาะสมกับความต้องการให้ยาออกฤทธิ์"

"กินยาก่อนอาหาร  ในความหมายของคนไข้  หมายถึง  ไม่กินยาเมื่อท้องว่าง  กินยาให้ก่อนกินอาหารมื้อนั้นๆอย่างน้อยก่อนเริ่มกินอาหาร " 

"กินยาก่อนอาหาร  ในความหมายของคนรักษา สำหรับยาทั่วไป มีความหมายเดียวกับคนไข้  และหมายถึง เวลากินยาเริ่มที่เวลาครึ่งชัวโมงก่อนเริ่มกินอาหาร"

 

สรุปมาเป็นความรู้ได้ว่า   กินยาตรงเวลา สำหรับคนไข้เบาหวาน มีนัยยะ หมายถึง   กินยาก่อนอาหารตรงเวลาที่สามารถให้ยาออกฤทธิ์โดยไม่เกิดผลข้างเคียง คือ น้ำตาลในเลือดต่ำ 

หากไม่ต้องการให้คนไข้เบาหวาน เกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้บริหารยาพึงประเมินผลการบริหารยาก่อนอาหารโดยตัวผู้ป่วยว่า ถูกต้องตามประสงค์หรือไม่ 

การบริหารยาก่อนอาหารที่พึงประสงค์ของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งช่วยลดภาวะแทรกซ้อนทั้งน้ำตาลในเลือดต่ำ และน้ำตาลในเลือดเกิน คือ 

1. เมื่อบริหารยาแล้ว ระยะเวลาที่ผู้ป่วยกินยากับมื้ออาหารนั้นๆ ห่างกันครึ่งชัวโมง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เหมาะสมที่สุด 

2.  การไม่บริโภคอาหารซ้ำเพื่อให้ได้ชื่อว่ากินยาก่อนอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุเสริมให้น้ำตาลในเลือดคุมไม่ได้