การประสาทปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา

บัณฑิตจากแดนมังกร…วันดอกไม้บานที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
วันอังคารที่ 29 มกราคม 2008 10:02น.

แวลีเมาะ ปูซู
อับดุลเลาะ หวังหนิ
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


บรรยากาศการประสาทปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา ให้กับบัณฑิตรุ่นที่ 5 ประจำปี 2549 ในวันนี้ แม้แดดจะร้อนจ้าขนาดไหน แต่บรรดาญาติพี่น้องของบัณฑิตจากต่างถิ่น ต่างที่และต่างประเทศ ที่หลั่งไหลเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างไม่ขาดสายนั้นล้วนเต็ม ไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส สองมือเบ่งบานด้วยดอกไม้และของขวัญ ซุ้มต่างๆที่จัดเตรียมโดยรุ่นน้องเริ่มถูกจับจองเป็นฉาก สำหรับเก็บภาพที่ระลึกอย่างครึกครื้นท่ามกลางบัณฑิต 313 คน ใน 5 สาขาวิชา ที่เข้ารับปริญญาในวันแห่งความสำเร็จ เมื่อช่วงกลางเดือนม.ค. ที่ผ่านมา

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาตั้งอยู่ในชุมชนบ้านโสร่ง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขาตรงตามความ ต้องการของชุมชนและกลุ่มชน เช่น สาขาอูศูลุดดีนหรือหลักการศาสนาอิสลาม สาขาชะรีอะฮ์หรือกฎหมายอิสลาม อีกทั้งยังเป็นสถาบันที่จัดการศึกษาอิสลามในระดับ อุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศที่ไม่เพียงดึงดูดนักศึกษา มุสลิมให้เข้ามาเรียนจากทั่วทุกสารทิศ หากในแต่ละปี ยังมีชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาต่อเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ อาทิ ประเทศจีน กัมพูชา มาเลเซีย สวีเดน อิหร่าน และประเทศปากีสถาน


“ยะโก๊บ ยูโซ๊ะ” วัย 27 ปี หรือ MR.YE XUE FU(เยีย ชุย ฝู่) มุสลิมเชื้อสายจีนจากแผ่นดินใหญ่ จังหวัดเซี่ยงไฮ้ ซึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เมื่อปี 2547 จนคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 ลำดับที่ 2 สาขาวิชาอุศูลุดดีน ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.86 แม้ว่าภาษาไทยจะไม่คล่องแคล่วถึงขั้นใช้งานได้ แต่ภาษาอาหรับนั้นถึงขั้นเชี่ยวชาญเลยทีเดียว

ยะโก๊บ เล่าให้ฟังผ่านล่ามภาษาอาหรับว่า เป็นหนึ่งในมุสลิมเชื้อสายจีน 8คนที่จบการศึกษาในปีการศึกษานี้ และถือเป็นรุ่นที่สามที่เรียนจบจากที่นี่ ซึ่งปัจจุบันมีมุสลิมจีนที่ยังคงศึกษาที่สถาบันแห่งนี้อีกถึง 32 คน

“อยู่ประเทศจีนเรียนภาษาอาหรับมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่คล่องเท่าไร เพิ่งจะมาพูดและใช้งานได้คล่องตอนที่มาเรียนอยู่ที่นี่ เหตุที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะมีรุ่นพี่เคยมาเรียนที่นี่มาก่อนแล้ว แนะนำให้มาเรียนและคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นฐานที่ดีในการอบรมศาสนาให้กันได้เพราะที่นี่มีผู้รู้ในด้านศาสนาเยอะ”
บัณฑิตสาขาอูศูลุดดีนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ยังบอกอีกว่า นอกเหนือจากความรู้วิชาการที่เป็นแนวทางที่ได้จาก ที่นี่แล้ว ตนยังค้นพบอีกว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังเป็นสถาน ที่ผู้คนต่างมีมารยาทที่ดีงาม เพราะได้รับการอบรม จากผู้รู้จริง สามารถที่จะเอาเป็นแบบอย่างได้ส่วนตนเองต้อง เพิ่มความตื่นตัวตลอดเวลา

“ดีใจที่ได้เกียรตินิยมกลับไปฝากคนที่บ้าน ซึ่งหลังจากนี้จะกลับไปที่ประเทศจีนก่อน เพื่อไปถ่ายทอดความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา สอนให้กับเยาวชนชาวมุสลิมและจะเรียนต่อปริญญาโท เพิ่มทันทีที่พร้อม” ยะโก๊บ ย้ำเสียงหนักแน่น


ด้านละยุ่ง MR.LA YONG หรือ”อาลี มะมุด” วัย 24 ปี บัณฑิตมุสลิมเชื้อสายจีนแผ่นดินใหญ่ จากจังหวัดกันซู อีกคนที่คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 ลำดับที่ 3 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.69 ตามติดยะโก๊บ เพื่อนร่วมชาติ บอกสั้นๆ ผ่านล่ามภาษาอาหรับว่า เหตุผลที่ได้มาเรียนที่นี่ เป็นเหตุผลอันเดียวกันกับยะโก๊บ
คือได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่ แต่ที่นอกเหนือกว่านั้นที่ตัดสินใจเลือกมาเรียนที่นี่ เพราะอยากเพิ่มเติมความรู้ที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะที่ประเทศจีนหากจะเน้นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ ์แบบในเรื่องศาสนาจะไม่มี

“ตลอด 3 ปีครึ่งที่ได้เรียนมา ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์ต่างๆ จากคณาจารย์ โดยเฉพาะอธิการบดี ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา ในวันนี้จึงขอขอบคุณมากๆ” อาลี เอ่ยสั้นๆด้วยรอยยิ้ม

ขณะที่ “นุ๊ มัสอุด” วัย 24 ปี หรือ MR.MA XIAO ZHOU (หม่า ฉุย จุน) มุสลิมจากแผ่นดินใหญ่ตอนใต้ของจังหวัดเซึ่ยงไฮ้ ตัดสินใจมาเรียนที่ประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนๆ เช่นกัน โดยสามปีครึ่งที่ได้ใช้ชีวิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ตนไม่อาจลืม ที่สำคัญได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าจะมาจากชาติใด พูดภาษาใดต่างมิใช่อุปสรรคของการอยู่ร่วมกันเลย

“ภูมิใจที่เลือกเรียนที่นี่ เพราะตลอดระยะเวลาที่เรียนมา เราสามารถที่จะเลือกเรียนวิชาที่ตัวเองมีความถนัดและ ชอบ อีกทั้งหลักสูตรการเรียน การสอนมหาวิทยาลัยอิสลามยะลามีความหลากหลาย” นุ๊ กล่าวผ่านล่ามภาษาอาหรับ


นุ๊ เล่าให้ฟังถึงอนาคตของตนเองว่า หากไม่ได้ทำธุรกิจส่วนตัว เขาอาจจะเป็นครูสอนศาสนา เพราะสังคมที่โน่นเป็นสังคมเสรี เปิดกว้างสำหรับคนที่เรียน ไม่ว่าจะเรียนจบด้านสามัญหรือศาสนาก็ตาม สามารถเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่มีปัญหา

มุมมองต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ “นุ๊” บัณฑิตอูศูลุดดีน มุสลิมเชื้อสายจีน มองว่าเป็นเรื่องของการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะคล้ายๆ กันทั่วโลกไม่เจาะจงเฉพาะประเทศไทยหรือสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้นี้เท่านั้น

“ติดตามข่าวอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายหลักในการที่จะศึกษาที่นี่ จึงคิดว่าคนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่ปัญหาแต่ละที่อาจจะมีความแตกต่างกันไป”

“ขอบคุณพระอัลลอฮที่ให้ผมได้มีโอกาสมาศึกษาเรียนที่นี่ สามปีครึ่งแทบไม่มีปัญหาอะไรเลย อยู่อย่างปลอดภัยและมีความสุข ซึ่งผมมีความผูกพันมาก รำลึกบุญคุณของคณาจารย์อยู่เสมอ และหากมีโอกาสผมจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน” นุ๊ กล่าวด้วยสีหน้าเบิกบาน

ปัจจุบัน มุสลิมในต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้ามาศึกษา ต่อในมหาวิทยาลัยฯ แห่งนี้ มีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น โดยขณะนี้เปิดสอนอยู่ในระดับปริญญาตรี 11 สาขา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู 1 สาขา และในระดับปริญญาโท 2 สาขา รวม 14 สาขา ในปีนี้มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาทั้งสิ้น 2,548 คน ในจำนวนนี้มีนักศึกษาต่างชาติอยู่ 93 คน จาก 6 ประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยกำลังผลักดันเพื่อยกระดับให้เป็น มหาวิทยาลัยนานาชาติเทียบเท่าต่างประเทศในอนาคต

แม้ว่าความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะ ยังเกิดคำถามมากมายว่าจะสิ้นสุดเมื่อไรนั้นในเรื่อง การศึกษาแม้จะมีอุปสรรคเข้ามาข้องเกี่ยวแต่สำหรับ นักศึกษามุสลิมเชื้อสายจีนจากแผ่นดินใหญ่แล้ว คงภูมิใจมิใช่น้อยที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มาหาประสบการณ์ เรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งนี้เมืองลังกาสุกะของ ชายแดนใต้ …